เอ้อ...มีใครไปเที่ยวงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ มาบ้างล่ะครับ เห็นเขาร่ำลือกันเหลือเกินว่า ไทย พาวิลเลียน หรืออาคารศาลาไทย ติดอันดับ ๑ ใน ๗ พาวิลเลียนท็อปฮิตเลยทีเดียว ผู้คนหลามไหล โดยเฉพาะพี่น้องชาวจีน เข้าคิวกันยาวเหมือนงูสวัดพันรอบเอว นัยว่าชอบอก-ชอบใจยักษ์ไทย "อินทรชิต" สปีคไชนีสกับ "ลั่นถัน" ยักษ์จีน ผมก็เห่อ อยากจะไปดูกะเขามั่ง แต่จนปัญญา เลยกะว่าจะไปวัดโพธิ์ ที่ท่าเตียนแทน ดู "ยักษ์ไทย-ยักษ์จีน" ต้นฉบับที่นั่น ก็เหมือนกันแหละน่า!
หะแรกก็ไม่อยากเท่าไหร่หรอก แต่ทีนี้ คุณภูมิชาย ล่ำซำ โทร.มาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงปีติเต็มตื้น จนกระฉอกว่า ไปดู ไปเห็น ไปสัมผัส ไปคุยกับคนจีนที่นั่น ถามถึงความรู้สึกหลังเข้าชมแล้ว คุณภูมิชายบอกว่า ในฐานะคนไทย ฟังที่เขาบอกแล้วไม่เพียงบานที่หน้า แต่มันอะร้าอร่าม บานแฉ่ง-บานฉ่ำ ไปถึงหัวใจ
เก็บไว้คนเดียวอกระเบิด เลยต้องโทร.มาเล่าให้ผมฟัง!
ผมฟังแล้วก็พลอยได้หน้า-ได้ตาจากศาลาไทยในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ไปด้วย เพราะเสียหน้า-เสียตาไปครั้งที่แล้วพะเรอเกวียน คือคราวจัดที่ญี่ปุ่น เมื่อไทยกู้หน้าในงานใหญ่ระดับโลกได้ เท่ากับรักษามาตรฐานไทย "ฉิบหายเท่าไหร่ไม่ว่า รักษาหน้าไว้ก่อน" ได้สำเร็จ ผมก็เป็นปลื้ม
เรื่องศาลาไทยอันเป็นที่กล่าวขานนี้ ยังมีคนเข้าใจผิดอีกมาก คือเข้าใจกันว่า เป็นผลงานสร้างสรรค์ของกระทรวงวัฒนธรรม แรกๆ ผมก็ยังเข้าใจอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ครับ คุณภูมิชายบอกว่า "กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์" ของท่านรัฐมนตรี "อิสสระ สมชัย" ตะหากที่เป็นเจ้าของผลงานสร้างหน้า-สร้างชื่อให้ไทย!
ความจริงผมก็ได้ยินเสียงเล่าลือ-เล่าอ้างมาเป็นเดือนแล้ว พอคุณภูมิชายโทร.มาพร่ำรำพันเข้าอีก ก็ต้องเชื่อทั้ง ๔ ห้องหัวใจ เหตุที่เชื่อขนาดนั้น เพราะผมมีทฤษฎีในการพิเคราะห์อยู่อย่าง คือบ้านเรานั้นชมยาก-ตำหนิง่าย แต่นี่ประสานเสียงชมกันมาเป็นเดือน แสดงว่าของเขาเจ๋งจริง
เท่าที่ผมเคยอ่านข่าว ดูเหมือนใช้เงินแค่ ๕๙๐ ล้าน ในการสร้างอาคารจัดแสดงของไทยในเนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ บริษัท อินเดกซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ เป็นผู้สร้างสรรค์ (ไม่ใช่โฟว์เอสนะ) บริหารจัดการ จัดแสดงนิทรรศการต่างๆ โดยเขาวางแนวสอดคล้องกับหัวข้อหลักที่จีนกำหนดขึ้นในการจัดงานครั้งนี้ ที่ว่า Better City, Better Life
ยึดแนว "ชีวิต-วัฒนธรรม-ประเพณี-สายน้ำ" บนความกลมกลืนที่ลงตัวระหว่างไทยกับจีนที่แยกกันไม่ขาด โดยเดินเรื่องจากยุคสุโขทัยเรื่อยมา ผมก็อธิบายไม่ถูก เพราะเพียงแต่หูฟังจากคุณภูมิชาย ตายังไม่ได้ดูเลย คุณภูมิชายบอกว่า
"เขาเก่งมาก จะพูดว่าคิดออกมาเป็นภาพก็ธรรมดาไป แต่เขาคิดออกมาเป็นตัวตนให้จับต้องได้ สัมผัสได้ ใครอยู่ในห้องนิทรรศการต้องเคลิ้มว่าตัวเองกำลังย้อนเข้าไปร่วมอยู่ในบรรยากาศนั้นเมื่อ ๗๐๐-๘๐๐ ปี เทคนิคการสร้างมิติเขาเยี่ยมจริงๆ พูดถึงน้ำ น้ำกระเซ็นถึงตัว-ถึงแขน พูดถึงดอกมะลิ กลิ่นหอมมะลิโชยมาให้เคลิบเคลิ้มเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง"
ผมแค่ฟังที่เล่ายังเคลิ้ม แล้วคนที่เข้าไปชม โดยเฉพาะคนจีนจะขนาดไหน เพราะเขาจับหัวใจ "ไทย-จีน" ที่สัมพันธ์มาผูกเป็นเรื่องในการนำเสนอ เป็นการเล่าเรื่อง-ย้อนยุค ประวัติศาสตร์ ชาติกำเนิด วัฒนธรรม ให้ทั้งภาพ กลิ่น เสียงสัมผัส เรียกว่าดูกันไป ก็ไอ๊หยาฮาฮือกันไปไม่เป็นส่ำด้วยความตื่นตะลึง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-จีน คุณภูมิชายบอกว่า ไอเดียเก๋ไก๋ จับหัวใจได้ตรงเป๊ะ
ให้ยักษ์ไทย "อินทรชิต" ยืนส่งภาษาคุยกับ
"ลั่นถัน" ยักษ์จีน!
คุยกันเหมือน "เพื่อนเก่า" ที่ไม่พบหน้ากันมาแรมปี เมื่อเจอหน้าต่างรำลึกความหลังกันล้งเล้ง เป็นการเล่าเรื่อง ใช้ยักษ์ไทย-ยักษ์จีนเป็นสื่อสัญลักษณ์เรื่องราว ซึ่งได้ผล เป็นมนต์สะกดใจพี่น้องจีนให้เกิดความรักใคร่ผูกพันกับไทย เมื่อทราบความเป็นมา-เป็นไปตามรากประวัติศาสตร์
พูดถึงยักษ์อินทรชิต เราพอจะคุ้นหู แต่ถามว่า "อินทรชิตคือใคร มีความเป็นมาอย่างไร?"
เกือบทุกคนจะเกาหัว-เกาหู แล้วอ้อมแอ้ม "ไม่เคยเห็นหน้า สงสัยจะไม่ใช่ยักษ์แถวนี้!"
ถามถึงยักษ์ "ลั่นถัน" ด้วยแล้ว เลิกกันเลย ยักษ์ไทยยังฝืด แล้วจะให้รู้ไปถึงกำพืดยักษ์จีน มันจะมากไปหน่อยละมั้ง?
ฉะนั้น เรามาทำความรู้จักกับยักษ์ "อินทรชิต" กันหน่อยดีมั้ย เพราะที่ศาลาไทยเขาใช้เป็นมาสคอต ยืนโดดเด่นเชิดหน้าชูตาต้อนรับแขกอยู่หน้า "ไทย พาวิลเลียน" เผื่อต่างชาติ-ต่างภาษาเขามาถามว่าตัวอะไร จะได้ตอบเขาถูกไม่เสียฟอร์มคนไทย
"อินทรชิต" เป็นเจ้าชายองค์รัชทายาทแห่งกรุงลงกา เป็นลูก "ทศกัณฐ์" ที่เกิดจากองค์รานีชื่อนางมณโฑ เก่งกล้าสามารถมีฤทธิ์-มีเดชยิ่งกว่าทศกัณฐ์ผู้พ่อ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ประทานศรให้ ๓ เล่ม คือ ศรนาคบาศ ศรพรหมมาสตร์ และศรวิษณุปาณัม สามารถเหาะเหินเดินอากาศ ล่องหนหายตัวได้ แปลงตัวเป็นพระอินทร์ไปจีบสาวก็ได้อีกด้วย ขนาดพระพรหมยกให้เป็น "ยอดฝีมืออันดับ ๑" ในสามโลกนั่นเชียว
เดิมชื่อ "รณพักตร์" แต่คราวช่วยพ่อทำศึกเทวโลก ยกทัพไปราวีเทวดา ยิงศรเปรี้ยงเดียว พระอินทร์หล่นแอ่กจากหลังช้างเอราวันลงมานอนแอ้งแม้งให้เอาเชือกมัดคอ แล้วลากเหมือนจูงลูกหมา-ลูกแมว!
ลากคอพระอินทร์แห่ประจานไปทั่วกรุงลงกา ประกาศชัยยักษ์รบชนะเทวดา ประชากรยักษ์เมื่อทราบข่าว ดีอกดีใจ ปิดเมืองเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ ทั้งยักษ์เฒ่า ยักษ์แก่ ยักษ์หนุ่ม-ยักษ์สาว กระทั่งยักษ์ทารก พากันออกมากุ๊ย..กุ๊ย..พระอินทร์เชลยกันเป็นที่สนุกสนาน
ร้อนถึงพ่อใหญ่ของเหล่าทวยเทพคือ "พระพรหม" เห็นท่าจะไม่ได้การ จึงเหาะลงไปเจรจาความ ขั้นแรกปะเหลาะว่ารณพักตร์เก่งสุดเป็นมือวางอันดับ ๑ใน ๓ โลก สามารถจับพระอินทร์ลากคอเล่นได้ จึงเปลี่ยนชื่อจากรณพักตร์ให้เป็น "อินทรชิต" คือผู้พิชิตพระอินทร์นับแต่นั้น!
ปะเหลาะเสร็จก็ขอให้ปล่อยพระอินทร์ แต่อินทรชิตขอพร "ชีวิตเป็นอมตะ" แลกกับการปล่อย พระพรหมบอกว่า ให้ไม่ได้หรอก ใครๆ ก็ต้องตายทั้งนั้น กระทั่งตัวเราเองก็ยังต้องตาย อินทรชิตก็คิดไป-คิดมา จะขออะไรแลกเปลี่ยนดีหว่า ใน "รามายณะ" ฉบับของราเมศ เมนอน ท่านอาจารย์ "วรวดี วงศ์สง่า" แปลตรงนี้ไว้ว่า
"เช่นนั้น มหาบิดรโปรดประทานพรอีกข้อหนึ่งให้ข้า เมื่อใดก็ตามที่ข้าทำศึก ขอเพียงบูชาพระอัคนี รถศึกจะพวยพุ่งจากเปลวเพลิงมารับข้า และตราบเท่าที่ข้ายังอยู่บนรถศึก ขออย่าให้ข้าต้องตาย หากมาตรว่าข้าเผลอไผลไม่บูชาพระอัคนีก่อนออกรบ ยามนั้นจึงค่อยให้ข้าสามารถตกตาย หากนักรบใดมีฝีมือเพียงพอสามารถสังหารข้า"
พรหมเทพกล่าวตอบ "จงเป็นไปตามนั้น"
เห็นมั้ย อินทรชิตได้รับ "พรพรหม" อย่างนี้แล้วใครจะมาสู้ได้ ฉะนั้น ตอนที่พระรามบอกพระลักษมณ์ให้ยกทัพไปฆ่าอินทรชิต พระลักษมณ์จึงต้องขอพรจากพระราม ซึ่งเป็นองค์อวตารของพระวิษณุผู้เป็น "เทพเหนือเทพ" ทั้งมวล "ขอศรแห่งข้าได้ดื่มเลือดอินทรชิตวันนี้เถิด"
ความจริง ถ้าดูตามพรที่ได้รับ ศรพระลักษมณ์จะไม่สามารถดื่มเลือดอินทรชิตได้เลย แต่โปรดสังเกต พรนั้นมีเงื่อนไขอยู่ว่า "หากเผลอไผลไม่บูชาพระอัคนีก่อนออกรบ ยามนั้นจึงค่อยให้ข้าสามารถตกตาย..."
นี่คือช่องว่างของกฎหมาย เอ๊ย..พร ดังนั้น เมื่อพระลักษมณ์ยกทัพลิงไปรบ แผนแรกจึงเป็นแผน "ทำลายพิธีกรรม" เพื่อไม่ให้อินทรชิตได้บูชาพระอัคนีก่อนออกรบ!
แล้วก็ได้ผล ขณะทำพิธี เมื่อถูกทัพลิงก่อกวน อินทรชิต "สติหลุด" โมโหโกรธาจนไม่เป็นอันบูชาพระอัคนี โดดขึ้นรถศึกที่พระพรหมประทานให้แผลงศรขวับใส่พระลักษมณ์หงายตึง พระลักษมณ์กระชากศรที่ปักออกมาหักแล้วแผลงศรสู้กับอินทรชิต ว่ากันว่าเป็น "สงครามดวลศร" ที่ยิ่งใหญ่ ทุกสวรรค์ชั้นฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่นจนเทพเทวาพากันออกมาดูการดวลศรสลอนไปหมด
สู้กันกี่วัน-กี่คืนก็ไม่รู้ละ จนสุดท้าย ฉากจบของอินทรชิต "มือ ๑ ในไตรภพ" ก็มาถึง อาจารย์วรวดี วงศ์สง่า แปลรามายณะตรงนี้ไว้ว่า
พระลักษมณ์ร่ายมนต์เรียกศรแห่งองค์อินทร์ทันที ทั้งยังตั้งจิตมุ่งมั่นอธิษฐาน" หากพระรามเป็นผู้ยึดมั่นในธรรมะมิเคยบกพร่อง ขอให้ศรแห่งองค์อินทร์ปลิดชีวิตอินทรชิตบุตรพญามารได้สำเร็จ ในนามแห่งเชษฐาข้า"
ทันใดนั้น ศรในมือพระลักษมณ์เรืองแสงประหลาดขึ้นวูบหนึ่งคล้ายแสงฟ้าแลบทั้งที่ท้องฟ้าไม่ปรากฏเมฆฝน ราวองค์อินทร์ขานรับคำอธิษฐานประทานพลังวชิราวุธสู่หัวศรพระลักษมณ์ก็มิปาน ยามเจ้าชายแห่งอโยธยาน้าวศรถึงกับบังเกิดเสียงฟาดเปรี้ยงดุจฟ้าผ่า ลูกธนูแล่นปราดออกจากแหล่งรวดเร็วกว่าความเร็วแสง อินทรชิตหมดหนทางตอบโต้ คมศรตัดฉับเข้าลำคอ พาศีรษะบุตรมารกระเด็นไปไกลถึงร้อยโยชน์ โลหิตสีดำพุ่งกระฉูดราวน้ำพุ ท่ามกลางความตะลึงลานสุดชีวิตของพลวานรและพลยักษ์ เมื่อลำแสงและควันเพลิงศัตราวุธองค์อินทร์จางลง สิ่งเดียวที่หลงเหลือให้เห็นคือร่างไร้ศีรษะของบุตรมารชุ่มโชกโลหิตทอดวางอยู่กลางพื้นดิน
ในเมื่อยิงศรได้เร็วกว่าแสง อินทรชิตก็ยอมเขาเถอะนะ!
นี่แหละ "อินทรชิต" ยักษ์ตัวเขียว รู้จักกันไว้ ส่วนยักษ์ "ลั่นถัน" ของจีน บอกแล้วท่านจะร้องปัดโธ่...ลั่นถันก็ตัวเดียวกับ "อับเฉา" ที่เขาใช้ถ่วงท้องเรือกันโคลงขณะขนสินค้าจากจีนมาบ้านเรานั่นแหละ คือแทนที่จะใช้หินลุ่นๆ เขาก็แกะสลักเป็นรูปตุ๊กตาจีนบ้าง เป็นรูปยักษ์ซินซิโป้ และฮ้วยซี้จง ๒ ขุนพลคู่พระทัยซ้าย-ขวาของ "ถังไท่จงฮ่องเต้" บ้าง
ไปดูให้เห็นจะจะลูกตาที่วัดโพธิ์นั่น..ไป๊ หรือที่หน้าบันไดทางขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังก็ได้ ก็แปลกและสวยดี ในสมัยรัชกาลที่ ๓ ได้นำไปตั้งประดับไว้ตามวัดวาอารามหลวงหลายแห่ง ที่วัดโพธิ์มีทั้งยักษ์ไทย "อินทรชิต" และยักษ์จีน "ลั่นถัน" เพ่งอิ้วซี้กะผม เพราะเคยขลุกอยู่ด้วยกันสมัยเรียนหนังสือตั้ง ๕ ปี!
เอาละมังครับ เท่านี้ก็ยืดอก ผิวปากไปเที่ยวเอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ เดินเข้าไปทักทาย "อินทรชิต-ลั่นถัน" ที่ยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นอยู่หน้า "ศาลาไทย" ได้ไม่อายใครแล้ว.








