บทบรรณาธิการ

Saturday, 28 April, 2012 - 00:00

สงกรานต์ปรองดองอำมาตย์ อย่าให้คนไทยแพ้ทั้งแผ่นดิน

   ผ่านงานเทศกาลสงกรานต์ วันผู้สูงอายุแห่งชาติมาพักใหญ่ แต่เหล่าบรรดานักการเมือง อำมาตย์ ขุน ไพร่ เบี้ย ยังคงใช้เทศกาลเก่าแก่ของไทยเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างสัญลักษณ์ความปรองดองอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน  แม้ไม่มีใครปฏิเสธว่าประเพณีของไทยในเทศกาลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของสังคมไทยที่ผู้เป็นเด็กต้องแสดงความเคารพ แสดงความกตัญญุตากับบุพการี ผู้มีพระคุณ ผู้ใหญ่ และเป็นวาระแห่งความเป็นสิริมงคลกับชีวิต ที่ได้กราบไหว้ รดน้ำดำหัวรับพรชีวิตจากผู้ที่เราเคารพนับถือ
    จริงอยู่ว่าบ้านสี่เสาเทเวศร์ คือสัญลักษณ์ทางการเมือง เพราะพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ คือบุคคลที่อยู่ในตัวละครทางการเมืองในหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาเมื่อมีการเปิดบ้านในช่วงปีใหม่ ครบรอบวันเกิด เลยไปถึงวันสงกรานต์ ทุกคนต่างก็สนใจและจับจ้องถึงขนาดตีค่าเป็นปรากฏการณ์สำคัญ มีการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ กันเกือบสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่จะเข้าไปรดน้ำดำหัว ที่ตัดเหลือแค่คณะของนางสาวยิ่งลักษณ์  นายกรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง พลเอกยุทธศักดิ์  ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี 
    มิพักคณะของนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เข้าบ้าน ประเด็นที่ไพร่อย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่กลายเป็นเงื่อนไขในการที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปเต็มคณะ หรือ  การที่ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ขาดสอบไม่ได้เข้าไปกับคณะของรองนายกรัฐมนตรีด้วย กลายเป็นเรื่องที่คนปักใจเชื่อว่า คู่ขัดแย้งในอดีตไม่จำเป็นต้องถูกมาร่วมปรองดองด้วย เพราะเอาเข้าจริงการปรองดองในแบบฉบับของผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ทั้งคนในเงาของนายกรัฐมนตรี หรือเจ้าของบ้านสี่เสาเทเวศร์เอง  ไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือหรือรอความเห็นชอบจากคนที่สูญเสียจากการสัประยุทธ์ที่เกิดขึ้นมาในอดีต
    ยังไม่นับเหล่าความเห็นที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมยกก้น ไล่ตั้งแต่ความเห็นของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ระบุว่า ไม่อยากให้มองถึงการเข้าพบครั้งนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่อยากให้มองว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองที่น่าเคารพนับถือ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามา คิดว่าน่าจะเป็นโอกาสเข้าไปขอคำอวยพรท่านด้วยดี ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้น และการไปครั้งนี้ก็ไม่ได้หวังผลอะไร เหมือนไปรดน้ำพ่อแม่ ไม่ได้ไปหวังทรัพย์สมบัติอะไรจากท่าน เป็นการแสดงความเคารพ
    มองการเดินทุกด้านของรัฐบาล รัฐสภา เลยไปถึงการที่นายกรัฐมนตรีลงไปสร้างภาพความปรองดองด้วยตัวเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของ นางนิชา ธุวธรรม   ภริยาของพันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ที่พูดถึงนิยามความปรองดองได้อย่างครอบคลุม หากตราบใดการปรองดองทำเฉพาะกันในคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอำนาจ โดยไม่ได้รับการยอมรับจากผู้สูญเสียในเหตุการณ์  รวมถึงประชาชนคนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ความขัดแย้ง ก็ถือว่าไม่ใช่การปรองดอง อีกทั้งการปรองดองนั้นต้องเป็นที่ยอมรับด้วยใจ ไม่ใช่บังคับให้ปรองดอง ที่สำคัญการจะไปสู่จุดนั้นได้ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ทั้งการค้นหาความจริง การหาต้นตอของเหตุการณ์ว่าสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นคืออะไร การนำคนผิดกฎหมายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สร้างบทเรียนที่ทรงคุณค่าให้สังคมเพื่อวางมาตรการไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เมื่อทุกคนในสังคมเข้าใจก็จะยอมรับความปรองดองนั้นได้อย่างไม่มีปัญหา
         ฟังแนวคิดเรื่องความปรองดองแบบนี้แล้วอาจจะแสลงหูผู้มีอำนาจในบ้านเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะผู้สูญเสียเหล่านั้นตกผลึกในแง่ของการหาเหตุผลเชิงโครงสร้างมากกว่าการตะบี้ตะบัน บีบคั้น หาคนผิดมาลงโทษท่าเดียว เพราะความเข้าใจในเรื่องความปรองดองของเธอไกลไปกว่าเรื่องสามีผู้เสียชีวิต แต่เป็นความห่วงใยในภาพรวมของสังคมที่ต้องจมอยู่กับความขัดแย้ง และต้องยอมรับความปรองดองแบบแกนๆ เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นทางเดียวของการแก้ไขปัญหาชาติ แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ความปรองดองของรัฐบาลและเงาทะมึนที่อยู่เบื้องหลังทำเพื่อไปสู่เป้าหมายให้พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กลับประเทศด้วยเงื่อนไขและเวลาที่ตัวเขาเองเป็นคนกำหนด โดยมีแค่นายกรัฐมนตรี หางเครื่องคณะรัฐมนตรี ไพร่ ลูกหาบ ท่องบ่นเรื่องปรองดองเป็นคาถาบังหน้าเท่านั้น
            เราจึงไม่ยอมรับการปรองดองในลักษณะนี้ที่แฝงไปด้วยเป้าหมายส่วนตัว  ทั้งที่ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ได้แค่เงินเยียวยา ในลักษณะที่ยอมรับกลายๆ ว่าเป็นปรากฏการณ์ภาคผนวกของความปรองดองของรัฐบาลไปแล้ว ส่วนที่ยังไม่รับก็ถูกเหมารวมว่าเป็นคนละฝ่ายกับพวกตัวเอง ในขณะที่ผู้มีอำนาจกับ อำมาตย์ แสดงความรัก ความเคารพ ชนิดคนแทบอ้วกกันทั้งเมือง ทั้งที่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันมาแรมปี เปรียบเหมือนภาพที่เสียดแทงหัวใจ ลูก เมีย พ่อแม่  ญาติพี่น้องที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีก่อน เพราะปรองดองในสูตรที่กำหนดมาแบบนี้ เห็นทีคนไทยต้องแพ้ทั้งแผ่นดิน เพราะความเห็นแก่ตัวของคนไม่กี่คน.