Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ความรู้ความคิดและปัญญา


 เรียน คุณสามวา สองศอก
     "ความรู้" (Knowledge) เป็น "บันไดขั้นแรก" ก้าวแรก จากการได้รับการศึกษา (Education) และหรือประสบการณ์ (Experience)
     "ความคิด" (Thinking) เป็นบันไดขั้นที่สองของความเข้าใจ (Understand) ในเนื้อหาและประเด็นจากการได้รับความรู้ โดยสามารถที่จะสังเคราะห์ (รวบรวม) สามารถที่จะวิเคราะห์ (แยกแยะ) รวมไปถึงความสามารถขั้นสูงสุดในการวิจัย (Research) โดยฐานหลักๆ ในความเข้าใจนั้นเกิดจากความรู้ในเรื่อง 3 ประการด้วยกันคือ
     1.ความเหมือนกัน (Allke) ของคน สัตว์ สิ่งของ และพืช
     2.ความแตกต่างกัน (Difference) ของคน สัตว์ สิ่งของ และพืช
     3.คุณลักษณะ/คุณสมบัติโดยเฉพาะ (Character/Properties) ของคน สัตว์ สิ่งของ และพืช    
     ความรู้ในเรื่อง 3 อย่างดังกล่าว เป็นหลักการศึกษาที่นำไปสู่ความเข้าใจอย่างแท้จริง ดังที่ "พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ" นักปราชญ์ ผู้เป็นมันสมองข้างกายในการทำงานของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวเอาไว้
     เมื่อตัวเราสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคงใน "บันไดขั้นที่สอง" ของความคิดจนบังเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริงได้แล้ว ก็เป็นเสมือนหนึ่งทอดสะพานที่นำไปสู่ "บันไดขั้นที่สาม" ของความมีปัญญา (Wisdom or Intelligence) ได้ในที่สุด
     มีภาษิตไทยหนึ่งว่า "มีปัญญาอยู่กับตัวกลัวอะไร" และมีคำเปรียบเทียบว่า "ปัญญาประดุจอาวุธ" และสติก็เปรียบเสมือนโล่ที่ใช้คู่กันกับอาวุธ โดยถือไว้ข้างหน้าป้องกันอาวุธข้าศึก
     ปัญญาไม่ใช่ประดุจดังอาวุธอย่างเดียว ในแง่ของพลังงาน (Energy) มันเป็นประดุจดั่ง "พลังงานศักย์" ที่พร้อมจะทำงานเป็นรูปของ "พลังงานจลน์" โดยทันที
     ดังนั้นคนที่จะได้ชื่อว่าเป็นคนผู้มีปัญญาแล้วนั้น จะต้องสามารถใช้ปัญญาที่มีอยู่กับตัวทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตนเอง สังคม และประเทศชาติในทางที่ดีได้เท่านั้น
     "ศรีธนญชัย" ได้ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญาอยู่กับตัว ทั้งทำประโยชน์สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นกับสังคมประเทศชาติ หมู่คณะและตนเอง รวมไปถึงพฤติกรรมลักษณะตะแบงในทางตรงกันข้าม
     ศรีธนญชัยมีปัญญาจากความคิด ที่ไม่มีฐานความรู้จากการได้รับการศึกษาใดๆ มาก่อนหน้านั้นเลย
     "แม้วหน้าเหลี่ยม" เจ้ามูลเมืองนายใหญ่และสมญานาม เป็นอีกคนหนึ่งที่มีปัญญาอยู่กับตัว แต่สร้างความหมองมัวให้กับตนเองและวงศ์ตระกูล และไม่มีพฤติกรรมใดๆ ที่จะตะแบงส่อไปในทางที่ดี มีแต่อาละวาดและอาฆาต ทั้งคนทั้งสถาบันหนักข้อเข้าไปทุกวัน
     "แม้วหน้าเหลี่ยม" มีปัญญาความคิดจากฐานความรู้ ปริญญาเอกด้านอาชญวิทยามาก่อนหน้า ไม่เหมือนกันกับศรีธนญชัยก็ตรงนี้เอง ส่วนในเรื่องเหมือนกันคือ "การตะแบง" เอาข้างเข้าถู เอารูเข้าสอด
     "คอนสเตนติน ฟอลคอน" หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือนายเยรากีผู้โด่งดัง คนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถเอา "ความรู้" ในเรื่องหลักการของอาร์คีมีดีส และ "ความคิด" ในเรื่องการแทนที่ของน้ำ สนองตอบต่อความใฝ่พระทัย 
     ทรงอยากทราบว่า "มีผู้ใดบ้างที่จะสามารถชั่งปืนใหญ่นางพญาตานี 2 กระบอก และบอกน้ำหนักที่แท้จริงของปืนใหญ่กับพระองค์ได้บ้าง?"
     ไม่มีข้าราชการบริวารคนใดมีสติปัญญาความคิดที่จะทำได้เลยเวลานั้น แต่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์อดีตลูกเรือเดินทะเลชาวกรีก กลับมีความสามารถหาวิธีการต่อคำตอบถวายได้
     โดย "คอนสแตนติน ฟอลคอน" ได้เอาเรือเปล่าๆ มาบรรทุกปืนใหญ่ทีละกระบอก ชะลอลงเรือแล้วให้ทำเครื่องหมายข้างกราบเรือที่จมน้ำเอาไว้ ต่อมาจึงนำเอาปืนใหญ่ขึ้นจากเรือ แล้วนำเอาอิฐหินแต่ละก้อนขนใส่เรือ จนกระทั่งกราบเรือจมเท่ากัน กับขีดเครื่องหมายกราบเรือที่ทำไว้ในครั้งแรก
     จากนั้นทำการคำนวณนับอิฐหินแต่ละก้อนทั้งหมด ที่ขนใส่ในเรือได้น้ำหนักรวมทั้งหมดของอิฐหิน ก็คือ "น้ำหนักของปืนใหญ่แต่ละกระบอก" ที่ทำการชั่งในแต่ละครั้งนั่นเอง
     สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเป็นปลื้ม และตรัสชมเชยในความสามารถของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ของคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือนายเยรากี เพิ่มขึ้นจนกระทั่งเป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ในที่สุด
     "ความรู้" จากหลักการของอาคีมีดีสที่ว่านี้ ก็คือน้ำหนักของวัตถุที่หายไปในน้ำ ย่อมเท่ากับน้ำหนักของน้ำ ที่มีปริมาตรเท่ากันกับวัตถุส่วนที่จม
     ส่วน "ความคิด" ในเรื่องการแทนที่น้ำ ก็คือฟอลคอนคิดได้ว่า "วัตถุแรก" นั้นคือ "ปืนใหญ่" และวิธีการคือการใช้เรือบรรทุกปืนใหญ่ ส่วน "วัตถุที่สอง" ได้แก่ อิฐหินที่บรรทุกลงในเรือ แล้วกราบเรือจมเท่ากันกับการบรรทุกปืนใหญ่ วัดที่ขีดระดับที่ทำไว้ข้างกราบเรือทั้ง 2 ครั้งตรงกัน
     เรื่องราวของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์เรื่องนี้ อธิบายได้ในเรื่องของ "ความมีปัญญา" ว่าต่างกันกับการมี "ความรู้" (ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด) ได้เป็นอย่างดีเอามากๆ เพราะคนจำนวนมากที่มี "ความรู้" ในเรื่องหลักการของอาร์คีมีดีส แต่ไม่สามารถมี "ความคิด" ประยุกต์ใช้ความรู้ให้ไปสร้างประโยชน์กับตนเอง สังคมประเทศแล้วไซร้ ก็ไม่มีประโยชน์อันใดในเรื่องความรู้นั้นเลย
     "นายแม้ว" นั้นมีปัญญาดีในเรื่องการโกงชาติบ้านเมือง แต่ก็มีปัญญาเลวในการช่วยแก้ไขให้สถานการณ์ปัญหาของชาติบ้านเมืองเลวร้ายลงในสายตาของคนดี และให้ดีขึ้นในสายตาของคนชั่วมัวเมาในกิเลสตัณหา "ตัวกู-ของกู" อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
     แม้วจับ "จุดอ่อน" (Weakness) ของสังคมไทยให้เป็น "จุดแข็ง" (Strength) ของตนเองและพรรคพวกบริวาร โดยที่ประเด็นหลักที่แม้วเจาะลึกลงไปในสังคมไทย 3 ประการด้วยกัน คือ
     1.มิติ ความเหมือนกันของสังคมไทยมีอะไรบ้าง? (ค่านิยม ศรัทธา และความเชื่อ)
     2.มิติ ความแตกต่างกันในสังคมไทยมีอะไรบ้าง? (ความแตกต่างและช่องว่างระหว่างชนชั้น
     3.มิติ ลักษณะ/คุณสมบัติโดยเฉพาะของสังคมไทยมีอะไรบ้าง? (ระบบอุปถัมภ์)
     จากการเห็นและเข้าใจครบทั้ง 3 มิติ จากนั้นแม้วก็ทำการสังเคราะห์ วิเคราะห์ และวิจัยด้วยตนเอง จนได้ "แนวทางปฏิบัติ" และ "วิธีการ" ในการเข้าครอบงำ (Dominate) ปกครองบริหารงานโกงกินชาติอย่างมโหฬาร อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน จนกระทั่งเป็นปรากฏการณ์ที่ผ่านมา ของสิ่งที่เรียกว่า "สังคมไทยวิบัติ"
     ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ที่เป็น "คนไทยรากหญ้า" ก็ยังเป็นคนไทยประเภทไร้ความรู้ ไร้ความคิด และสติปัญญาอยู่เหมือนเดิมต่อไป
     การที่จะทำให้คนไทยรากหญ้าได้ไต่ขึ้นมาสู่ยอดหญ้าและมีสภาพความรู้ มีความคิด และมีสติปัญญา ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นเกินไปนัก หากคนไทยจะรู้จักคิดในแง่มุม 3 ประการดังกล่าว เปรียบเทียบโดยความนึกคิดที่ปราศจากความรู้สึก โดยสมมุติเอาตัวบุคคลคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมแบบทักษิณ (แต่ไม่ใช่ชื่อทักษิณ) ท่านก็จะได้คำตอบอะไรต่อมิอะไร มากน้อยกว่ากันในส่วนดีและส่วนเสียของบุคคลผู้นี้ จนเกินความคาดคิดเลยทีเดียวเชียว!!?
     และท่านก็จะเกิดทั้ง "สุตมยปัญญา" คือปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การฟัง และ "จินตยปัญญา" คือปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณา วิเคราะห์ และวิจัย เป็นคนไทยผู้ทรงภูมิปัญญาที่แท้จริงที่ชาติต้องการ
                                                            เสธ.เหลือง
                                                    ผู้ทรงคุณธรรมกองทัพบก
ตอบ เสธ.เหลือง    
     ขอบคุณที่ช่วยแยกแยะให้เห็นว่าแม้ว มอนเตฯ กับศรีธนญชัย มีความฉลาดที่แตกต่างกันอย่างไร อย่าได้แปลกใจอีกเลยว่าทำไมยังมีคนไทยหลงเชื่อคนประเภทนี้อีก ทั้งๆ ที่เพิ่งสั่งคนเผาบ้านเผาเมือง ก็ยังตะแบงว่าเป็นการเข่นฆ่าประชาชน
                  งดเหล้า 3+3 เดือน
เรียน คุณสามวาที่นับถือ
     ทำไมคนไทยที่ส่วนใหญ่จะระบุในบัตรประชาชนว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่เคยทำตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่ศีล 5 ก็ละเว้นไม่ปฏิบัติ ผิดกับคนในศาสนาอื่นที่จะเคร่งครัดในคำสอนของศาสนา
     แต่พอถึงช่วงเข้าพรรษาของทุกปี คนไทยที่ไม่เคยทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  กลับกลายเป็นคนเคร่งในคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะศีล 5 จะเคร่งเป็นพิเศษ คนที่เคยกินเหล้าเมาหัวราน้ำตลอดทั้งปี ทำไมถึงมาอดเหล้าได้ในช่วงเข้าพรรษา
     คุณสามวามีความเห็นอย่างไรบ้าง
                                                              ปิศาจสุรา
ตอบ คุณปิศาจสุรา
     มันก็เป็นเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งของคนไทย ที่ช่วงเข้าพรรษาจะไม่งดแค่ดื่มเหล้าเท่านั้น บางคนก็ไม่เที่ยวเตร่ผิดลูกผิดเมียชาวบ้าน บางคนก็พยายามเลิกสูบบุหรี่ แสดงว่าในส่วนลึกของจิตใจคนไทยก็ยังมีพระพุทธศาสนากำกับไว้อยู่เหมือนกัน
     น่าจะมาหาทางขยายผลว่าขี้เมาไทยอดเหล้าได้ 3 เดือน ทำอย่างไรถึงจะอดเหล้าให้ได้มากกว่านี้ ในแต่ละปีจะมีช่วงเข้าพรรษาแค่ 3 เดือน ขณะที่อีก 9 เดือนเป็นช่วงออกพรรษา จะเอาช่วงเข้าพรรษามากำหนดให้เป็นช่วงงดเหล้าคงไม่พอ
     ผมคิดว่าน่าจะมีช่วงที่คนไทยอดเหล้าได้อีก อย่างน้อยก็ 3 เดือน ช่วงวันมาฆบูชาถึงวันวิสาขบูชา ซึ่งห่างกัน 3 เดือนพอดี สสส.น่าเอาไปคิดต่อว่าทำอย่างไร คนไทยจะเลิกเหล้าได้เพิ่มอีก 3 เดือนในแต่ละปี
                                                         สามวา สองศอก    



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์