วันวิสาขบูชา (๔)

Wednesday, 30 May, 2012 - 00:00

วันวิสาขบูชา (๔)

 วันสำคัญของชาวพุทธไทย
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
    สิ่งที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระพุทธเจ้า และทำให้เราเคารพบูชาพระองค์ ก็คือการตรัสรู้ อันพ่วงพร้อมมาด้วยการกระทำต่างๆ เพื่อการตรัสรู้ และพุทธกิจต่างๆ ที่ได้ทรงบำเพ็ญอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตรัสรู้ แต่เพราะพระชนมชีพของพระองค์ เป็นฐานที่ตั้งที่อาศัยแห่งการตรัสรู้ และการบำเพ็ญพุทธกิจเหล่านั้น วันประสูติและวันปรินิพพานของพระองค์ จึงย่อมพลอยมีความสำคัญตามไปด้วย
    ความเป็นพระพุทธเจ้า อันเกิดจากการตรัสรู้ และการที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่มนุษยชาติ ที่เรียกว่าพุทธกิจนี้โดยแท้ ที่เป็นฐานรองรับความสำคัญ และความน่าอัศจรรย์ทั้งหมดที่เกี่ยวกับพระองค์ เป็นเหตุให้พุทธศาสนิกชนเคารพบูชาพระองค์ และเป็นส่วนสาระสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะพึงสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพระองค์ ดังคำพรรณนาแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่เหล่าชนมากหลายได้กล่าวและบันทึกเอาไว้เป็นประจักษ์พยาน
    ความหมายของวันวิสาขบูชา
    ในแง่ปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
    ความหมายของวันวิสาขบูชาที่ได้กล่าวมานั้น แม้จะลึกซึ้งและสำคัญก็ยังจำกัดแคบ เป็นเชิงคติเกี่ยวกับชีวิตบุคคล คือพระชนมชีพของพระบรมศาสดา
    วันวิสาขบูชายังมีความหมายที่กว้างขวางยิ่งกว่านั้น ซึ่งเป็นความหมายในขั้นหลักการของพระพุทธศาสนา ตรงกับความจริงที่ว่าการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ก็คือการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา
    ในแง่นี้ การเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะพิเศษ ถือได้ว่าเป็นการขึ้นสู่ยุคใหม่แห่งประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ โดยที่การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มีความหมายเชิงหลักการ ดังนี้
    1.การประสูติ คือการประกาศอิสรภาพของมนุษย์
    การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็หมายถึงการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าด้วย เป็นความหมายที่โยงกันอยู่ในตัว
    การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ มีสัญลักษณ์อยู่ที่การประกาศการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าด้วย พระดำรัสที่เรียกว่า "อาสภิวาจา" (วาจาอาจหาญ) ว่า "อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส, เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส" แปลว่า "เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นพี่ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก"
    พระวาจานี้ ทรงประกาศท่ามกลางสังคมมนุษย์ที่มีอิทธิพลของการนับถือเทพเจ้าครอบคลุมและครอบงำไปทั่วทั้งหมด
    คำว่า "เชฏฐ" เป็นต้นนั้น เป็นคำแสดงฐานะของพระพรหม ผู้เป็นเทพเจ้าสูงสุด มนุษย์ยุคนั้นเชื่อว่า ชีวิตและสังคมของตนจะดีร้ายเป็นไปอย่างไร ย่อมขึ้นต่ออำนาจของเทพเจ้าที่จะลงโทษหรือโปรดปรานดลบันดาลให้เป็นอย่างไร สิ่งที่มนุษย์จะต้องทำเพื่อนำผลดีมาสู่ชีวิต ครอบครัว และสังคมของตน ก็คือการยอมสยบต่อเทวบัญชา และการอ้อนวอนบูชาขอผลที่ปรารถนา ด้วยการเซ่นสรวงสังเวย และการบูชายัญ
    เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น พระองค์ได้ทรงประกาศหลักการที่เป็นการปฏิวัติความคิดความเชื่อและวิถีชีวิตของมนุษย์ว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์พิเศษ มีศักยภาพที่จะฝึกฝนพัฒนาให้ดีเลิศประเสริฐสูงสุดได้ เมื่อมนุษย์ฝึกฝนพัฒนาตนให้มีคุณความดีและมีปัญญาญาณสมบูรณ์แล้ว ก็จะเป็นบุคคลผู้ประเสริฐเลิศสูงสุด ที่เรียกว่า "พุทธะ" ซึ่งเทพเจ้าทั้งหลาย ตลอดแม้กระทั่งพระพรหมก็จะน้อมนบบูชา
    ฉะนั้น มนุษย์ที่ฝึกฝนพัฒนาตนสูงสุด คือ พุทธะนี้ต่างหาก ที่เป็น "อัคคะ" (ผู้เลิศ) เป็น "เชฏฐะ" (ผู้เป็นใหญ่) เป็น "เสฏฐะ" (ผู้ประเสริฐ) หาใช่เทพเจ้า แม้แต่พระพรหมผู้เป็นเจ้าไม่
    ด้วยหลักการนี้ พระพุทธศาสนาได้กระตุ้นและกระตุกมนุษย์ให้หันมาใส่ใจในศักยภาพแห่งมนุษย์ที่มีอยู่ในตนเอง และเกิดความสำนึกในการที่จะฝึกฝนพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ พฤติกรรม ภูมิธรรม ภูมิปัญญาของตน ด้วยความตระหนักรู้ว่า สันติสุข และอิสรภาพแห่งชีวิต และสังคมของตน จะสัมฤทธิ์หรือไม่ และแค่ไหนเพียงใด อยู่ที่การฝึกฝนพัฒนาตัวของมนุษย์เอง หาใช่อยู่ที่การดลบันดาลของเทพเจ้าไม่
    มนุษย์ไม่ควรจะมัวคิดหาทางพะเน้าพะนออ้อนวอนเอาอกเอาใจเทพเจ้า แต่ควรหันมาเพียรพยายามพัฒนาตนเองให้มีความสามารถที่จะสร้างสรรค์ความสำเร็จด้วยสติปัญญาของตน
    การประสูติของพระพุทธเจ้า หรือการเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนา เป็นการปฏิวัติในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติด้วยการประกาศว่า อำนาจสูงสุดที่กำหนดชะตากรรมของมนุษย์ก็คือการฝึกฝนพัฒนาตนและการกระทำด้วยปัญญาที่พัฒนาขึ้นมาให้รู้ความจริงของธรรมชาติ หาใช่การดลบันดาลของเทพเจ้าไม่
    2.การตรัสรู้ คือการปรากฏแห่งธรรมขึ้นมาเป็นใหญ่สูงสุด
    อิสรภาพของมนุษย์ ที่ทรงประกาศในการประสูตินั้น จะบรรลุผลเป็นจริงก็เพราะมีการตรัสรู้ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์รู้เข้าใจมองเห็นความจริงของธรรมชาติแล้ว ปฏิบัติการทั้งหลายได้ถูกต้องตามธรรม โดยฝึกฝนพัฒนาตนให้มีปัญญาญาณจนตรัสรู้เข้าถึงธรรมแล้ว มนุษย์จึงเป็น "พุทธะ" ผู้ประเสริฐเลิศสูงสุด
    การตรัสรู้ คือการบรรจบประสานระหว่างปัญญาของมนุษย์ กับธรรม คือความจริงของธรรมชาติ
    เมื่อตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสว่า "ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา" เป็นต้น มีใจความว่า เมื่อใดธรรมทั้งหลายปรากฏแก่บุคคลประเสริฐ ผู้เพียรพยายามเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้นปวงความสงสัยย่อมมลายไป เพราะมารู้เข้าใจถึงธรรมพร้อมทั้งเหตุของมัน...เพราะได้รู้ถึงภาวะที่สิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย...ขจัดมารและเสนาเสียได้ ดังตะวันส่องฟ้าทอแสงจ้าอยู่ ฉะนั้น"

                    เป็นไปตามกรรม
เรียน  คุณอัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ
    สุภาษิตไทยแต่ครั้งปรัมปราสอนไว้ว่า ....น้ำร้อนปลาเป็น น้ำเย็นปลาตาย... นะคะ
    นึกถึงสุภาษิตบทนี้ขึ้นมาได้ หลังจากที่อ่าน "กูไม่กลัวพวกมึง" จบลงแล้ว และรู้สึกได้ถึงภูเขาไฟในอกของท่านเจ้าของจดหมาย
    หวังว่า คุณอัตถ์ สบายดีนะคะ ไม่มีขบวนมอเตอร์ไซค์มาโห่ร้องหน้าโรงพิมพ์นะคะ
    ขอให้สิ่งที่เหนือธรรมชาติจงคุ้มครอง บันดาลให้มีอุบัติเหตุตั้งแต่ขบวนนะคะ สวัสดีค่ะ
                            ด้วยความเคารพและนับถือ
                                  เนียน
    ครับ! ความกลัวทำให้เสื่อม แต่ถ้าหนีทันก็หนีครับ ฮ่าๆๆๆ... ยังไม่มีใครมารบกวน ทำงานกันตามปกติ ว่าแต่อย่าไปแช่งใครเลยครับ ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมของแต่ละคนจะดีกว่า

เรียน  คุณอัตถ์ ที่นับถือ
    ใครคิดว่าเมื่อทักษิณได้อำนาจคืนจะสำนึกและคิดทำเรื่องดีๆ ลืมพวกเสื้อแดง แกนนำ ชุดดำถือ M16 หรือแก้ว 3 ประการ โดยเฉพาะคำว่า "ผมแพ้ไม่ได้" เป็นการคิดผิด คนอย่างทักษิณให้เวียนว่ายตายเกิดอีก 10 ชาติ สันดานก็ไม่เปลี่ยน เพราะจิตวิญญาณและสมองสะสมความโลภ ความเห็นแก่ตัว บ้าอำนาจฝังรากลึกครอบงำจิตมาตั้งแต่ชาติปางก่อนโน่นแล้ว ไม่งั้นคงไม่กล้าเอาเงินจากภาษีอากรของประชาชนไปให้พวกตัวเองที่เผาบ้านเผาเมือง แถมให้ตำแหน่งอีกต่างหาก มันบ้าอำนาจผิดมนุษย์มนาไปคิดว่าเป็นเจ้าของประเทศไปโน่น ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินที่จงรักภักดีต่างก็ปิดประตูหน้าต่างด่าอยู่หน้าจอ TV ฝ่ายค้านมีเสียงในสภาฯ น้อยไปสู้รบปรบมืออะไรกับพวกมันได้ หลบห่ากระสุนด่า แหวกม่าน Vote No ของ พธม.มาได้แค่นี้ก็นับว่าบุญแล้ว ประชาชนไม่กล้าออกมาคัดค้าน กลัวพวกทักษิณจะไล่กัดเหมือน ตั๊ก (บงกช) กลัวพวกเสื้อแดงจะทำร้ายเหมือนจะฆ่านายอภิสิทธิ์ที่กระทรวงมหาดไทย และที่สำคัญที่สุดยอด กลัวตำรวจจะไม่ให้ความเป็นธรรมไปเข้าข้างฝ่ายเสื้อแดง บ้านเมืองถึงได้เป็นอย่างนี้เพราะได้คนไม่ดีปกครองบ้านเมืองคุมถุงของชาติ ยังเอาน้องสาวมาเป็นนายกฯ อีก พวกมันจะครอบงำประเทศไปอีกมากน้อยแค่ไหนเนี่ย เศร้า???
    ใครคิดจะทำอะไรทักษิณก็เหนื่อย 10 ปีแล้วยังไม่มีใครเอาทักษิณอยู่ มันดิ้นไปทั่วโลก ใช้เงินเป็นกำแพงหนีหมายจับ ขนาดเอาทหารพลเอกแห่งกองทัพบกมีทั้งบู๊ ทั้งบุ๋นเป็นนายกฯ ยังเอาตัวแทบไม่รอดต้องรีบยุบสภาฯ หนีสื่อใหญ่ สื่อกลาง สื่อเล็ก สื่อกเฬวราก บางสำนักเป็นหูเป็นตาให้เพราะได้ประโยชน์ พฤติกรรมของทักษิณตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เลวระยำเกินจินตนาการ ถ้ามันจนตายโหงตายห่าไปนานแล้ว
    หมู่บ้านเสื้อแดง คือฐานเสียงที่ยิ่งใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เป็นคนของระบอบทักษิณเพราะมีแกนนำคอยปลุกระดม ฝังหัว ถ้าพวกเสื้อแดงไม่ชนะเป็นเพราะสองมาตรฐาน และอำมาตย์คอยกลั่นแกล้ง รู้กันทั้งตระกูลชินวัตรและเครือญาติ นายกฯ ยิ่งลักษณ์รู้ดีว่าคนเสื้อแดงเป็นคนของพี่ชาย มีหรือจะไปแตะ ฝ่ายความมั่นคงก็น้ำท่วมปาก นายกฯ ไม่เคยสั่งอะไรในเรื่องเสื้อแดงเลย ทำให้นางนกแสกธิดาได้ใจขอเงินสนับสนุนตั้งแต่หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยตวักกระบวย กรวย (ใบตอง) แหลมไล่งับคนอื่นที่เห็นต่างและป้องกันยาเสพติดมาบังหน้า สงสารก็แต่ทหารพระราชานั่งคอยคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายจากนายกฯ จนหนวดหงอก ระวังนะครับ พวกเสื้อแดงจะเต็มประเทศเสียก่อน!!
    พอรู้เหตุผลที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้รางวัลเทพทอง จากคุณวีระ ลิมปะพันธุ์ ก็รู้สึกดีใจไม่อยากอ้วกออกมาเป็น 4 Seasons แต่คนเป็นล้านบอก ล.สระเอีย ว่ะ!!
    อย่าไปยุ่งกะคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ แกเลย เพราะแกรู้ว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
                                        คนกันเอง
    สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมจริงๆ ครับ  เวลานี้บริวารซ้ายขวาหน้าหลังของ "น.ช.ทักษิณ" ต้องมารับบทหนักในการชี้แจงกับมวลชนแดง ที่ตาเพิ่งสว่างจากคำปราศรัยของ "น.ช.ทักษิณ" เมื่อวันเสาร์ก่อนโน้น นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น ยังมีอีกมากที่คนเสื้อแดงต้องเรียนรู้จาก "น.ช.ทักษิณ"  แล้วคำว่า "ถูกหลอกใช้" จะยังน้อยเกินไป สำหรับนักโทษหนีคุกคนนี้ที่ทำเอาไว้กับคนเสื้อแดง
    เชื่อเถอะครับ! สุดท้าย "น.ช.ทักษิณ" ต้องตายด้วยฝีมือตัวเอง ขอเตือนทหารอย่าไปทำรัฐประหารอีก เพราะนั่นเป็นการต่อชะตาให้คนโกง ดังนั้นการขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ คือการทำให้ประชาชนรู้จักระบอบทักษิณให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
    สำหรับคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ หมดราคาไปแล้วครับ!