พอปัญหาเขมรเคลื่อน เรื่องรัสเซียก็เข้ามาแทน ดูๆ ไป เมืองไทย "มากด้วยปัญหา" ไม่จบไม่สิ้นเสียจริงๆ แต่อย่าเพิ่งเหนื่อย อย่าเพิ่งท้อกันไป เพราะในรอบ ๑๖-๒๐ ปีนี้ ไทยเรา-ซึ่งจะขึ้นระดับอินเตอร์ในโอกาสต่อไป จะต้องมีอะไรให้เคลื่อนไหวตลอดอยู่แล้ว ทำนองจะมี "งานใหญ่" มันก็ต้องวุ่นวายเป็นธรรมดา เพราะงานใหญ่นั้นคือ กระบวนการปรับเปลี่ยนสังคมประเทศจากมิติหนึ่งไปสู่อีกมิติหนึ่ง ตามวงรอบ "ดาวพลูโต" นั่นเอง!
ก็ไม่ต้องตกใจ ว่าจะเปลี่ยนกันแบบหกคะเมน-ตีลังกา เปลี่ยนไปในทางดีน่ะ...เชื่อผมเถอะ เปลี่ยนไปตามครรลองวัฒนธรรม-ประเพณีที่เป็น "เอกลักษณ์แข็ง" ของประเทศเราอยู่ตอนนี้ ไม่นอกลู่-นอกคอก มี "พระแก้วมรกต" เป็นศูนย์กลางหนักแน่น ไม่แคลนคลอน
เราชอบมอง "ความไม่นิ่ง" ของประเทศเป็น "ภาพเลวร้าย" ใครจะว่าใช่..ก็ใช่ แต่ผมอยากจะบอกในอีกมิติหนึ่งว่า เราควรดีใจในความไม่นิ่งนั้นมากกว่า เพราะการไม่นิ่ง แสดงว่าประเทศชาติบ้านเมืองไทยของเรา "ยังมีชีวิต" และเป็นชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวในลักษณะแสวงหา
จากมิติ ไปสู่มิติที่ "ดีกว่า" ปัจจุบัน!
นั่นคือชีวิตที่เติบโต การเติบโตคือ "การเปลี่ยนแปลง" ส่วนจะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน อย่างไรนั้น มันอยู่ที่พวกเราทุกคนที่รวมเรียกว่า "คนไทย" นี่แหละ!
ทั้งอภิสิทธิ์ ทักษิณ สนธิ เฉลิม จตุพร คนในคุก คนนอกคุก พลังเงียบ พลังสว่าง ล้วนมีความหมายเป็นน้ำหนักในการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทุกคน จะมาก-จะน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ฉะนั้น จะเห็นว่าในระยะ ๒-๓ ปีมานี้ บ้านเราจะนัวเนียอยู่กับเรื่องกฎหมาย เรื่องศาล เรื่องสภา เรื่องช่วงชิงสิทธิ์-อำนาจ เรื่องนอกชาติ-นอกภาษา พวกหมอผี หมอความ หมอรักษาคน และเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา จิตวิญญาณ สิ่งปรักหักพัง โปราณสถาน ทรัพย์สมบัติใต้ดิน-ใต้บาดาล รวมถึงหญิง-ชายในลักษณะซ่อนเร้น
คน และสิ่งที่อยู่ใต้เงื่อนไขนี้ ล้วนมีความ "เข้มข้น" บนเส้นทางสายเปลี่ยนเป็นพิเศษทั้งนั้น!
เรื่องนายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธชาวรัสเซียที่ "ศาลอุทธรณ์" ตัดสินส่งตัวให้สหรัฐภายใน ๓๐ วัน นั้น พวกเราดูข่าวคราวตอนนี้แล้วอาจสับสน และหวั่นไหวไปทางโน้นที-ทางนี้ที ยิ่งรัสเซียประกาศกล้าบ้าบิ่นว่า "จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้นายวิคเตอร์ บูท ถูกส่งไปดำเนินคดีที่สหรัฐ"
ประเทศไทย "ร้อนฉ่า" ขึ้นมาทันที!
ไทยจะกลายเป็นสมรภูมิ "ประลองกำลัง" ระหว่างสหรัฐกับรัสเซียไปเสียแล้วกระมัง ไทยจะบาดหมางกับรัสเซีย และเราจะตกอยู่ในสภาพที่ว่า "ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกแหลกลาญ" อย่างนั้นหรือเปล่า?
ผมอยากให้เราติดตามเรื่องนี้ด้วยสติ และสตินั้นต้องตั้งมั่นอยู่บนฐาน "ยึดประโยชน์ชาติเราเป็นหลักใหญ่" และเชื่อในรัฐบาล อย่าเอนไป แกว่งมาตามข่าวสารที่ถูกนำเสนอด้วยความคิดแค่ว่า "ข่าวคือข่าว" โดยไม่รู้จักขอบเขตว่า ข่าวแบบไหน สถานการณ์แบบไหน ควรจะใช้ "ไส้กรอง" คือจิตสำนึก กลั่นและกรอง "เอาชาติ" ไว้ก่อน
ไม่เพียงคนทำหน้าที่สื่อเท่านั้น คนที่ต้องการสร้างเรื่องเพื่อให้สื่อนำขยาย เช่น นักการเมือง ก็ควรตระหนักในจุดนี้ด้วย การเล่นการเมืองชนิดไม่แยกแยะ ทำทุกอย่างเพื่อทิ่มตำให้ชาติเสียหาย และเพื่อให้ทักษิณเป็นฝ่ายได้ โดยไม่มีจิตสำนึกในความเป็นชาตินั้น ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องการเช่นนั้น
อย่างกรณี "นายจตุพร" นำมาพูดในสภาว่านายศิริโชคไปพบนายวิคเตอร์ บูท ในเรือนจำ เพื่อให้นายวิคเตอร์ บูท ปรักปรำทักษิณเรื่องอาวุธนั้น เป็นเรื่องที่น่าอดสูใจ จะเล่นอะไรก็เล่นไป แต่การเล่นแบบยอมขายประเทศเพื่อทักษิณ ผมไม่เห็นด้วยที่นายจตุพรทำอย่างนั้น
เท่าที่ฟัง นายจตุพรนำเรื่องนี้มาพูดด้วยเจตนาจะชี้ให้เห็นว่า ๑.รัฐบาลทำผิด แอบส่งนายศิริโชคไปพบนายวิคเตอร์ บูท ในเรือนจำ ๒.มีการต่อรองให้นายวิคเตอร์ บูท ปรักปรำทักษิณเรื่องอาวุธสงคราม
ในความเป็นจริง ใครจะเข้าเยี่ยมก็ได้ ถ้าผู้ต้องขังยินดีให้เยี่ยม และอยู่ในกฎ-กติกาเรือนจำ การเยี่ยมนั้น ไม่ว่าจะพูดคุยอะไรกัน จะมีเจ้าหน้าที่เรือนจำยืนประกบอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น ที่กล่าวหาว่านายศิริโชคให้นายวิคเตอร์ บูท ปรักปรำทักษิณนั้น ต้องเข้าใจ นายวิคเตอร์ บูท ไม่ใช่ตาสี-ตาสา ที่จะทำอย่างนั้นได้ และเสี่ยงฉิบหายที่จะได้ประโยชน์ผิดๆ
การที่นายจตุพรยกเรื่องคนใกล้ตัวนายกฯ ไปพบนายวิคเตอร์ บูท ในคุกนั้น นายจตุพรคงลืมไปว่า สมัยที่พรรคตัวเองเป็นรัฐบาล คือสมัยรัฐบาลสมัคร รัฐมนตรียุติธรรมของพรรคเพื่อไทย "นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์" ก็เข้าไปเยี่ยม พล.ต.ต.ชลอ เกิดเทศ ถึงในเรือนจำเหมือนกัน
ไม่ได้เยี่ยมเฉยๆ แต่ไปสอบถามเรื่องคดี "ถึงในคุก" และรัฐมนตรียุติธรรมไปพูดกันอย่างไรก็ไม่ทราบ พล.ต.ต.ชลอซึ่งเป็นนักโทษอยู่ในคุก สามารถให้สัมภาษณ์ได้ด้วยว่า
"พร้อมเป็นพยานให้ข้อมูลเพื่อคลี่คลาย ๒ คดี เนื่องจากมั่นใจรัฐบาลชุดนี้ และผูกพันมานานกับครอบครัวของนายสมพงษ์ ซึ่งเป็นน้องชายของ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ และยืนยันไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือข้อเรียกร้องในการลดโทษ"
นี่...เหตุเกิดเมื่อ ๓ เม.ย. ๕๑ แล้วอย่างนี้ทำไมนายจตุพรไม่โวยวายว่าทำผิดตำแหน่ง ผิดหน้าที่ ก้าวก่าย เข้าไปด้วยเจตนาซ่อนเร้นแอบแฝงบ้างล่ะ กลับมาโวยวายเอาเฉพาะกรณีนายศิริโชค แล้วก็คิดเอา-นึกเอาว่าเขาจะต้องเข้าไปพูดกันเรื่องนั้น-เรื่องนี้ ทั้งที่ทนายของวิคเตอร์ บูท เองก็บอกว่า "ไม่เคยได้ยิน"
แล้วนายจตุพร "หูดี" อยู่นอกคุกกลับได้ยินหมด!?
อันที่จริง ทั้งกรณีนายสมพงษ์ รัฐมนตรียุติธรรมเพื่อไทยเข้าไปเยี่ยม พล.ต.ต.ชลอในคุก และกรณีนายศิริโชคเข้าไปเยี่ยมในวิคเตอร์ บูท ในคุก ไม่มีใครเข้าไปว่าและสนใจอะไร เพราะส่วนใหญ่ก็รู้กันอยู่ว่า "เรือนจำ" สุดเฮี้ยบ ใครเข้าไป ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาและการควบคุม ต่อให้เป็นนายกฯ ด้วย
เมื่อเข้าไปได้ แสดงว่าต้องปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอน-กฎระเบียบของเรือนจำแล้วเท่านั้น และเมื่อเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะพูด-จะคุย-จะทำอะไร ถูก "ผู้คุม" ประกบแจ ยิ่งใครไปต่อรองให้ปรักปรำใคร ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผิดกฎระเบียบในการเยี่ยมเข้าล่ะก็
ผู้คุม-เป็นพยานชั้นดีเลย!
ที่พูดนี่ใช่ว่าเดาสุ่ม เพราะผมเคยขอเข้าเยี่ยมพรรคพวก-เพื่อนฝูงในคุกมาแล้วจนช่ำชองนั่นเอง!
ตอนนี้ข่าวก็ซัดกันซะน่วมในลักษณะคลางแคลงกระบวนการตัดสินของศาล ทำนองว่าถูกสหรัฐกดดันบ้าง เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์บ้าง ผมก็อยากจะบอกว่า เราอย่าให้ใจวอกแวกของตัวเองไปวอกแวกใน "มาตรฐานเที่ยงธรรม" กระบวนการศาลของเราเลย
เอาตัวนายวิคเตอร์ บูท ไว้ ไทยเราได้อะไร ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ไป ไทยเราได้อะไร ศาลไม่ได้ตัดสินบนฐานของความคิดนี้!
ศาลท่านตัดสินบนฐานในขั้นต้นว่า ผู้ต้องหาทุกคนบริสุทธิ์ จากนั้นก็พิจารณาตามพยาน หลักฐาน เอกสาร ข้อมูล ตามกระบวนการไต่สวนระบบกล่าวหา และสุดท้ายก็กลั่นเป็นคำตัดสินออกมา
ในชั้นแรก "ผู้ต้องหาทุกคน" เป็นผู้ได้ คือได้รับคำตัดสินที่เป็นธรรม จากสิ่งที่ตัวเองกระทำ หรือมิได้กระทำตามฟ้อง ไม่ได้ตัดสินบนการมองว่า เป็นใคร ชาติไหน ใครได้ ใครเสีย
ในส่วนความเป็นประเทศไทย ไม่ได้อะไรโดยตรง แต่ได้จากสิ่งที่ตามมาจากคำตัดสินที่ปลดเปลื้องแล้วจากคำว่า "มุโขโลกนะ" คือ ศรัทธา-บนการยอมรับสถาบัน "มาตรฐานศาลไทย" และมาตรฐานศาลไทยนั้น ส่งผลทางทัศนคติต่อชาวโลกว่า
ไทยมี "อธิปไตยทางศาล" ชัดเจน!
ผมอยากถามว่า ที่วุ่นวายขยายความกันทุกวันนี้ เราเอาประเทศชาติตั้งไว้ ณ ฐานไหน ในเมื่อศาลท่านตัดสินแล้ว ก็ควรยุติอยู่ตรงนั้น ส่วนจะมีอะไร ก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายที่เปิดช่องให้เดิน ที่รัสเซียไม่พอใจ ก็เป็นธรรมดาที่เขาต้องปกป้องคนของเขา คิดในมุมกลับ "แค่คน" คนหนึ่ง รัสเซียยังปกปักพิทักษ์ให้
แล้วเราล่ะ...ประเทศทั้งประเทศ นอกจากไม่ปกปักแล้วยังขยี้ขยำ ทำยังกะว่า "เอาวิคเตอร์ บูท ของเขามาให้เรา แล้วเอาประเทศไทยของเราไปให้เขา...เออ...พิลึกดี"!?
นิ่งดูให้ทุกอย่างเป็นตามกระบวนการและขั้นตอนดีกว่า ให้รัฐบาลเขามีศึกด้านเดียวเพื่อแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่แคะไค้ตัดสินแบบนี้ไทยได้อะไร เสียอะไร นี่สมมุติว่า ศาลตัดสินปล่อย รัสเซียพอใจ แต่สหรัฐเป็นฝ่ายโกรธ เราไม่ต้องแคะไค้กันอีกหรือว่า รัสเซียมาล็อบบี้ไทย และเราได้อะไร เสียอะไร?
เสนอกันไปตามสถานการณ์ข่าวผมก็ว่าพอแล้ว ย้ายนายวิคเตอร์ บูท ไปไว้บางขวาง เพราะป้องกันการชิงตัว ก็ว่าไป สหรัฐเอาเรือบินมารอรับตัว ก็ว่าไป ไทยยังไม่ส่งให้ เพราะยังมีขั้นตอนตามกระบวนการกฎหมายไทยต้องปฏิบัติ ก็ว่ากันไป และทางรัฐบาลชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร ก็นำเสนอไปตามนั้น
ทำหน้าที่สื่อเพื่อชาติ-นักการเมืองเพื่อชาติ กันบ้างก็ดีนะครับ ใครอยากจะสับรัฐบาล สับอภิสิทธิ์ ก็สับไป แต่ระวัง...เขียงคือ "ประเทศชาติ" มันจะแหลก พูดถึงประเด็นข่าวถ้าจะเอามัน ก็คอยดูแค่ว่าจะมีปฏิบัติการ "หมีหักอินทรี" แหกบางขวางชิงตัวกันหรือไม่?
จะได้เอาไปทำหนังซักเรื่อง!








