ตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง (๒๖ ก.พ.๕๓) ผมก็นั่งบ้าง ผล็อยหลับบ้าง วนไป-วนมาอยู่หน้าจอโทรทัศน์จนสามทุ่มกว่า ศาลท่านจึงอ่านคำพิพากษาจบ ผลก็ออกมาเป็นว่าในจำนวน ๗๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้น "ยึดครึ่ง-คืนครึ่ง" คือยึดเข้ารัฐไป ๔๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่วนอีก ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทคืนไป รายละเอียดค่อยๆ หาอ่านกันในวันต่อๆ ไปนะครับ
ตอนนี้ผมเองก็ฟังและรู้สดๆ ร้อนๆ จากหน้าจอโทรทัศน์พร้อมกับท่านนี่แหละ เห็นจะรอรายละเอียดอะไรไม่ได้ เพราะขืนช้าเห็นทีเช้านี้ท่านไม่มี "ไทยโพสต์" อ่านแหงๆ เพราะทั้งเอเยนต์และสายส่งเขาไม่รอหนังสือพิมพ์ขายดี-ราคาแพงอย่างไทยโพสต์เพียงฉบับเดียวเพื่อเอาไปวางแผงหรอก!
เห็นใจองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง ๙ ท่านจริงๆ นะครับ เพราะต้องนั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นครึ่งวัน-ค่อนวัน
หิวก็ทานอะไรไม่ได้ ไปเข้าห้องน้ำห้องท่าก็ยากลำบาก อย่างพวกเราเอง อิสระทั้งจะนั่งหรือจะนอนฟังได้ทั้งนั้น จะกินอะไร หรือจะไปไหนมาไหนก็ได้ตามสบาย ขนาดนั้นยังรู้สึกยุกยิก-ขยุกขยิก ไม่สบายเนื้อสบายตัว
แต่องค์คณะทั้ง ๙ ท่าน ต้องนั่งและอ่านร่วม ๑๐ ชั่วโมง ผมรู้สึกเห็นใจ และเข้าใจได้ทันทีว่า ผู้ที่ปฏิบัติอยู่ในตำแหน่ง-หน้าที่ "สถิตยุติธรรม" อย่างนี้ ต้องเป็นคน อดทน-เสียสละ-ตบะ-บารมี สูงมาก หรือพูดอีกที ผู้ที่อยู่ในตำแหน่ง "ผู้พิพากษา" นั้น คือผู้ที่ต้องถึงพร้อมด้วย ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา จริงๆ!
และลองคิดอีกด้าน แค่คำพิพากษายังเป็นพันๆ หน้า ต้องใช้เวลาอ่านร่วม ๑๐ ชั่วโมง แต่กว่าจะกลั่นเนื้อหาจากพยาน หลักฐาน และเอกสารเป็นแสน-เป็นล้านแผ่นออกมาเป็นคำตัดสิน ต้องลำบากลำบน ต้องกรอง ต้องกลั่น ต้องคั้นเอาแค่ "หยดเดียว" คือหยดแห่งคุณภาพความจริงที่เที่ยงธรรม
มันแสนยาก แสนลำบากขนาดไหน แค่คิดยังเหนื่อยใจ แต่ท่านทำกันได้ โชคดีประเทศไทยที่ยังมีบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "ไส้ใน" ของเนื้อชาติ?
องค์คณะทั้ง ๙ ผู้ทำคดียึดทรัพย์นี้ก็ประกอบด้วย ๑.ท่านสมศักดิ์ เนตรมัย ๒.ท่านธานิศ เกศวพิทักษ์ ๓.ท่านพิทักษ์ คงจันทร์ ๔.ท่านพงษ์เทพ ริพงศ์ติกานนท์ ๕.ท่านอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ๖.ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ๗.ท่านประทีป เฉลิมภัทรกุล ๘.ท่านกำพล ภู่สุดขสว่าง และ ๙.ท่านไพโรจน์ วายุเทพ
ผมฟังแล้ว บอกจากความรู้สึกได้ว่า ท่านพิจารณาคดีนี้แจงแจก แยกแยะ กันละเอียด รอบคอบ มีคำตอบ ถูกต้อง-ชัดเจน ภายใต้ตัวบทกฎหมายรองรับครบถ้วน ทุกแง่-ทุกมุม-ทุกประเด็น ที่เป็นปัญหา
คนที่ฟัง ถึงจะรู้ หรือไม่รู้กฎหมายก็ไม่เป็นไร เพราะคำว่า "ความถูกต้องยุติธรรม" นั่นคือหัวใจกฎหมายที่มนุษย์ผู้มีความเป็นธรรมเข้าถึงได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว และถ้าตั้งสติ ฟังด้วยใจว่างจากอคติเข้าข้างใด-ข้างหนึ่งไปโดยตลอด ก็ต้องพูดได้คำเดียวว่า
ความเป็นธรรมสถิตแน่วแน่คู่กับกระบวนการ "ศาลสถิตยุติธรรม" ของไทย พวกเราคนไทยจงภูมิใจ และมั่นใจในกระบวนการศาลของเราเถิด
ศาลไทยเป็นศาลมาตรฐานที่สากลโลกต้องยอมรับ อย่างน้อยที่สุด จากคำพิพากษาในคดียึดทรัพย์วานนี้ก็พิสูจน์ให้ชาวโลกได้รับรู้แล้วว่า ส่วนไหนผิด-เป็นผิด, ส่วนไหนถูก-เป็นถูก
ไม่เป็นการทำหน้าที่ตุลาการด้วยความกลัว ด้วยความลำเอียง ด้วยการเห็นแก่หน้า ด้วยการถูกครอบงำ หากแต่ยึดหลักอิสระ "สถิตยุติธรรม" เป็นที่ตั้งแท้จริง!
ทักษิณกับคณะได้คืนไป ๓๒,๐๐๐ กว่าล้าน ถ้าทักษิณยังเที่ยวพูดว่าไม่ยุติธรรม ถูกกลั่นแกล้ง ๒ มาตรฐาน สถิตไม่เป็นธรรม แล้วไปยุยง-ปลุกปั่นผู้คนมาสร้างความสับสนอลหม่านกับบ้านเมืองอีก ผมบอกได้คำเดียว
คราวนี้ "เจ็บ" แน่!
โถ...พี่น้องคนไทยน่ะนะ ถึงเขารักท่าน ยอมเหนื่อยยากสวมเสื้อแดงให้หลอกไปโน่น-ไปนี่ แต่ลึกๆ ในหัวใจเป็นธรรม เขารู้กันทั้งนั้นว่า "ท่าน...มันไอ้ขี้โกงชาติ" แต่ทำไงได้ เมื่อเป็นแดงด้วยกัน มันก็ต้องดันทุรังกันไป แต่ได้ฟังคำศาลท่านแจกแจงแต่ละประเด็นเมื่อวาน ยิ่งเข้าใจลึกเข้าไปในความเป็น "ไอ้ขี้โกงชาติ" ของท่านมากขึ้น
ยิ่งประเด็นอนุมัติเงินกู้ให้พม่า เอามาซื้อสินค้าชินแซทฯ ของตัวเอง ศาลท่านแจกแจง-จาระไน ทักษิณกับคณะมีไส้กี่ขด-ต่อกี่ขด ศาลท่านลากออกมากองให้เห็นกันชัดๆ กลางบ้าน-กลางเมือง ใครฟังแล้วก็ขยะแขยง สะอิดสะเอียน ทั้งครอบครัว มันทำกับชาติ กับเงินภาษีของประชาชนอย่างนี้
แล้วมันยังเป็นคนอยู่ได้หรือนี่?
ใจผมนั้น จะว่าอคติก็ยอม อยากให้ยึดทั้ง ๗๖,๐๐๐ ล้านด้วยซ้ำ แต่เมื่อศาลท่านแจกแจงบนฐานอันยุติด้วยธรรมแล้ว ยึดไปแค่ ๔๖,๐๐๐ กว่าล้าน คืนไป ๓๐,๐๐๐ กว่าล้าน ผมก็ต้องยกมือร้องว่า...ยุติด้วยเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแล้ว!
- ประเด็นซุกหุ้น ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า "ทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปจริง" แล้วเอาไปซุกในชื่อลูกและเครือญาติ
- ประเด็นแปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์บริษัทชินฯ ศาลลงมติด้วยเสียงข้างมากว่า ทำให้รัฐเสียหายกว่า ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท
- ประเด็นแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Prepaid Card ศาลลงมติด้วยเสียงข้างมากว่า ทักษิณมีส่วนในการแก้ไขสัญญานั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ AIS จริง
- ประเด็นแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม และการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม ศาลลงมติด้วยเสียงข้างมากว่า ทักษิณมีส่วนในการแก้ไขสัญญานั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ AIS จริง
- ประเด็นดาวเทียม IP STAR การแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ ๕ และการอนุมัติให้ใช้เงินสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม ๓ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่าทักษิณทำอย่างนั้นเพื่อเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปและชินแซทฯ จริง
- ประเด็นอัฐยายให้พม่ากู้ไปซื้อขนมยาย คือให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยให้พม่ากู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าชินแซทฯ นั่นแหละ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า เป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ชินแซทฯ ที่ทักษิณและครอบครัวมีผลประโยชน์อยู่จริง
เนี่ย...แล้วทั้งหมดสรุปลงเป็นคำตัดสินคดีนี้ "ด้วยมติเสียงข้างมาก" ว่า
พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจหน้าที่ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป เอไอเอส และชินแซทฯ โดยตรง อันมีผลทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัทชินคอร์ปสูงขึ้น รวมทั้งได้เงินปันผลจำนวนดังกล่าว
ศาลจึงมีอำนาจในการยึดทรัพย์ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้นและเงินปันผล ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดิน โดยให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเงินปันผล จำนวน 46,373,687,454.74 บาท
ผลการตัดสินนี้ ถ้าทักษิณไม่พอใจ สามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ภายใน ๓๐ วัน แต่ไม่สามารถอุทธรณ์ในแง่กฎหมาย ถ้าเป็นผมนะ ได้คืนมาขนาดนี้ กราบฟ้า-กราบดินปลกๆ ตูดโด่งไปแล้ว ไม่ติดใจอะไรอีก
ถ้าจะมีติดใจ ก็มีตรงประเด็นว่า "แล้วกูจะทำยังไงถึงจะหนีไอ้พวกตัวแสบที่น้ำลายหยดแหมะๆ จ้องแบมืออยู่เวลานี้ เห็นนายมีตั้ง ๓ หมื่นกว่าล้าน มันไม่คลานกันมาขอยั้วเยี้ยไปหมดหรือนี่?"
แต่จะบอกอะไรให้อย่าง ทักษิณยังต้อง "ซวยภาค ๒" อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำตัดสินคดีซุกหุ้นนี้ต่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า จากซุกหุ้นภาค ๑ เมื่อปี ๒๕๔๔ แล้ว ต่อมา ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ที่เรียกว่า "ซุกหุ้นภาค ๒" ที่เอาไปซุกไว้ตามชื่อลูก ชื่อญาติตามบริษัทต่างๆ
เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองลงมติด้วย "เสียงเอกฉันท์" ในประเด็นซุกหุ้นว่า "ทักษิณ-ซุกจริง" กรรมสนองเวรตาเถรตกน้ำละคราวนี้ทักษิณเอ๊ย เพราะจากคำตัดสินนี้จะมีผลต่อคดี "ซุกหุ้นภาค ๒" ชนิดที่ผมคงไม่ต้องบรรยาย แค่ฟังเสียงในฟิล์มก็คงเข้าใจชัดแล้ว!
แล้วยังมีคดีอะไรค้างอยู่อีกบ้างล่ะ มีคดีทุจริตต่อหน้าที่ในงานประมูลจ้างเหมาการรักษาความปลอดภัยในสนามบินสุวรรณภูมิ มีคดีจัดซื้อ-จัดจ้าง ปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงเครื่อง CT-X ร่วมกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เรื่องธนาคารกรุงไทยร่วมกันอนุมัติสินเชื่อจำนวนมากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เรื่องถือหุ้นบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เอื้อประโยชน์บริษัทที่ตนเองถือหุ้น เรื่องเอ็กซิมแบงก์ และเรื่องหวยบนดิน ๒ ตัว ๓ ตัว ฯลฯ
สรุปแล้ว จบคดียึดทรัพย์ ๗๖,๐๐๐ ล้าน ยังมีอีกร่วม ๑๐ คดีรออยู่ เรียกว่าบานตะไท ก็คงสรุปกันได้ง่ายๆ ว่า "แดงยังต้องห้อ" เพื่อทักษิณกันต่อไป ถ้ายึดบ้าน-ยึดเมือง ตามความนึกคิดบ้าๆ ไม่ได้ ก็ยังกลับไทยชนิดมี "วอ" ไปรอหามให้กลับมาไม่ได้
นอกจากมีรถ "หวอ" ไปนำหน้า รับตัวมา "เข้าคุก" สถานเดียว!







