ก็ถือว่า...เรียบโร้ยย์ย์โรงเรียนอีตันและโรงเรียนสวนกุหลาบไป โดยไม่ต้องเสียเวลามายึกยัก กึ๊กๆ กั๊กๆ อีกต่อไป สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2554 ด้วยเสียงเห็นชอบ 253 ต่อ 178 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 21 นับแต่นี้...จะได้เริ่มต้นทุ่มเททำงาน ทำการ กันซะที ไม่ต้องไปพะว้าพะวงกับการชักเข้า ชักออก ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก ให้เสียอารมณ์ เสียสมาธิ จนเกินไปนัก...
-----------------------------------------------------
สำหรับงานเร่งด่วน งานเฉพาะหน้า ซึ่งธรรมชาติท่านได้มอบหมายมาให้แบบเต็มๆ เนื้อๆ เห็นจะไม่มีอะไรเกินไปกว่าภาวะน้ำท่วมที่ลุกลามไล่มาตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ตะวันออก จ่อมาถึงภาคกลางแถวๆ อ่างทอง อยุธยา โดยที่อีกไม่นานมาช้า ก็คงมาถึง กทม. เมืองที่คนตกท่อจนได้ ส่วนภาคเหนือแถบเชียงใหม่ เชียงราย...ดูเหมือนว่าความหวั่นวิตกอันเนื่องมาจากพายุโซนร้อน มินดอลเล (Mindulle) ที่เริ่มก่อตัวในทะเลจีนใต้ ตั้งแต่วันอังคารที่ 23 สิงหาคมเป็นต้นมา มาถึง ณ ขณะนี้...น่าจะค่อยๆ คลายตัวลงไปได้บ้าง...
---------------------------------------------------
เพราะหลังจากที่ขึ้นฝั่งบริเวณทิศตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เคลื่อนไปโจมตีด้านตะวันออกของลาว และระหว่างที่อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงรายประมาณ 350 กิโลเมตรนั้น ความรุนแรงของพายุก็ค่อยๆอ่อนกำลังลงกลายเป็นดีเปรสชัน ความเร็วลมสูงสุดใกล้บริเวณศูนย์กลางเหลือแค่ประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โอกาสที่จะกระทำย่ำยีต่อพี่น้องชาวเหนือของหมู่เฮาน่าจะเพลาๆ ลงไปบ้าง แต่ถึงกระนั้น...ภาวะน้ำบ่า น้ำท่วมไหลหลากและแผ่นดินถล่ม ก็ยังคงเป็นคำเตือนให้พึงระวังจากศูนย์อุตุนิยมภาคเหนือเมื่อช่วงวันวานที่ผ่านมานี้...
------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...ผู้ซึ่งทำหน้าที่ยืนหยัด ท้าพายุ ในขณะที่ใครต่อใคร กำลังเผชิญหน้ากับภาวะน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงอยู่ในสภานั้น เห็นจะไม่มีใครเกินไปกว่าคุณพี่ เสธ.หนั่น รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายน้ำท่วม หรือฝ่ายอะไรที่เกี่ยวกับน้ำๆ ทั้งหลายนั่นแหละ วันวานที่ผ่านมานี้ คุณพี่ เสธ.หนั่น ท่านได้ออกมากล่าวเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหลายเอาไว้น่าฟัง คือให้เตรียมรับมือกับภาวะมรสุมดีเปรสชัน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะบุกเข้ามาถล่มประเทศไทยไม่น้อยไปกว่า 22 ลูก หรืออาจจะมากกว่านั้น โดยเท่าที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบให้กับพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไปแล้วประมาณ 6 ลูกซ้อนๆ แต่คำเตือนที่ว่านี้...จะเข้าหูซ้ายผู้ว่าฯ ทะลุออกไปยังหูขวาของปลัดกระทรวงคนใหม่ แล้วร่วงตกไปในกระโถนของรัฐมนตรีมหาดไทยหรือไม่? เพียงใด? ก็คงต้องคอยติดตามกันต่อไป...
---------------------------------------------------
ภาวะน้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับถนนหนทาง ทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นาของราษฎรชาวไทยในปีนี้ แม้นว่าจะยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และโดยเฉพาะจีน ซึ่งยังคง ฉิบหายไม่เสร็จ อยู่จนถึงบัดนี้ ส่งผลให้ราคาสินค้าการเกษตร ราคาอาหาร พุ่งพรวดพราด จนต้องสั่งซื้อข้าวเร่งด่วนจากประเทศเวียดนามถึง 600,000 ตัน แบบฉับพลัน-ทันที ดังที่เคยกล่าวไปแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยที่มีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองมาโดยตลอด นอกจากไม่ต้องเจอกับภาวะหนักหนาสาหัสถึงขั้นนั้น ผลผลิตการเกษตรอย่าง ข้าวไทย ซึ่งถูกเก็บสต็อกเอาไว้ในโกดังชนิดบานเบอะมากกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่ต้องคอยละล้าละลังระหว่างยอดส่งออกกับปริมาณข้าวที่เหลือเอาไว้บริโภคภายใน ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ย่อมทำให้เรื่องของภาวะภัยพิบัติทางธรรมชาติเหล่านี้ เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องถูกโยงมาเกี่ยวพันกับรองนายกรัฐมนตรีอีกรายหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ยืนหยัด ท้าพ่อค้าข้าว เป็นการเฉพาะ...
---------------------------------------------------
รองนายกรัฐมนตรีรายที่ว่านี้...ย่อมไม่ใช่ใครที่หนวย นอกซะจากคุณพี่ ไซรรงค์ สุวรรณคีรี เจ้าของสัมปทานอุตสาหกรรมเหมืองทองแดงรายใหญ่ของเราผู้นี้นี่เอง!!! ในช่วงจังหวะที่สต็อกข้าวในโกดังของเรามีเหลืออยู่บานเบอะ และในขณะที่ราคาข้าวในตลาดโลกกำลังพุ่งพรวดๆ พราดๆ ชนิดแค่เดือนเดียว ส่วนต่างของราคาพุ่งขึ้นไปถึงตันละ 50 ดอลลาร์เป็นอย่างน้อย ย่อมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันจึงขึ้นอยู่กับ จังหวะ-เวลา นั่นเอง ว่าจะตัดสินเริ่มต้นระบายสต็อกข้าวกันวันไหน ที่จะทำให้ราคาข้าวในตลาดมันส่งผลตกไปอยู่ในมือของชาวนา
หรือผู้ผลิตข้าวได้แบบเต็มๆ เนื้อๆ ไม่ใช่ตกอยู่ในมือของพ่อค้าส่งออกทุกทีไป...
--------------------------------------------------
ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้...ก็เลยทำให้เกิดข่าวพิลึกๆ ขึ้นมาในกระทรวงพาณิชย์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นก็คือ ข่าวที่ว่าด้วยกรณีกระทรวงพาณิชย์โดยการสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี แอบระบายสต็อกข้าวกันแบบเงียบกริบ โดยไม่ได้ผ่านกรรมวิธีและกระบวนการดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อนๆ ว่ากันว่า...จากข่าวๆ นี้ ทำให้วงการพ่อค้าข้าวแตกตื่นตกใจ พอๆ กับเหมืองทองแดงถล่มที่ชิลียังไงยังงั้น เนื่องจากบรรดาพ่อค้าที่ได้รับสิทธิสัมปทานในการนำเอาข้าวในสต็อกออกไประบายส่งออกให้กับตลาดข้าวในต่างประเทศนั้น มีอยู่ด้วยกันไม่กี่ราย แถมยังไม่ใช่คนปักษ์ใต้ที่ถนัดในการพูดจาแหลงทองแดงอะไรเอาเลยด้วยซ้ำ...
---------------------------------------------------
ก็ไม่ทราบว่าข่าวๆ นี้จะเป็น ข่าวดี หรือ ข่าวร้าย ของใครกันแน่??? ระหว่าง ชาวนา กับ พ่อค้า และจะเป็นข่าวที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาล ซึ่งกำลังตั้งลำนาวาอย่างมั่นคง แข็งแรง ขึ้นมาทีละนิด ว่าจะต้องเจอกับพายุโซนร้อน เจอกับมรสุมอีกกี่ลูกที่จะต้องซัดกระหน่ำเข้ามาสู่กระทรวงพาณิชย์ สู่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าวอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้แน่ๆ เพราะเป็นที่ทราบดีกันมาไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยแล้วว่า...ไม่ว่ารัฐบาลไหนต่อรัฐบาลไหนก็เถอะ ถ้าลองต้องเจอกับฤทธิ์เดชพ่อค้าข้าวคิดจะซัดกระหน่ำใส่ขึ้นมาจริงๆ แล้วล่ะก็ ส่วนใหญ่...มักจะต้องไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ด้วยกันทั้งนั้น งานนี้...ก็เลยต้องคอยดูกันต่อไปอีกเช่นกันว่า สุดท้ายแล้ว...คุณพี่ ไซรรงค์ ของเราจะต้อง เสียแรงอก หรือจะต้องกลับไปนั่ง เกาไข่ อย่างที่เคยเป็นมาในอดีตกันอีกหรือไม่? เพียงใด?...
----------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก พอล ดิคสัน (อีกครั้ง)...ความซื่อสัตย์มั่นคงนั้น...เหมือนกับก๊าซออกซิเจน ท่านยิ่งขึ้นไปสูงเท่าใด ก็ยิ่งมีน้อยเท่านั้น...
---------------------------------------------------








