วันนี้เป็น "เสาร์สุดท้าย" ของเดือนประเดิมปี ๒๕๕๓ เดือนหน้า-เดือนกุมภา ถือเป็นเดือนแห่ง "บัญชีสวรรค์-ทัณฑ์นรก" แท้จริง เพราะนอกจาก ๑๔ กุมภา จะเป็นวัน "แดงชนแดง" คือทั้งแดงตรุษจีน และแดงวาเลนไทน์ในวันเดียวกันแล้ว ตอนปลายเดือน ทั้ง "สวรรค์-นรก" ก็จะเปิดไล่เลี่ยกัน แต่นรกเปิดก่อนสำหรับบางคนในวันที่ ๒๖ กุมภา แล้วประตูฟ้า-ประตูสวรรค์ทุกบานก็จะเปิดอ้ารับสาธุชนคนดีทั้งหลาย เพราะ ๒๘ กุมภา คือวัน "มาฆบูชา" นั่นเอง!
กุมภาเดือนขาด แล้วรู้ใช่มั้ย-ใครบางคน "ชะตาขาด" แต่นั่นไม่เกี่ยวกับเรา ยิ่งโดยเฉพาะท่านที่อ่านไทยโพสต์ล้วนแต่ "บุญรักษา" มีแต่ทวีวัฒนา อายุ วรรณะ สุขะ พละ ต่อเนื่อง ฉะนั้น เสื้อแดงที่คุยว่า "รักทักษิณ" รีบสมัครเป็นสมาชิกไทยโพสต์-รายปี ให้ลูกพี่ด่วน
ไม่ต้องห่วง "ไทยโพสต์" บริการ (ส่งมั่ง-เบี้ยวมั่ง) ถึงที่ทุกเช้า ขอให้อยู่ในเส้นทางช้างเผือกเป็นได้การ สมัครให้ทักษิณได้อ่านทุกเช้าเถอะน่า ที่ร้าย-จะได้คลายลง ที่ดี-จะได้ดียิ่งขึ้น ที่พยาบาทจองเวรกัน จะได้หมดเวร-หมดกรรมกัน อานิสงส์นี้สงวนสิทธิ์สำหรับท่านที่อ่านไทยโพสต์ "จากกระดาษ" โดยเฉพาะ
อ่านจากเน็ต จากเว็บไซต์ จากฟังสมุนนำไปกรอกหู ตามสิทธิการิยะท่านว่า อานิสงส์ไม่ออนไลน์ครับ!?
พูดถึง ๒๖ กุมภา จะเป็นวันตัดสินคดียึดทรัพย์ทักษิณกับคณะ ทำให้อดนึกย้อนไปเดือนกุมภาปีที่แล้วไม่ได้ คือในเดือนนี้-ปีที่แล้ว ศาลก็มีคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวกับทักษิณเหมือนกัน ต่างกันเพียงว่า ๒๖ ก.พ.นี้ "ทักษิณเป็นจำเลย" แต่เมื่อกุมภาโน้น ทักษิณเป็นโจทก์
คำพิพากษาวันนั้น คำพิเคราะห์ของศาลเกี่ยวกับพฤติกรรมโจทก์ เหมือนจับทักษิณกับคณะเสื้อแดงเข้าเครื่องเอกซเรย์ ผลเอกซเรย์ไม่เพียงใช้เป็นคำตอบข้อสงสัยในบทบาททักษิณปัจจุบันเท่านั้น ยังให้ความเข้าใจทะลุปรุโปร่งไปจนถึงอนาคตโน่นเลย ลองอ่านกันดูอีกครั้งก็ได้
คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้อหาหมิ่นประมาทที่ศาลอาญา สืบเนื่องจากนายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี และยังได้กล่าวอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า "ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชอบระบอบประธานาธิบดี ในจิตใจส่วนลึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยากเป็นประธานาธิบดี" จึงขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
ศาลได้ไต่สวนมูลฟ้องและได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 มิ.ย.2552 เวลา 09.00 น. ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1)
ทั้งนี้ ศาลได้พิเคราะห์จากพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2544 ถึง 2549 ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์เหยียบย่ำ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงได้เทศนาสั่งสอนโจทก์เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2548 ว่า อย่าคิดอาจเอื้อมเป็นประธานาธิบดี รายละเอียดปรากฏตามหนังสือฯ เอกสารหมาย ล.4
และในส่วนตัวโจทก์เองก็ได้แสดงพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ คือ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2548 โจทก์ได้พูดกับกลุ่มบุคคลที่หอประชุมอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ด้วยข้อความไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 โจทก์ได้พูดในรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เรื่องการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโจทก์ โดยใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมต่อองค์พระมหากษัตริย์
และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 โจทก์ได้พูดต่อข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่ามีผู้บารมีเหนือรัฐธรรมนูญมาก่อความวุ่นวายต่อระบอบประชาธิปไตยมากเกินไป จนทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การกระทำของโจทก์ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่าโจทก์ไม่ปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังปรากฏตามหนังสือพิมพ์เอกสารหมาย ล.26 และ ล.27
เมื่อโจทก์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วได้มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โจทก์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน ระหว่างสัมมนาที่โรงแรมที่อำเภอเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยโจทก์ยอมรับว่าคนเสื้อแดงเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญของโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.1 การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงทุกครั้งได้นำรูปของโจทก์ขึ้นนำขบวน ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.12, ล.15 โจทก์ยังได้พูดคุยกับกลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีของคนเสื้อแดง
นอกจากนี้ ร้อยตำรวจโทเชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ก็ได้อภิปรายยอมรับต่อที่ประชุมสภา เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2552 ว่า "พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย มีความเชื่อมโยงกันเป็นเนื้อเดียวกัน และพรรคเพื่อไทยก็ได้จัดทำเสื้อแดงเตรียมไว้ให้บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2551" ตามเอกสารหมาย ล.10, ล.11
และการชุมนุมของคนเสื้อแดงทุกครั้งมักจะพูดพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2550, วันที่ 10 มิถุนายน 2551, วันที่ 15 สิงหาคม 2251 โดยเฉพาะการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ติดไว้ที่ฉากหลังเวที โดยมีข้อความที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.14
ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2552 มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลายครั้ง และมีการตั้งโต๊ะเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญาข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.16 ล.21 จากพฤติกรรมของโจทก์เป็นผลให้ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร
เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ว่าโจทก์ลบหลู่ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.31
นอกจากนี้ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ก็ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า โจทก์จ้องล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตามหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 เม.ย.2552 ซึ่งโจทก์น่าจะหยุดการกระทำอันไม่บังควรดังกล่าว แต่โจทก์กลับไม่หยุด และในทางกลับกัน โจทก์กลับให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวควรทราบเรื่องแผนการรัฐประหารมาล่วงหน้า" ตามหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับวันที่ 15 พ.ค.2552 โจทก์ยังได้ให้การสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงให้มาชุมนุมกันที่ถนนราชดำเนิน ลานพระบรมรูปทรงม้า จนนำไปสู่การจลาจล ซึ่งชี้ชวนให้เห็นว่า เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติโดยประชาชนตามคำชักชวนของโจทก์
ทั้งนี้ เพราะโจทก์กับกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมรู้อยู่แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยรูปแบบอื่นตามที่โจทก์ต้องการไม่อาจทำได้โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ม.291 วรรค 2
จากพฤติการณ์ของโจทก์และกลุ่มคนเสื้อแดงย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาที่ส่อไปในทางที่สอดคล้องกับคำเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จำเลยอยู่ในฐานะอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ทั้งนี้ เพราะจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 123 บัญญัติว่าก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องกล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมสภาว่าจะปฏิบัติหน้าด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ และตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 มาตรา 175 บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งจำเลยและประชาชนผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะปกป้องพระมหากษัตริย์มิให้ผู้ใดล่วงละเมิด
นอกจากนี้ การที่จำเลยพูดให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2552 ว่า โจทก์คิดจะกลับมาเป็นประธานาธิบดี นั้นสืบเนื่องจากกรณีที่โจทก์ได้พูดคุยกับผู้ร่วมสัมมนาว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นเสือหิวเสือโหย ดังนั้น ตามที่จำเลยวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของโจทก์ แล้วสรุปว่าวันหนึ่งโจทก์จะกลับมาเป็นประธานาธิบดี จึงน่าเชื่อว่าจำเลยกล่าวไปโดยมีเจตนาว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ และคนเสื้อแดงมิให้กระทำการล่วงละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ จากสถานะของจำเลยจึงอยู่ในฐานะและมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะแสดงความคิดเห็นหรือข้อความนั้นได้ การกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) การกระทำของจำเลย จึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
ครับ...คงไม่ต้องสรุปเป็นการตบตูด-ตบหัวอะไรกันอีก จากคำพิพากษานี้ ทักษิณซึ่งเป็นโจทก์แท้ๆ แต่พฤติกรรมจากคำพิเคราะห์ของศาลเป็นเครื่องสแกนกรรมให้เห็นชัดแจ๋ว ทักษิณคิดอะไร ทักษิณทำอะไร ทักษิณพูดอะไร และทักษิณต้องการอะไร ไส้กี่ขดๆ เห็นหมดเลย!?









