ข่าวหน้า 1

Sunday, 29 July, 2012 - 00:00

อุกอาจปิดถนนฆ่า โจรใต้ปฏิบัติการอมนุษย์ปลิดชีพทหาร4ศพ!

  โหดเหี้ยม! โจรใต้ 18 คนปิดถนนฆ่าทหารอย่างเลือดเย็น ใช้รถกระบะ 3 คันตามประกบ จยย.ทหาร สาดกระสุนเป็นร้อยนัดไม่ให้ตั้งตัว เสียชีวิตทันที 4 นาย อีก 2 เจ็บแต่สู้ตายยิงปะทะเดือดเกือบ 5 นาที ก่อนคนร้ายตัดสินใจปล้นปืนศพแล้วถอย กล้องวงจรปิดถ่ายเหตุการณ์ได้ คาดต้องการแสดงศักยภาพ แต่ถูกตามล่าทันทีรวบผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 3 เป็นคนในพื้นที่พบหลักฐานเพียบ
    การก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงเทศกาลรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายนโยบายของประเทศกลับไม่ใส่ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยทุ่มกำลังไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย มากกว่าป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบปลิดชีพประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เป็นรายวัน
    ล่าสุดเมื่อเวลา 07.10 น. วันที่ 28 ก.ค. ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญอย่างรุนแรง ขณะที่กำลังทหารชุด ร้อย ร.153261 ฉก.ปัตตานี 25 จำนวน 6 นาย ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อคาวาซากิ สีบรอนซ์ 2 คัน สีดำ 1 คัน นำโดย ส.อ.ลือชัย จุลทอง โดยนั่งคันละ 2 คน รวม 3 คัน ขี่เรียงแถวตามกันมาจากฐานปฏิบัติการทหารบ้านกระหวะ ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี เพื่อลาดตระเวนดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชน บนถนนเส้นทางระหว่าง อ.มายอ-บ้านปาลัส ซึ่งเป็นถนนระหว่างอำเภอ 
    เมื่อขี่มาถึงบริเวณ ม.3 บ้านดูวา ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 3 กม. ได้มีคนร้ายจำนวน 18 คน มีอาวุธสงครามครบมือ ใช้รถยนต์กระบะเป็นพาหนะบรรทุกคันละ 6 คน โดยคันแรกเป็นรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ดีแมคซ์ มีแค็บ สีบรอนซ์ คันที่สองและสาม ยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ มีแค็บ สีบรอนซ์ ทั้งหมดไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับตามประกบข้างรถจักรยานยนต์ของทหารทั้ง 3 คันที่ขี่อยู่บนไหล่ทางถนน 
    เมื่อรถคนร้ายแค่ละคันได้จังหวะจึงใช้อาวุธปืนอาก้า เอ็ม 16 และลูกซอง รวมถึงอาวุธปืนสั้นไม่ทราบชนิดกราดยิงใส่ทันที ทำให้นายทหารของคันแรกและคันที่สองรวม 4 นาย ถูกกระสุนปืนลูกซองและอาก้าเสียชีวิตทันที โดยไม่มีโอกาสได้ป้องกันตัวแม้แต่น้อย จากนั้นคนร้ายได้ลงไปยิงซ้ำที่บริเวณอวัยะเพศและศีรษะของทั้ง 4 นายให้มั่นใจว่าเสียชีวิต พร้อมทั้งขโมยอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก, วิทยุ, เสื้อเกราะ, หมวกทหารขึ้นรถไปหมด
    ส่วนรถทหารคันที่สาม คนร้ายยิงพลาดทำให้บาดเจ็บเพียง 1 นาย ซึ่งทหารทั้งสองได้หาที่กำบังและจึงเกิดการยิงปะทะกันประมาณ 5 นาที จากนั้นคนร้ายล่าถอยไป โดยแยกหนีไปทางบ้านปาลัส 2 คัน และหนีกลับเส้นทาง อ.มายอ 1 คัน ส่วนจะเป็นกลุ่มไหนขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน
    สำหรับทหารที่เสียชีวิตประกอบด้วย ส.อ.ลือชัย จุลทอง อายุ 28 ปี, พลทหารเอกลักษณ์ สีดอกไม้ อายุ 22 ปี, พลทหารภาคิม หงส์มาก อายุ 22 ปี, พลทหารเบญจรงค์ สีแก้ว อายุ 22 ปี ซึ่งศพทหารทั้ง 4 นายมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซอง, เอ็ม 16, อาก้า เข้าที่บริเวณศีรษะ, อวัยวะเพศและแขน 
ยิงเป็นร้อยนัด
    ส่วนผู้บาดเจ็บได้แก่ สิบเอกปรีดา นพคุณ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 167 ม.7 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนอาก้าเข้าที่บริเวณแขนซ้าย อาการสาหัส ถูกนำส่งโรงพยาบาลอำเภอมายอ จ.ปัตตานี และถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลปัตตานี ส่วนพลทหารอาคม ซุกล้อม อายุ 22 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 89 ม.4 ต.ทุ่งค่าวัด อ.ละแม จ.ชุมพร มีรอยแผลถลอกหกล้มเท่านั้น
    หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธุ์ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.พีรพล วิริยากุล ผบ.ฉก.กรมทหารราบที่ 15, นายพิศาล อาแว นายอำเภอมายอ พร้อมชุดตำรวจพิสูจน์หลักฐาน, ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.ปัตตานี และกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ซึ่งที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนลูกซอง, อาก้า, เอ็ม 16 รวมเกือบ 100 ปลอก และพบรถจักรยานยนต์คาวาซากิ ซึ่งเป็นรถของทหารตกอยู่ข้างทาง 3 คัน รวมถึงกองเลือด ซึ่งทั้ง 4 ศพถูกลำเลียงไปที่โรงพยาบาลอำเภอมายอ
    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า มีภาพจากกล้องวงจรปิดของกระทรวงมหาดไทย ที่ทาง ศอ.บต.ได้จัดงบประมาณจัดซื้อให้กับอำเภอมายอจำนวนหลายจุด ซึ่งเป็นกล้องที่สามารถใช้งานได้ดีและมีคุณภาพ โดยสามารถจับภาพขั้นตอนและพฤติกรรมคนร้ายที่ก่อเหตุเป็นช่วงๆ รวมถึงใบหน้าคนร้ายได้ เจ้าหน้าที่ได้นำไปขยายผลและทำการสเกตช์ภาพของคนร้ายกลุ่มนี้แล้ว เพื่อดำเนินการติดตามจับกุมต่อไป ซึ่งเชื่อว่าคนร้ายก็รู้อยู่แล้วว่ามีกล้องซีซีทีวีอยู่บริเวณนั้น แต่ก็ไม่เกรงกลัว ด้วยการยิงทหารต่อหน้ากล้องเหมือนต้องการแสดงศักยภาพ
    เบื้องต้นทีมงานสอบสวนได้เรียกหน่วยสายสืบในพื้นที่อำเภอมายอ, อำเภอกะพ้อ, อำเภอทุ่งยางแดง มาเปิดดูภาพในกล้องวงจรปิดกันหลายครั้ง เพื่อให้วิเคราะห์ลักษณะรูปพรรณสัณฐานและใบหน้าของคนร้าย โดยผู้ก่อเหตุบางคนเป็นคนในกลุ่มพื้นที่ตำบลน้ำใส อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ยังมีคนจากพื้นที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน รวมทั้งกลุ่มที่ปล้นปืนลูกซองจากผู้นำในพื้นที่ อ.ยะหริ่ง และ อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งได้ให้เจ้าหน้าที่นำปลอกกระสุนไปตรวจเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดเหตุปล้น
รวบผู้ต้องสงสัยได้ 3 คน
    จากการขยายผลกล้องวงจรปิด โดยทำการตรวจสอบรูปพรรณคนร้าย ปรากฏว่าหน่วยสายสืบในพื้นที่อำเภอมายอจำหน้าได้หลายคน ดังนั้นจึงมีการสนธิกำลัง 3 ฝ่ายทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง นำโดยนายพิศาล อาแว นายอำเภอมายอ จ.ปัตตานี พร้อมกำลัง 50 นาย เข้าไปปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่หมู่บ้านตำบลน้ำใส อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวน 3 คน พร้อมรถจักรยานยนต์ที่อยู่ต้นทางต่างๆ ซึ่งก็ปรากฏเป็นหลักฐานในกล้องวงจรปิดเช่นกัน รวมทั้งเสื้อผ้า, โทรศัพท์มือถือ จึงรวบรวมหลักฐานเพื่อเตรียมตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
    ส่วนผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน ยังไม่ทราบชื่อ เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ปัตตานี 25 ได้นำตัวไปสอบสวนเพื่อขยายผลที่ฐานปฏิบัติการ ฉก.25 ปัตตานีแล้ว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศพของ ส.อ.ลือชัยถูกนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ภูมิลำเนาเกิด ต.แหลม อ.หัวไทร ศพพลทหารเบญจรงค์ถูกนำไปบำเพ็ญกุศลที่ อ.ปากพนัง และศพพลทหารเอกลักษณ์ถูกนำไปบำเพ็ญกุศลที่ อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ส่วนศพของพลทหารภาคินถูกนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ อ.ควนกาหลง จ.สตูล โดยส่งศพขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่สนามบินปัตตานี ต.บ่อทอง อ.หนองจิก
    ส่วน ส.อ.ปรีชายังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลปัตตานี ขณะที่พลทหารอาคมเป็นคนที่ยิงตอบโต้กลุ่มคนร้ายจนล่าถอยไป ไม่ได้รับบาดเจ็บ มีเพียงรอยถลอกเล็กน้อย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่มาร่วมพิธีรดน้ำศพอยู่ในอาการที่เงียบขรึม หลังจากรดน้ำศพเสร็จก็รีบเดินทางกลับทันที
         พล.ต.ชาญประดิษฐ์ แสงนิล ผบ.มทบ.41 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 4 ได้เตรียมขอพระราชทานชั้นยศปูนบำเหน็จให้กับทหารที่เสียชีวิตทั้งหมด พร้อมเงินเยียวยาช่วยเหลือ
    มีรายงานว่า ภายหลังที่ได้มีการปล่อยคลิปที่ทหารทั้ง 4 นายถูกโจรใต้สังหารสังหาร ทางกองทัพบกมีปฏิกิริยาไม่พอใจตำรวจในพื้นที่ทันที เพราะเชื่อว่าคลิปดังกล่าวหลุดมาจากตำรวจ หลังการประชุมสรุปสถานการณ์เป็นการภายในหลังเกิดเหตุ เพราะกองทัพภาคที่ 4 เกรงว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจงใจ สังหารเจ้าหน้าที่หน้ากล้องวงจรปิด เพื่อนำไปเป็นผลงานในการขอการสนับสนุนด้านการเงินเพื่อก่อเหตุครั้งต่อๆ ไป
ใช้ช่วง 'รอมฎอน' ก่อเหตุ
    ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอน หรือเดือนแห่งการถือศีลอดของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในปีนี้ ได้เกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ขึ้นแล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกคือเมื่อเช้าตรู่วันศุกร์ที่ 20 ก.ค. เกิดเหตุคาร์บอมบ์กลางเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย
          จากนั้นวันพุธที่ 25 ก.ค. เกิดคาร์บอมบ์ขึ้นอีก 1 ครั้งในท้องที่ อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดของสถานียุทธศาสตร์วังพญา สภ.ท่าธง อ.รามัน เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย และล่าสุดคือวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. เกิดเหตุคนร้ายดักโจมตีทหารที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ทำให้กำลังพลพลีชีพไปอีก 4 นายดังกล่าว
    ร.ศ.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า พอได้ดูคลิปแล้วก็ทราบว่าเป็นผู้กลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงรุ่นใหม่ ที่เคยมีการก่อเหตุวางระเบิดมาแล้วที่หาดใหญ่และสุไหงโก-ลก ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายรุ่นใหม่นี้ได้เคยประกาศไว้ช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า จะมีการใช้ความรุนแรงมากขึ้น และจะมีการบุกโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจภายในตัวเมือง ซึ่งจะมีการใช้ช่วงเวลาในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลรอมฎอนเป็นช่วงเวลาก่อเหตุเพื่อสร้างความสนใจต่อสื่อมวลชน
    เขาบอกว่า สาเหตุที่การก่อการร้ายมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากสาเหตุ 3 ประการ ประการแรกคือ กลุ่มผู้ก่อการร้ายมีความย่ามใจในการก่อเหตุความรุนแรง มีการประกาศและทำได้ตามเป้าหมาย มีการก่อเหตุสร้างคะแนนนิยม และใช้เรื่องการเมือง ศาสนา มาสร้างกลุ่มก่อความไม่สงบสายเลือดใหม่ ที่มีความคิดสุดโต่งในเรื่องการใช้ความรุนแรงให้มากขึ้น
    ประการที่สองคือ นโยบายของรัฐบาลไม่มีความเข้มข้น ที่จะปราบปรามดูแลและผลักดันนโยบายให้สำเร็จผลในเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่ามีการส่งผู้บริหารที่เกี่ยวข้องระดับสูง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, มหาดไทย หรือผู้นำเหล่าทัพระดับสูงลงไปประจำการ หรือดูแลในพื้นที่น้อยกกว่าเดิม รวมถึงการโยกย้ายตำแหน่งที่คุมกองกำลังต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ศอ.บต. ทำให้การทำงานที่มีการวางรากฐานเข้าถึงชาวบ้านและพื้นที่ต้องหยุดชะงักลง
    ประการที่สามคือ ปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่มีความเข้มแข็งในการทำงานน้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การโยกย้าย, การทุจริตคอรัปชั่น, สวัสดิภาพ ทำให้ขวัญและกำลังใจน้อยลง เป็นผลให้การคุมพื้นที่ภายในเมืองไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้ผู้ก่อความรุนแรงใช้โอกาสและจังหวะเข้ามาก่อเหตุได่ ทำให้ทหารที่ปกติแล้วจะประจำการอยู่บริเวณนอกเมืองและปราบปรามผู้ก่อการร้าย จำต้องเคลื่อนย้ายกองกำลังมาในเมือง และตกเป็นฝ่ายตั้งรับการโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเสียเอง
แฉรัฐบาลไม่สนใจ
    "ทางรัฐบาลต้องมีการประกาศและผลักดันนโยบายให้เข้มข้นกว่านี้ ทั้งเรื่องปัญหาความยากจน ศาสนาและความเชื่อของคนในพื้นที่ และจัดให้มีรัฐมนตรีด้านความมั่นคงลงไปประจำที่ 3 จังหวัดชายแดนเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ค่อยมีใครลงไป และประการสำคัญ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กองกำลังในเมือง เพราะตอนนี้ตำรวจมีความเข้มข้นน้อยลงกว่าสมัยที่พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้วอยู่” นายปณิธานกล่าว
    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เกิดจาก 7 พฤติกรรมในช่วง 6 เดือนของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ 1. การโยกย้ายข้าราชการที่เข้าใจปัญหาในพื้นที่ แล้วส่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เข้ามาเป็นเลขาธิการ ศอ.บต.แทน 2.การปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนักโทษหนีคดี ไปเจรจากับผู้ก่อการร้ายในมาเลเซีย 3.นโยบายที่ไร้ทิศทาง โดยเฉพาะการคิดตั้งรัฐปัตตานี
    4.ไม่สานต่อนโยบายการแก้ปัญหาจากรัฐบาลที่แล้ว โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.ความมั่นคง และกฎหมาย ศอ.บต.  5.น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สนใจงานด้านความมั่นคง ทั้งที่ตัวเองเป็น ผอ.ศอ.บต.โดยตำแหน่ง 6.ไม่มอบหมายให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้รับผิดชอบแก้ปัญหาโดยตรง แต่กลับปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการแก้ปัญหา และ 7.สร้างความไม่พอใจให้กับชาว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการจ่ายเงินเยียวยาไม่เสมอภาคกัน คนที่เผาบ้านเมืองได้เงินเยียวยาถึง 7.75 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้กลับได้รับการเยียวยาไม่เท่ากัน
    "7 ข้อนี้คือพฤติกรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลุกเป็นไฟอีกครั้ง อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งสติโดยหารือกับ ผบ.ทบ. เพราะทหารมีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนแนวทางของ ผบ.ทบ.และกองทัพในการแก้ปัญหา ไม่เช่นนั้นความรุนแรงอาจลุกลามไล่ตามด้ามขวานขึ้นมาก็ได้” นายชวนนท์กล่าว.