รัฐบาลพยายามชี้แจงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และอนุมัติให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยว่า เพื่อกำหนดแผนงานและมาตรการในการป้องกัน ระงับ ยับยั้ง เหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่อาศัยเหตุจากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง รวมถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ไม่ได้ตื่นตูม หรือทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ จนทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามอธิบายว่า การประกาศใช้กฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์มากกว่าในการประกันความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นมา ซึ่งถ้าสถานการณ์พัฒนาไปสู่จุดนั้นความเสียหายต่อประเทศชาติในแง่ภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ การลงทุนยิ่งย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะรัฐบาลหวังว่าเงินที่กำลังจะลงไปจะส่งผลในการกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว และสร้างผลงาน ความพึงพอใจให้กับประชาชนในภาพรวมได้ ตามที่ตั้งใจไว้ในช่วงเวลานี้
นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้กำชับกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยว่า ต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับประชาชนที่มาชุมนุม และเน้นการเจรจาพูดคุยทำความเข้าใจเป็นหลักก่อน อีกทั้งมาตรการและแผนงานต้องไม่เป็นเงื่อนไขให้กลุ่มเสื้อแดงมาใช้ปลุกระดมให้จำนวนผู้มาชุมนุมมากขึ้น หรือกระตุ้นให้เกิดความรุนแรง จนซ้ำเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นั่นแสดงว่า รัฐบาลพยายามอธิบายว่าการประกาศใช้กฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระตุ้น หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง แต่เป็นการป้องกัน ป้องปราม ไม่ให้เกิดสถานการณ์บานปลาย อาจเป็นเพราะการประเมินสถานการณ์ภาพรวมของกลุ่มผู้ชุมนุม และผู้เสียประโยชน์จากการบริหารงานของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ น่าจะมีน้ำหนักที่มีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกแยกในกลุ่มเสื้อแดงเองที่กระจัดกระจาย ขัดแย้งในแนวคิด และไม่มีเอกภาพในการบริหารควบคุม
ในทางกลับกัน พระราชบัญญัติฉบับนี้ มีกลไกในการออกแบบองค์กรบริหารจัดการ เจ้าพนักงาน และบริหารแผนให้เกิดประสิทธิภาพ โดยฝ่ายบริหาร คือรัฐบาลมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการ ตัดสินใจ คือรับทั้งผิดและชอบในการปฏิบัติการ แต่ก็มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง ไม่ลงรอยระหว่างรัฐบาล ทหาร และตำรวจ ในประเด็นเกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ที่เกี่ยวพันกับตัวละครในศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่จะส่งผลให้การทำงานระหว่างส่วนบริหารและส่วนปฏิบัติ มีความเป็นเอกภาพหรือไม่
แม้นายสุเทพ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ จะยืนยันว่าการแถลงร่วมกันทั้งฝ่ายบริหาร ทหาร และตำรวจ คือการแสดงให้เห็นว่าการทำงานจะเป็นไปด้วยความเป็นเอกภาพ อีกทั้งพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็เห็นพ้องต้องกันว่าในสภาวะขณะนี้ บ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อย ไม่มีโอกาสให้เกิดภาวะความวุ่นวายขึ้นมาอีก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่เกิดปัญหาในขณะนี้ ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้รัฐบาลและทุกฝ่ายร่วมมือในการฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจไปให้ได้
ดังนั้น การใช้กฎหมายความมั่นคง ใจกลางเมืองครั้งนี้รัฐบาลเห็นว่าคุ้มค่า และมองว่าอยู่ที่การอธิบายความให้ประชาชนเข้าใจว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิต เพราะปัญหาจากสภาวะไร้การควบคุมของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงเอง รวมถึงกลุ่มอื่นที่เสียประโยชน์ และต้องการให้รัฐบาลไร้เครดิตในการบริหารประเทศ น่าจะมีผลกระทบมากกว่าการไม่ประกาศ การเลือกไพ่ใบนี้ของรัฐบาลจึงต้องดูผลลัพธ์ว่าจะคุ้มได้มากกว่าเสียหรือไม่ แต่เหนืออื่นใดจะเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐบาล ทหาร และตำรวจ อีกวาระหนึ่ง เพราะถ้าหนนี้ไม่จับมือกันแก้ไขปัญหาคงต้องพังไปพร้อมกัน.







