วิปรัฐบาลสั่งห้าม รมต.โหวตงบ 54 ตัดปัญหาโดนส่งตีความ ทำ กม.ชะงักไม่ทันใช้ 1 ต.ค. แถม ส.ส.รัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน 20 เสียง มั่นใจ พ.ร.บ.ผ่านฉลุย พท.รุมบี้บัวแก้วแจงงบไล่ล่า "แม้ว"
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงภายหลังการประชุมว่า วิปรัฐบาลได้มีการหารือถึงกรณีการลงคะแนนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ในวาระ 2-3 ซึ่งตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคยืนยันให้ความมั่นใจว่า ขณะนี้ ส.ส.รัฐบาลมีเสียงมากกว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน แม้จะหักจำนวนเสียงของรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.จำนวน 24 คนแล้วก็ตาม ก็ยังมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน 20 เสียง ดังนั้นให้ความมั่นใจได้ว่าสามารถผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณไปได้ไม่ยุ่งยาก
ทั้งนี้ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือน ส.ค.2552 ระบุว่า กรณีการออกเสียงลงคะแนนในการมีส่วนได้เสียของรัฐมนตรี หมายถึงการมีส่วนได้เสียอันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนตน โดยไม่มุ่งหมายถึงส่วนได้เสียของหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐมนตรีกำกับดูแลอยู่ ดังนั้นการใดจะถือได้ว่ากรณีที่รัฐมนตรีมีส่วนได้เสียจึงต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยในส่วนร่างกฎหมายต้องพิจารณาเนื้อหาและวัตถุประสงค์ร่างกฎหมายเป็นสำคัญ หากร่างกฎหมายมีเนื้อหาและวัตถุประสงค์ที่จะใช้บังคับเป็นการทั่วไป หรือเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ร่างกฎหมายนั้นจะมีผลกระทบต่อรัฐมนตรีหรือเป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานกระทรวงที่รัฐมนตรีนั้นดูแลอยู่ ย่อมไม่อาจกล่าวได้ว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐมนตรีมีส่วนได้เสียในร่างกฎหมายนั้น ตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 177 วรรคสอง
นายวิทยากล่าวว่า ความเห็นของวิปรัฐบาลเห็นว่ารัฐมนตรีทุกคนมีสิทธิที่จะโหวตในกฎหมายทุกฉบับเมื่อพิจารณาเข้าสู่สภา เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในทางส่วนตนและผู้ใกล้ชิด ญาติพี่น้องไม่มีส่วนได้เสียในกฎหมายฉบับนั้นก็สามารถโหวตได้ แต่ถ้ามีผลประโยชน์ เช่น กฎหมายสัมปทานเหมืองแร่ กฎหมายสัมปทานการเดินรถ รัฐมนตรีหรือลูกเมียมีส่วนได้เสียกับกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่สามารถโหวตได้
"แต่เพื่อเป็นการตัดปัญหาในเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีความจำเป็นต้องเริ่มต้นใช้ในวันที่ 1 ต.ค. ถ้าจะให้รัฐมนตรีโหวต จะเป็นช่องทางในการส่งตีความ ซึ่งจะทำให้การพิจารณางบประมาณล่าช้าไม่ทันปีงบประมาณที่ต้องใช้ และเชื่อว่าเสียงของรัฐบาลมีมากพอที่จะผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ได้ ดังนั้นรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ก็ไม่ต้องลงคะแนน ส่วนกฎหมายอื่นๆ วิปรัฐบาลเสนอว่าขอให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ทุกคนลงคะแนน เว้นแต่มีผลประโยชน์ส่วนตนทับซ้อนก็ไม่มีสิทธิลงคะแนน" ประธานวิปรัฐบาลระบุ
ส่วนที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยืนยันจะโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้น นายวิทยากล่าวว่า ตนจะแจ้งให้นายไตรรงค์ทราบ เพื่อป้องกันการตีความในการโหวต พ.ร.บ.งบประมาณ และจะเสนอต่อ ครม.เพื่อรับทราบแนวทางความเห็นของวิปรัฐบาล
ประธานวิปรัฐบาลกล่าวด้วยว่า เตรียมนำกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎร 2 ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนประจำตำแหน่ง เพื่อปลดล็อกกรณีข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อยตั้งแต่ ส.ต.ต. ไปจนถึง ร.ต.อ. ซึ่งมีเงินเดือนเต็มขั้นไม่สามารถขยับขั้นเงินเดือนได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางทหารได้แก้ไขไปแล้ว จึงเสนอแก้เพื่อให้ข้าราชการตำรวจขยายขั้นเงินเดือนเต็ม แม้จะเพิ่มภาระงบประมาณจำนวน 13-30 ล้านบาท แต่คณะกรรมการฯ เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ จึงเสนอต่อสภาต่อไป
ด้านนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อาจนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 3 ส.ค.นี้ สำหรับตนไม่สามารถที่จะตอบได้ เนื่องจากไม่ได้เป็น ส.ส. จึงไม่มีสิทธิ์โหวตอยู่แล้ว
ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 โดยที่ประชุมได้เรียกกระทรวงการต่างประเทศมาชี้แจงการใช้จ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะการใช้งบประมาณในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการฯ จากพรรคเพื่อไทยได้สอบถามว่า กระทรวงการต่างประเทศมีการตั้งงบประมาณเพื่อล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณไปกี่ครั้ง ใช้งบเท่าใด จากส่วนไหน และมีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์จริงหรือไม่ เป็นบริษัทใด มีเป้าหมายอย่างไร
ด้านนายปิยวัชร นิยมฤกษ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า ไม่มีงบไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีแต่เพียงการประชุมระดับพหุภาคีด้วยภารกิจอื่น ก็จะถือโอกาสอธิบายท่าทีของประเทศไทยในเรื่องของอดีตนายกรัฐมนตรีไปด้วย และยืนยันว่าไม่มีการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ มีแต่เพียงจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์มืออาชีพเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจเท่านั้น
นอกจากนี้ นายธเนศ เครือรัตน์ กรรมาธิการฯ จากพรรคเพื่อไทย ยังได้สอบถามถึงเหตุผลการโอนงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศไปให้สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อร้องเพลงชาติ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศเองยอมรับว่าได้รับจัดสรรงบไม่เพียงพอต่อภารกิจ ซึ่งรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า ไม่ใช่งบของกระทรวงต่างประเทศโดยตรง แต่เป็นงบที่ได้รับจัดสรรช่วงกลางปีมอบให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยหลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ขอให้กระทรวงการต่างประเทศทำแผนใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ หรืองบล้างท่อให้แล้วเสร็จ เนื่องจากเห็นว่ายังมีงบประมาณค้างจ่ายอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมีกรรมาธิการหลายคนได้ขอสงวนคำแปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณในแต่ละส่วน ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ กรรมาธิการจากพรรครวมชาติพัฒนา ได้กล่าวต่อคณะตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศว่า เป็นผู้สอน รมว.ต่างประเทศให้ปฏิบัติตัวเช่นที่เป็นอยู่นี้หรือไม่ เพราะจากที่ติดตามการทำงานไม่เห็นว่ามีอะไรคืบหน้า นอกจากคอยไล่จับ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น.








