ศรีภรรยา "ธาริต" ฟ้องตู่โรงน้ำแข็งแล้ว พร้อมขึ้นเบิกความปากแรก รับมีเงินโอนจริงแต่ไม่ใช่สินบน เปิดข้อมูล "จตุพร" ที่แท้ "เหลิม" ชงให้ ผุด "เม้ง" แทนไอ้ปื๊ดปูดข้อมูลเช็ค นำตัวแถลงที่พรรค จุดธูปสาบานก่อนร่ายยาวซัด "วรรษมล" เหตุจ่ายเงิน 1.5 แสนแล้วยังถูก "สรรพากร" ตามบี้ภาษีย้อนหลังตั้งแต่ปี 50-51 สบช่องเพื่อแม้วปราศรัยสวนสยามเลยชงประเด็นให้
เมื่อวันพุธ นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มอบอำนาจให้นายธนากร แหวกวารี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326 และ 328
โดยฟ้องโจทก์ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 23-25 ก.ค. 2553 ต่อเนื่องกัน จำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป ทำนองว่าใช้อำนาจของนายธาริต สามี เรียกรับเงินจากนักธุรกิจคนหนึ่งจำนวน 150,000 บาท โดยรับปากว่าจะช่วยเหลือคดีที่นักธุรกิจคนดังกล่าวถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลังจำนวน 1.7 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นเท็จ เป็นการใส่ความทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายถูกเกลียดชัง เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย
ศาลรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีดำที่ อ.2323/2553 และนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 6 ก.ย. เวลา 13.30 น.
ภายหลังนายธนากรกล่าวถึงกรณีนายจตุพรนำสลิปการโอนเงิน 1.5 แสนบาท ออกมาเปิดเผยว่า มีการโอนเงินกันจริง แต่ไม่ใช่เงินสินบน เป็นเงินค่าบริการบางอย่าง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในชั้นนี้
" ไม่หนักใจที่นายจตุพรขู่จะฟ้องกลับ เพราะเรื่องนี้ต้องสู้กันที่พยานหลักฐาน ซึ่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเราได้เตรียมพยานไว้ 2-3 ปาก โดยคุณวรรษมลจะเบิกความด้วยตัวเองเป็นปากแรก" นายธนากรกล่าว
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ซึ่งนายจตุพรได้เดินทางมารายงานตัวในคดีก่อการร้าย กล่าวในเรื่องนี้ว่า พร้อมจะสู้คดี เพราะมีใบโอนเงินที่ได้รับมาจากผู้ร้องเรียนระหว่างการช่วยหาเสียงให้นายก่อแก้ว พิกุลทอง ในพื้นที่เขต 6 กทม. มาเป็นหลักฐาน
ในขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคพื่อไทย กล่าวว่า คนที่นำหลักฐานให้นายจตุพรมีชื่อว่าเม้ง ซึ่งได้ประสานกับตนเองมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่ก็บอกเขาว่าต้องมาแถลงข่าวด้วยตนเอง เพราะถ้าพูดไปเองแล้วจู่ๆ คุณเม้งมาปฏิเสธภายหลังก็จะลำบาก
"ถ้าคุณเม้งไม่เปลี่ยนคำพูดก็จะมาพบผมที่พรรคเพื่อไทยวันที่ 28 ก.ค.นี้ แต่จะแถลงข่าวหรือไม่ ต้องเป็นสิ่งที่คุณเม้งสมัครใจ ไม่ใช่ผมไปบังคับให้มาแถลง ส่วนกรณีนางวรรษมลจะฟ้องนายจตุพรนั้น ก็ถือเป็นสิทธิสามารถทำได้ แต่ขอให้ระวังเรื่องการเบิกความเท็จ" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ต่อมาเวลา 15.30 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้นำตัวนายธีรชัย ธำรงพงศกร หรือนายเม้ง อาชีพให้เช่าเก้าอี้ โต๊ะ เต็นท์ ที่ยอมรับว่าเป็นผู้โอนเงินให้นางวรรษมล จำนวน 1.5 แสนบาท มาแถลงข่าว
โดยนายธีรชัยกล่าวถึงการเดินทางมาพรรคเพื่อไทยว่า มาตามคำแนะนำของ ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่ต้องลงมาแถลงข่าวก่อน ซึ่งขอจุดธูปเทียนสาบานต่อหน้าพระพุทธรูป ว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงทุกอย่าง จากนั้นนายธีรชัยก็ได้จุดธูปและกล่าวสาบานว่า สิ่งที่พูดต่อไปนี้เป็นความจริง หากไม่จริงขอให้มีอันเป็นไปภายใน 1 เดือนหรือสัปดาห์เดียว แต่ถ้าใครดัดแปลงคำพูด ขอให้ฉิบหายวายวอด เป็นอันตรายทั้งครอบครัว
นายธีรชัยเริ่มเล่าว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ปี 2550 โดยทำอาชีพให้เช่าเก้าอี้ โต๊ะ เต็นท์และอุปกรณ์เวที เมื่อมีรายได้ก็ไปเก็บเงินกับบริษัทที่จ้าง ซึ่งก็จะใช้บัตรประชาชนแนบใบเสร็จรับเงิน และถูกหักเงินไป 3-5% โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเข้าใจว่าเป็นการเสียภาษีถูกต้อง เพราะไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายภาษีเลย รู้แต่การทำมาหากินเท่านั้น จนมาถึงปี 2551 กรมสรรพากรได้เรียกไปพบ และแจ้งว่าในปี 2550 มีรายได้กว่า 5 ล้านบาท คิดแล้วต้องเสียภาษีย้อนหลัง 1.7 ล้านบาท ก็รู้สึกตกใจมาก และมีเงินไม่มากพอ จึงพยายามหาทางปรึกษาหลายคน
นายธีรชัยเล่าต่อว่า ลูกชายรู้จักกับเพื่อนผู้หญิงชื่อกุ้ง ซึ่งกุ้งได้แนะนำให้รู้จักน้องชาย ซึ่งเป็นทนายชื่อนายรักพงษ์ สุนาคะพันธุ์ หรือฟาง โดยทราบมาว่านายรักพงษ์น่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายธาริต เพราะได้ประสานให้พบกับนายวรรษมล ซึ่งนางวรรษมลก็ได้ยื่นเงื่อนไขที่ไม่ต้องเสียภาษี 1.7 ล้านบาท โดยบอกว่ารู้จักกับหัวหน้าสรรพากรเขตบางกะปิ สามารถช่วยให้ลบชื่อออกจากบัญชีเรียกเก็บภาษีได้ แต่ขอให้จ่ายเงิน 1 แสนบาท แต่ต่อมาก็เพิ่มเป็น 1.5 แสนบาท เพื่อแลกเปลี่ยนให้เรื่องเงียบ โดยอ้างว่าเจ้านายไม่ยอม ซึ่งก็ได้โอนเงินจำนวน 1.5 แสนบาทให้ตามบัญชีที่นางวรรษมลได้เขียนบัญชีธนาคารพร้อมทั้งสาขาไว้ ซึ่งยังเก็บหลักฐานเอาไว้อยู่
นายธีรชัยกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นก็คิดว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว จึงไปตั้งบริษัทเพื่อจะได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง ต่อมาปลายปี 2552 กรมสรรพากรก็มีหนังสือถึงอีกครั้ง เพื่อทวงถามถึงเงินภาษี 1.7 ล้านบาท จึงติดต่อไปยังนางวรรษมล ซึ่งเขาได้บอกดื้อๆ ว่าคนละส่วนกัน จึงพยายามขอเงิน 1.5 แสนบาทคืน แต่นางวรรษมลก็เฉยๆ เมื่อถามผ่านทนายก็ทำเฉยอีกเช่นกัน เมื่อพรรคเพื่อไทยไปปราศรัยบริเวณสวนสยาม ซึ่งใกล้บ้าน จึงนำเรื่องไปขอความช่วยเหลือ และพอปรากฏเป็นข่าวขึ้นมานายรักพงษ์ก็พยายามโทร.มาหา เพื่อขอเครียร์ และบอกว่าจะคืนเงินให้ ซึ่งก็ได้ท้วงกลับไปว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วจะทำอย่างไร ซึ่งเขาตอบกลับมาว่าขอเพียงรับเงินไปแล้วทุกอย่างจะจัดการเอง ความจริงก็อยากได้เงินคืน แต่กลัวว่ามีอย่างอื่นแอบแฝงจึงปฏิเสธไป
"เจตนาของผมที่มาเปิดเผยเรื่องนี้เพื่อต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง ไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับใคร และผมก็พร้อมเป็นพยานให้นายจตุพรที่ถูกฟ้องอยู่ในขณะนี้" นายธีรชัยกล่าว.








