ศาลฎีกานักการเมืองฟัน "ทักษิณ" ผิด 5 ข้อหา อำพรางขณะนั่งนายกฯ 2 สมัย ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินฯ ตัวจริง แปลงค่าสัมปทานมือถือเป็นภาษีสรรพามิตเอื้อเอไอเอส ทำรัฐเสียหาย 6 หมื่นล้าน แก้สัญญาลดส่วนแบ่งรายได้สูบประโยชน์จาก กสท เอาเปรียบรัฐแก้สัญญาลดอัตราใช้เครือข่ายร่วมหาประโยชน์เข้าตัว มูมมามกินดาวเทียม ปล่อยกู้พม่าหาลูกค้าให้ชินแซท พิพากษา 4.63 หมื่นล้านตกเป็นของแผ่นดิน ทอน 3 หมื่นล้าน
การพิจารณาคดีประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันศุกร์ ถูกจับจ้องจากสายตาประชาชนทั้งประเทศและสื่อมวลชนทั่วโลก ว่าผลการพิจารณายึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะออกมาเป็นเช่นไร ทำให้บรรยากาศก่อนที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทั้งจากฝ่ายที่ให้การสนับสนุนและฝ่ายที่ตรวจสอบ พ.ต.ท.ทักษิณ
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาเคลื่อนไหวตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง โดยทวิตข้อความผ่านเว็บไซต์ thaksinlive.com ว่า "ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร น้ำใจของพี่น้องที่ห่วงใยและคอยให้กำลังใจผมและครอบครัวนั้นมันยิ่งใหญ่ ที่ผมและครอบครัวจะจดจำไปนานแสนนานไม่มีวันลืม ขอยืนยันว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินที่ผมและครอบครัวหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน มันสมอง ไม่เคยโกงดังที่ถูกกล่าวหา เมื่อปี 2537 แสดงบัญชีไว้กว่า 60,000 ล้าน"
ส่วนที่ศาลฎีกา มีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อย ดูแลพื้นที่โดยรอบศาลฎีกา มีการตั้งด่านตรวจเพิ่มเติม รวมทั้งเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 นำเครื่องตรวจวัตถุระเบิดมาติดตั้งบริเวณประตู 4 ซึ่งเป็นประตูทางเข้า มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์บริเวณศาลเพื่อป้องกันการจุดระเบิด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัย
เวลา 07.00 น. องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่าน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ในฐานะเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์, นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา, นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา, นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา, นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา, ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา, นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา, นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา ได้เดินทางมาถึงศาลฎีกา โดยรถแลนด์โรเวอร์สีดำกันกระสุน 9 คัน ในรถแต่ละคันมีตำรวจประกบภายในรถ ขณะเดียวกันมีรถตู้ขนเอกสารสำนวนตามในขบวนด้วย
เมื่อถึงอาคารศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะทั้งเก้าได้เดินทางขึ้นไปยังห้องประชุมใหญ่บนอาคาร เพื่อประชุมองค์คณะเสนอคำวินิจฉัยส่วนตัวมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อลงมติเขียนคำพิพากษาที่นัดอ่านคำพิพากษาเวลา 13.30 น. โดยการลงมติองค์คณะพิพากษาคดีแต่ละประเด็นจะยึดถือเสียงข้างมาก
หลังศาลอ่านคำร้องของพนักงานอัยการและผู้ร้องคักค้านทั้งหมดเสร็จสิ้นลง ศาลจึงอ่านคำวินิจฉัย โดยแยกลงมติเป็นประเด็นๆ ไป
ประเด็นที่ 1 ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่ ซึ่งองค์คณะมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าสามารถพิจารณาคดีนี้ได้ เป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มาตรา 9 (1) และ (4)
ประเด็นที่ 2 การตรวจสอบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ศาลมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 มีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์ได้ ผู้ร้อง (อัยการสูงสุด) จึงมีอำนาจในการยื่นคำร้องคดีนี้
คตส.มีอำนาจตามกฎหมาย ปปง. กฎหมาย ป.ป.ช. ประมวลรัษฎากร ใช้อำนาจของอธิบดีกรมสรรพากร เฉพาะที่เกี่ยวกับการยึดอายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ส่วน ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ประเด็นที่ 3 คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุมหรือไม่ ศาลมีมติเอกฉันท์ วินิจฉัยว่าคำร้องของผู้ร้องชัดแจ้ง ไม่เคลือบคลุม
ประเด็นที่ 4 กรณีปกปิดอำพรางการถือครองหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมทั้งหุ้นในบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้อง ศาลมีมติเอกฉันท์ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริงระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้ง 2 สมัย
การวินิจฉัยขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 76,621,603,061 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน 5 กรณี
1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยการออกพระราชกำหนดแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นภาษีสรรพสามิต มติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทชินอคอร์ปและบริษัทในเครือ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท
2.กรณีการแก้ไขสัญญา อนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 6) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน ข้ออ้างเหตุผลการแก้ไขสัญญาไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟัง ผลของการดำเนินต้นทุนเอไอเอสน้อยลง ทำให้ กสท ขาดผลประโยชน์ ขณะที่เอไอเอสได้ประโยชน์มากขึ้น เสียงข้างมากมติเห็นว่าการแก้ไขสัญญาเป็นประโยชน์ต่อเอไอเอส
3.กรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular Mobile Telephone) ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) ลงวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นประโยชน์แก้บริษัทชินคอร์ป และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสฯ หรือไม่ พบว่าเป็นการปัดความรับผิดชอบ ขัดต่อสัญญาหลัก รายได้เอไอเอสพึงได้รับมิใช่เป็นรายได้หลักนอกสัญญาตามที่กล่าวอ้าง ก่อให้เกิดความเสียหาย 6.9 พันล้าน มติศาลข้างมากวินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้องและได้ประโยชน์จากกรณีดังกล่าว
4.กรณีละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัทชินแซท เป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ซึ่งดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลักแทนไทยคม 3 ที่เป็นดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศ เป็นการทำผิดสัญญา ศาลมติเสียงข้างมากเห็นว่าเอื้อประโยชน์ต่อชินคอร์ปและไทยคม
ศาลเสียงส่วนใหญ่ยังมีมติว่า การอนุมัติลดสัดส่วนการถือหุ้นชินคอร์ปในบริษัทไทยคม เป็นการทำเอื้อประโยชน์ให้ชินคอร์ปโดยไม่สมควร
กรณีนำค่าสินไหมทดแทนไทยคม 3 ที่เสียหาย ไปเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศ ขัดสัญญาสัมปทาน เป็นการอนุมัติที่มิชอบ เพราะไทยคมไม่ต้องใช้เงินของตัวเอง ทำให้เกิดความเสียหายแก่ภาครัฐ ค่าสินไหมทดแทนต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐ ไทยคมได้ประโยชน์จากการไม่ต้องระดมทุนมาลงทุนไทยคม 4 มูลค่า 16,000 ล้านบาท
ดังนั้น ค่าสินไหมที่คมนาคมได้รับจากบริษัทประกันภัยซึ่งนำไปเช่าสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศ องค์คณะเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปและไทยคม
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) 4 พันล้านบาท เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของชินแซท ครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาสั่งการเห็นชอบให้กู้วงเงิน 3 พันล้าน ต่อมาเพิ่มอีก 1 พันล้าน รวมเป็น 4 พันล้านบาท โดยให้กู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี องค์คณะเสียงข้างมากมีมติว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อชินแซท ที่ผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัวชินวัตรกับพวกมีผลประโยชน์ถือหุ้นอยู่
ทั้ง 5 กรณีตามร้องนั้น ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจบริหารประเทศ เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจสั่งข้าราชการส่วนกลางส่วนภูมิภาค สอบสวนข้อเท็จจริง บังคับบัญชาราชการทุกฝ่าย อำนาจบริหารมีขอบเขตกว้างขวางมาก
ผู้ถูกกล่าวหามีส่วนเกี่ยวข้อง สั่งการโดยอำนาจนายกฯ อย่างชัดเจน ใน 2 กรณี คือ แปลงค่าภาษีสรรพสามิต อนุมัติปล่อยเงินกู้ 4 พันล้านบาทให้ประเทศพม่า
องค์คณะเสียงข้างมากมีมติ ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปตามคำร้อง เพื่อประโยชน์โดยตรงต่อชินคอร์ป ไทยคม ได้รับผลประโยชน์โดยตรง และปรากฏโดยทั่วไปต่อความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์ มีผลการเพิ่มมูลค่าการลงทุน เงินปันผล และเงินขายหุ้นให้เทมาเส็ก จึงได้มาโดยไม่สมควร ศาลมีอำนาจสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้
แต่เมื่อทรัพย์ได้มาระหว่างสมรส การจะได้รับสิทธิความคุ้มครองในทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากทำมาหาได้ร่วมกัน หรือสินสมรส ถ้าได้มาโดยชอบ ได้ฟังจากตามไต่สวนว่า ได้ร่วมตั้งบริษัทชินคอร์ป หุ้นที่ถืออยู่รวมกันมีจำนวนมากและสัดส่วนที่สูง และบริหารร่วมกันตลอดมา ย่อมไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นทรัพย์สินในส่วนของตนได้
ศาลพิพากษาว่า ให้เงินปันผลและเงินที่ได้จากการขายหุ้นจำนวน 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผล นับแต่วันที่ธนาคารอายัด ตกเป็นของแผ่นดิน
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยนานถึง 7 ชั่วโมง มีการระบุถึงอดีตรัฐมนตรี 2 คน คือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีต รมว.คมนาคม และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว.ไอซีที มีส่วนร่วมก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐด้วย.








