อือมม์ม์ม์....มันออกจะให้อารมณ์ความรู้สึกแบบแม่งๆ ยังไงพิกล เมื่อได้เห็นภาพใครก็ไม่รู้ สวมหน้ากาก ทักษิณ ชินวัตร ไปนั่งฟังพระสวดในงานพิธีทำบุญวันเกิดครบรอบ 61 ปีของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ ณ วัดโรงธรรมสามัคคี อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา...
-------------------------------------------------
คือถึงแม้นว่าจะเป็นงานบุญเพื่อฉลองวันเกิด หรือเพื่อต่ออายุ สืบชะตาเจ้าตัวโดยเฉพาะอะไรก็แล้วแต่ แต่การลงทุนไปจับเอาใครก็ไม่รู้มาสวมหน้ากาก ทักษิณ ขึ้นไปนั่งตระหง่านเป็นประธานพิธี ต่อหน้าต่อตาพระสงฆ์องคเจ้า แถมยังมีผู้ซึ่งมีฐานะเป็นผู้หลัก-ผู้ใหญ่ของพรรคการเมือง เคยมีตำแหน่งเป็นถึงรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี นั่งพนมมือในฐานะบริวารของผู้ที่สวมหน้ากากกันชนิดหน้าสลอน...งานนี้มันเลยออกอาการคล้ายๆ กับงานแฟนซี งานคาร์นิวัล หรืองานฮัลโลวีน ไปโน่น!!!
-------------------------------------------------
เฮ้ออ์อ์อ์...ก็อย่างว่า ขึ้นชื่อว่า ทักษิณ ซะอย่าง ไม่ว่าคิดจะทำอะไรต่อมิอะไร ก็มักจะไม่ค่อยเหมือนผู้เหมือนคนกับเค้าซักเท่าไหร่ แต่จะด้วยความแปลกแหวกแนว ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน คิดอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเช่นนี้หรือเปล่าก็มิอาจทราบได้ ถึงได้มีฤทธิ์ มีเดช มีพลังในการดิ้นรน สร้างเวร สร้างกรรม จองเวร จองกรรม กับใครต่อใครอย่างชนิดไม่คิดจะเบื่อหน่าย พร้อมที่จะทวงคืนความยุติธรรม (ทรัพย์สินเงินทอง) ของตัวเอง ไม่ว่าจะต้องมุดลงไปในนรก หรือตามไปทวงบนสวรรค์ก็แล้วแต่ ดังที่เจ้าตัวได้เคยปรารภเอาไว้แบบเสียงดังฟังชัด ข้ามน้ำ ข้ามประเทศ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...
-------------------------------------------------
ถ้าจะว่าไปแล้ว...ในการต่อสู้ ดิ้นรน สร้างเวร สร้างกรรม หรือจองเวร จองกรรม กับใครต่อใครก็แล้วแต่ ถ้าลองนับจำนวนครั้งของชัยชนะและความพ่ายแพ้ของ ทักษิณ เท่าที่ผ่านมา น่าจะสรุปได้ว่า...นับแต่เคยดำรงตำแหน่งสูงสูดของประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือนครบหมด แถมยังมีราษฎรที่ให้ความรัก ความศรัทธา สนับสนุนพรรคการเมืองของตัวเอง และพรรคพวก เป็นจำนวนนับสิบๆ ล้านคน...แต่ถึงกระนั้น ทักษิณ ก็ยังคงแพ้แล้ว แพ้เล่า หรืออย่างน้อยก็แพ้มาไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งใหญ่ๆ...
-------------------------------------------------
ไม่ว่าจะไล่มาตั้งแต่การแพ้เพราะคณะปฏิวัติ คมช. ทั้งๆ ที่นอกจากจะมีทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศอยู่ในมือ ยังมีอำนาจตามกฎหมายที่จะควบคุม บังคับ ทหารมะม่วง ตำรวจถั่วฝักยาว หรือข้าราชการผลไม้รวม ฯลฯ ได้ซะอีก แต่ ทักษิณ ก็ยังคงต้องถูกถีบออกจากประเทศไทยจนได้ จากนั้นก็มาแพ้ให้กับมวลชนภายใต้การนำของกลุ่ม พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จน อำนาจรัฐ ที่ตัวเองสามารถยึดกลับคืนมาได้ ผ่าน รัฐบาลนอมินี ทั้งสองชุด ก็มีอันต้องพังทลาย ไปเพราะการบริหารจัดการของตัวเองแท้ๆ ไม่งั้นงูเห่า งูบองหลา หรืองูอะไรก็ตามที มันคงไม่มีโอกาสกลายเป็นงูได้ง่ายๆ...
---------------------------------------------------
แต่แม้นจะหันมาใช้ยุทธวิธี ยืมหอกสนองคืน คือหันมาใช้มวลชนเป็นเครื่องมือในการทุบทำลายอำนาจรัฐซึ่งเปลี่ยนไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้าม...สุดท้ายก็แพ้แล้ว แพ้เล่า อีกเช่นเคย จากบทเรียนการแพ้ครั้งแรกอันเนื่องมาจากการใช้มวลชนล้วนๆ ก็หันมาปรับยุทธวิธี...งัดเอา กองกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ามาผสมผสาน จนก่อให้เกิดการบาดเจ็บ ล้มตาย ของราษฎรนับเป็นร้อยๆ พันๆ ชาติบ้านเมืองเสียหายจนแทบยากจะเยียวยาได้ อาคาร บ้านเรือน ธุรกิจร้านค้า ถูกเผา ถูกทำลาย กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่หนักหน่วง รุนแรง เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ชาติไทยเอาเลยก็ว่าได้...
-------------------------------------------------
ครั้งที่อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอย่างท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ เคยถูกแย่งชิงอำนาจโดยคณะปฏิวัติ จนต้องเผ่นออกไปนอกประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยความฉลาด ความสามารถ ระดับไม่ต่างไปจาก อัจฉริยะ ของท่านอาจารย์ ปรีดี รวมทั้งบรรดาผู้ที่ให้ความรัก ความศรัทธา ต่อแนวคิดและบทบาทของท่านที่มีอยู่อย่างแน่นหนาไม่ว่าในหมู่ราษฎร ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร โดยเฉพาะทหารเรือ มีศักยภาพไม่น้อยไปกว่าตำรวจมะเขือเทศ ทหารแตงโม หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายในยุคนี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า สิ่งเหล่านี้...ทำให้ท่านอาจารย์ ปรีดี ท่านก็เคยคิดเอาแพ้-เอาชนะ คิดจะแย่งเอาอำนาจรัฐที่ถูกยึดไปกลับคืนมาอยู่บ้างเหมือนกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในระดับรุนแรงพอสมควรจึงปรากฏตัวขึ้นมาในนาม กบฏวังหลวง อย่างที่เราเคยทราบๆ กันไปแล้ว...
---------------------------------------------------
แต่สำหรับท่าน ปรีดี นั้น...ท่านไม่ได้มีแต่เฉพาะความเก่ง ความฉลาด ความเป็นที่รัก ศรัทธา ของผู้คนเท่านั้น ที่สำคัญเอามากๆ ก็คือ ท่านยังมีความเมตตา มีหิริ-โอตตัปปะ ความละอายต่อบาป มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และความรักต่อแผ่นดินเกิด อันเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านไม่คิดจะเอา ตัวเองเป็นศูนย์กลาง ในเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่...หรือไม่คิดจะ เห็นแก่ตัว แม้นจะถูกกระทำ ย่ำยี เพียงไรก็ตาม ถ้าหากใครที่เคยได้อ่านข้อเขียนบันทึกความรู้สึกของภรรยาท่านอาจารย์ ปรีดี คุณแม่ท่านผู้หญิง พูนสุข พนมยงค์ซึ่งได้บรรยายถึงลักษณะอาการของรัฐบุรุษท่านนี้ หลังจากรับทราบความพ่ายแพ้ในการก่อกบฎครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น...คงพอรับทราบได้เป็นอย่างดีว่า เหตุใดปูชนียบุคคลท่านนี้ถึงได้เป็นที่รัก ที่ศรัทธาต่อผู้คนไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งในอนาคตก็แล้วแต่...
------------------------------------------------------
ว่ากันว่า...เมื่อได้รับทราบข่าวการเสียชีวิต เลือดเนื้อ ของทหาร พลเรือน ที่ต้องล้มตายเพราะเหตุการณ์การปะทะระหว่างฝ่ายกบฎและฝ่ายรัฐบาล แม้จะไม่หนักหนา สาหัส เท่ากับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเร็วๆ นี้ แต่นั่นก็ถึงกับทำให้บุรุษเหล็กผู้เคยผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหาร ผ่านภารกิจในการแบกรับประคับประคองประเทศชาติตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้อง หลั่งน้ำตาลูกผู้ชาย ออกมาเป็นสายๆ และนับจากนั้นมา...ท่าน ปรีดี ได้ประกาศให้เป็นที่รับทราบต่อบุคคลใกล้ชิดและบุคคลที่ยังรัก ยังศรัทธาต่อท่าน...ว่าท่านไม่ต้องการที่จะต่อสู้แย่งอำนาจกับใครต่อใครต่อไปอีกแล้ว!!!
--------------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าท่าน ปรีดี จะมีโอกาสกลับมาสู่บ้านเกิด เมืองนอน ได้แต่เพียงซากสังขาร แต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน และแม้แต่ในอนาคตข้างหน้า...ย่อมมิอาจปฏิเสธคุณงาม ความดี ความเสียสละ ที่ท่านมีต่อชาติบ้านเมือง ต่อราษฎในสังคมไทยโดยถ้วนหน้า ในช่วงบั้นปลายของชีวิต...ท่านอาจารย์ ปรีดี ท่านไม่ได้ดิ้นรน กระวนกระวายใดๆ แม้แต่น้อย ภายใต้วิถีชีวิตแบบเรียบๆ ง่ายๆ สมถะ ท่านจบชีวิตอย่างสงบ สะอาด สว่าง และสบายๆ เนื่องจากท่านได้ประสบชัยชนะสูงสุด ที่ไม่ว่าใครต่อใครไม่มีโอกาสพบสัมผัสกันได้ง่ายๆ นั่นก็คือ...ท่านได้ เอาชนะตัวท่านเอง สมกับความเป็นรัฐบุรุษโดยแท้...
------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก บิชอป ฟูลตัน เจ. ชีน...มนุษย์เราเกิดมาด้วยสองมือที่กำแน่น...เตรียมที่จะบุกรุกและกอบโกย แต่เวลาชีวิตออกจากร่าง มือทั้งสองของเราจะแบออก ไม่มีสิ่งใดในโลกที่เราต้องการ ไม่มีสิ่งใดที่วิญญาณจะนำติดตัวไปได้ นอกซะจากความดี และความชั่วที่เราได้เคยกระทำเอาไว้...
-------------------------------------------------------








