โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับแล้ว บังคับใช้วันที่ 27 ม.ค. รัฐบาลรื้อมาตรา 7 กม.โอนหนี้ฯ แต่อำนาจยังอยู่ที่ครม. "โต้ง" อ้างเร่งด่วนกลับยืดเวลากู้ได้ถึง 30 มิ.ย.56 ปชป.มั่นใจขัด รธน.แน่ ยื่นศาล รธน. 30 ม.ค.นี้ ก่อนสภาเห็นชอบ คลังรับส่อเกิดปัญหา เตือนหาแผนสองรองรับ "มาร์ค" สอน "ปู" แสวงโอกาสพบผู้นำโลก ฟื้นเชื่อมั่นไทยหลังน้ำท่วม ธปท.ประเมิน ศก.ไทยปีนี้โตอย่างน้อย 4.8%
เมื่อวันที่ 26 มกราคม เวลา 17.00 น. มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 4 ฉบับ ดังนี้ 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 2.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ.2555 3.พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 และ 4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.นี้เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วน พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ฯ วงเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และคณะศิษยานุศิษย์หลวงตามหาบัวออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านนั้น โดยเฉพาะในมาตรา 7 พบว่ารัฐบาลได้มีการปรับปรุงบางส่วน ดังนี้
มาตรา 7 ในระหว่างการชำระคืนต้นเงินกู้ตามมาตรา 4 ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในแต่ละปี ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินกำไรสุทธิที่ต้องนำส่งรัฐตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เข้าบัญชีตามมาตรา 5 (2) ให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลังจากการจ่ายเมื่อสิ้นปีเข้าบัญชีตามมาตรา 5 เฉพาะเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่สอง พ.ศ.2545 โดยไม่ต้องโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ (3) ให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนเข้าบัญชีตามมาตรา 5 ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ขณะที่ตามร่างเดิมระบุไว้ว่า มาตรา 7 ในระหว่างการชำระหนี้ต้นเงินกู้ตามมาตรา 4 ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ในแต่ละปีให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำส่งเงินกำไรสุทธิเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เข้าบัญชีตามมาตรา 5 (2) ให้โอนสินทรัพย์คงเหลือในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยเงินตราหลังจากการจ่ายเมื่อสิ้นปีเข้าบัญชีตามมาตรา 5 โดยไม่ต้องโอนเข้าบัญชีสำรองพิเศษ (3) ให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกองทุนเข้าบัญชีตามมาตรา 5 ตามจำนวนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
สำหรับรายละเอียดของ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัย พ.ศ.2555 ที่น่าสนใจคือ การให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ วงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาทเป็นนิติบุคคล โดยกิจการไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยและกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย รวมทั้งได้กำหนดว่ารายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งคลังด้วย
รวมถึงมาตรา 18 ที่ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการที่ ครม.แต่งตั้ง ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และผู้ทรงคุณวุฒิที่ ครม.แต่งตั้ง 4 คน เป็นกรรมการ ซึ่งจะทำหน้าที่บริหารกองทุนตั้งแต่การทำประกันภัย หรือการลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ ส่วนการตรวจสอบการทำงานก็ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือบุคคลภายนอกที่คณะกรรมการแต่งตั้งตามที่ สตง.เห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายและทรัพย์สิน โดยให้เสนอผลต่อคณะกรรมการและส่งสำเนาต่อ ครม.เท่านั้น
ส่วน พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ.2555 วงเงิน 3 แสนล้านบาทนั้น ได้กำหนดให้ ธปท.ปล่อยกู้กับสถาบันการเงินในอัตรา 0.01% ต่อปี โดยสถาบันการเงินที่ได้รับเงินสามารถไปปล่อยกู้ต่อกับบุคคลธรรมดาและวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ในเขตพื้นที่อุทกภัยในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3% ต่อปี โดยวงเงินที่จะปล่อยกู้ของ ธปท.จะให้กู้ยืมเพียง 70% และสถาบันต้องสมทบอีก 30% จนเต็มวงเงิน
และ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ.2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่น่าสนใจคือ ได้กำหนดให้กู้เงินได้ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.2556 และกระทรวงการคลังสามารถนำเงินกู้ดังกล่าวไปให้กู้ต่อกับหน่วยงานรัฐและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไปใช้จ่ายในการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศก็ได้ โดยวงเงิน การจัดการ และการกู้เงินในแต่ละปีงบประมาณนั้น ให้ ครม.อนุมัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ไม่อยู่ในประเทศไทย แต่อยู่ระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐอินเดีย และกำลังเดินทางไปเมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เพื่อร่วมประชุม World Economic Forum ครั้งที่ 42 และจะกลับมาประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 29 ม.ค.นี้
ทางด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า หลังจากนี้จะตรวจสอบข้อมูลและจะนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญในเร็วๆ นี้ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นวันจันทร์ที่ 30 ม.ค.นี้ ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ ได้เตรียมพร้อมหมดแล้ว โดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยในพ.ร.ก.กู้เงิน 2 ฉบับคือ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้ฯ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ จะต้องนำบรรจุระเบียบวาระให้สภาได้ลงมติเห็นชอบกับ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับอีกครั้ง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวว่า เมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับ เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะต้องนำเข้าสู่สภาผู้แทนฯ เพื่อให้ประธานบรรจุในระเบียบวาระโดยทันที ซึ่งคาดว่าจะบรรจุในระเบียบวาระได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้สภาลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ โดยการลงมติสามารถเปิดให้สมาชิกได้มีการอภิปรายได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขในรายละเอียดได้ ทั้งนี้ หากจะมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องยื่นในระหว่างนี้คือ ก่อนที่รัฐบาลจะส่ง พ.ร.กทั้ง 4 ฉบับให้สภามีมติให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยก่อนที่สภาจะให้ความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ต่อไป
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า รัฐบาลน่าจะมีเหตุผลที่สมควรในการเร่งออก พ.ร.ก. 4 ฉบับ แต่ข้อเท็จจริงและเหตุผลนั้นคืออะไร ตนไม่ทราบ คงต้องรอดูการชี้แจงของนายกิตติรัตน์ว่าจะอธิบายอย่างไร ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงว่าหาก พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ได้จริง ก็อาจจะมีปัญหาจากกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีการยื่นคัดค้านให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก. 2 ฉบับให้เป็นโมฆะ เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับล่าช้าออกไปอีก
นอกจากนี้ การออกมาโต้แย้งของนายธีระชัยเกี่ยวกับสัดส่วนภาระหนี้สินต่องบประมาณ ที่แท้จริงอยู่ที่ 9.33% ไม่ใช่ 12% ตามที่นายกิตติรัตน์อ้างเหตุผลในการออก พ.ร.ก.นั้น ยอมรับว่าเหตุผลดังกล่าวยังขาดน้ำหนักไป และอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การบังคับใช้ พ.ร.ก.มีปัญหาได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเตรียมหาแนวทางรองรับ หาก พ.ร.ก.ดังกล่าวมีปัญหาจนเป็นผลให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เพื่อให้ทันต่อการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมรอบใหม่
“ขณะนี้คลังได้มีการเตรียมมาตรการส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนที่คลังต้องรับผิดชอบไว้แล้ว นั้นคือการจัดตั้งกองทุนประกันภัยวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการทำข้อมูล ซึ่งหลังจากนี้ก็จะสามารถนำเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาได้ภายในสัปดาห์หน้า” แหล่งข่าวระบุ
ทั้งนี้ กองทุนประกันภัยมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของกองทุนให้มารับประกันภัยรายใหญ่ได้ จากเดิมที่ให้รับประกันภัยรายย่อย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เท่านั้น ซึ่งขณะนี้ได้มีการประเมินกันว่าทุนประเดิมของกองทุนที่ 5 หมื่นล้านบาทนั้น หากมีความเสียหายเกิดขึ้นจะสามารถรองรับได้ในระดับใด เนื่องจากการรับประกันภัยรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เงินประเดิมของกองทุนก็น่าจะหมดแล้ว ซึ่งจะเป็นผลทำให้การรับประกันภัยในรายย่อย และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีปัญหาได้
สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้ ระบุว่ามีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อยู่ในระบบประกันภัยทั้งสิ้น 1.5 หมื่นราย และกำลังอยู่ระหว่างทำรายละเอียดในเชิงลึกว่า 1.5 หมื่นราย ดำเนินกิจการอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้ง 7 แห่งกี่ราย และหากมีความเสียหายเกิดขึ้น จะต้องใช้งบประมาณในการจ่ายชดเชยมูลค่าความเสียหายเท่าไหร่ และจะเป็นภาระต่องบประมาณมากเกินไปหรือไม่ เพื่อจะได้นำข้อมูลดังกล่าวเสนอให้ รมว.การคลังพิจารณา
ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า อยากเห็นนายกฯ แสวงหาโอกาสในการพบปะกับตัวแทนของทุกภาคส่วนในเวทีนี้ พูดถึงแผนในการฟื้นฟูไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก เพราะการสร้างความเชื่อมั่นไม่ใช่การวาดฝันตัวเลขว่าจะทุ่มเงินลงทุนแก้ปัญหาเท่าไร แต่ที่สำคัญต้องทำให้ชาวโลกเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่มีแผนที่ชัดเจนและการจัดลำดับความสำคัญในการยอมรับปัญหา แต่กลับให้น้ำหนักในเรื่องของเงินมากเกินไป ซึ่งทำให้คนที่มารับผิดชอบงานเรื่องน้ำท่วม ดูจะก้าวล่วงไปเรื่องอื่นมากจนเกินไป เช่น การพยายามดูว่าให้รัฐบาลมีเงินนอกงบประมาณมาใช้เยอะๆ หรือการปรับแต่งบัญชีโอนหนี้มากกว่า การให้ความสำคัญในการลงทุน ป้องกันปัญหาน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้มั่นใจว่า พ.ร.ก.ที่ตราขึ้นขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นก้าวที่สะดุดลง และรัฐบาลควรเร่งทบทวนให้ดี อาจจะถอยหรือตั้งหลักกันใหม่
วันเดียวกัน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่นเดียวกับความกังวลของคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ซึ่ง ธปท.จะทำหนังสือแสดงรายละเอียดดังกล่าวไปยังกระทรวงการคลัง และถ้ามีโอกาสจะเข้าหารือกับนายกิตติรัตน์ด้วย
สำหรับประเด็นที่จะหยิบยกหารือกันนั้น จะใช้หลักในเรื่องการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน อยากให้อยู่ในระนาบเดียวกัน เพราะเวลานี้ธนาคารพาณิชย์ต้องเสียเงินนำส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากในระดับ 0.4% ของฐานเงินฝาก ณ สิ้นปี ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจไม่ต้องนำส่ง ดังนั้นจึงสามารถออกผลิตภัณฑ์เงินออมที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยสูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เองต้องรักษาฐานลูกค้าจึงไม่สามารถลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบายได้
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ประเด็นการหารือกับธนาคารพาณิชย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ นั้น จะนัดหารือกับธนาคารพาณิชย์อีกครั้งหลังจากที่ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ส่วนที่นายกิตติรัตน์ไม่ต้องการให้ ธปท. เก็บค่าธรรมเนียมกับธนาคารพาณิชย์ในอัตราที่สูงกว่า 0.4% นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับว่ากระทรวงการคลังต้องการให้การเรียกเก็บเงินสามารถนำไปชำระดอกเบี้ยได้อย่างเต็มที่หรือไม่ และจะใช้เวลาในการลดเงินต้นหมดภายในกี่ปี
“ลำพังการเรียกเก็บเงินที่ 0.4% ก็ไม่พอที่จะชำระดอกเบี้ยอยู่แล้ว ต้องใช้ผลตอบแทนหรือทรัพย์สินจากกองทุนฟื้นฟูฯ มาช่วยด้วย ซึ่งทรัพย์สินเหล่านี้มีดอกผลอยู่บ้าง แต่บางส่วนก็อาจต้องขายออกไป เอาไว้ พ.ร.ก.ออกมาแล้ว คงจะมีการทำแผนและแจกแจงให้ทราบว่าขั้นตอนมียังไงบ้าง” นายประสารระบุ
นอกจากนี้ นายประสารยังกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 ว่า การเติบโตไม่น่าจะต่ำกว่าระดับ 4.8% ซึ่งเป็นเพราะฐานของปีที่ผ่านมามีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าที่ ธปท.เคยคาดการณ์เอาไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการดังกล่าว ธปท.จะประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ก.พ.นี้.








