ท่านขุนน้อย

Thursday, 30 May, 2013 - 00:00

ระหว่างประชาธิปไตยทางตรงกับทางอ้อม

   ยังไม่ทันได้มีโอกาสเริ่มต้นอภิปรายกันอย่างเป็นหลักเป็นฐาน...จู่ๆ ทั้ง 400 ตัวเงินตัวทองผู้ทรงเกียรติ (สัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสัตว์สงวน) ก็ดันโดนบุกเข้ากวาดจับ มัดมือ มัดตีน ให้คว่ำหน้าลงกับพื้น เห็นแล้วน่าอเนจอนาถ น่าเวทนา เป็นอันมาก ไม่ต่างอะไรไปจากนักโทษทางการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่ถูกหน่วยปราบจลาจล บุกเข้าสลายฝูงชน ยังไงยังงั้น...
                               ------------------------------------------------
    จากภาพข่าวและรายงานข่าวของเว็บไซต์ ผู้จัดการ วันวาน ได้นำเอารูปและข่าวว่าด้วยฉากเหตุการณ์ กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานอนุรักษ์บริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ตัดสินใจสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ จังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรสงคราม บุกเข้ากวาดล้างท่านตัวเงินตัวทองจำนวนกว่า 400 ตัว ที่แอบเข้ามาลอบรับประทาน กุ้ง หอย ปู ปลา ที่ชาวบ้าน ชาวช่อง เลี้ยงเอาไว้ในบ่อ สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อน ให้กับราษฎรเป็นจำนวนไม่น้อย แต่เมื่อจับกุมได้แล้ว จะเอาไปฆ่า ไปแกง ไปทำลาบ ทำก้อย แบบเดิมๆ คงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ในฐานะสัตว์สงวนที่ห้ามฆ่า ห้ามทำร้าย บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย เลยได้แต่จับมัดมือ มัดตีน ก่อนส่งไปดูแลยังสถานีเพาะเลี้ยงจังหวัดราชบุรี เพื่อจัดที่อยู่ให้เป็นที่เป็นทางกันต่อไป...
                              -----------------------------------------------------
    ส่วนตัวที่พยายามร่วมเดินทาง เข้ายื่นพระราชบัญญัติปรองดอง ด้วยการมุดเข้าไปในช่องลม ช่องเพดาน ของรัฐสภานั้น ยังไม่มีรายงานข่าวโดยชัดเจนว่า หลังถูกจับกุมเอาไว้ได้แล้ว จะถูกส่งตัวไปไว้ ณ สถานที่ไหน หรือจะมีโอกาสหลุดรอดมาอภิปราย มาใช้สิทธิ์ประท้วง เพราะถูกพาดพิงในระหว่างการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ กันอีกหรือไม่ แต่โดยรวมๆ แล้ว...เอาเป็นว่า บรรยากาศของการตรวจสอบ เสนอแนะ ท้วงติง การบริหารจัดการประเทศ ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ตามวิถีทางรัฐสภาในช่วงหลังๆ นี้ ไม่ว่าจะพูดกันในระดับปากฉีก ปากแหกขนาดไหน แต่มันคงไม่น่าจะส่งผลให้เกิดการยกระดับ การพัฒนาประชาธิปไตย ทั้งในเชิงคุณภาพ และในเชิงปริมาณ กันมากมายซักเท่าไหร่ เนื่องจากความเป็นประชาธิปไตย มันได้ตกอยู่ภายใต้ ระบบทุนสามานย์ ที่เน้นการกินรวบกินคำใหญ่ๆ คำโตๆ โดยไม่จำเป็นต้องสนใจว่าอะไรผิด อะไรถูก ขอเพียงแต่ให้ชนะเลือกตั้ง มาได้ก็เป็นพอ...
                             ---------------------------------------------------------
    การอาศัยกลไกทางรัฐสภา หรือเวทีรัฐสภา เป็นที่พูด ที่อภิปราย ตามครรลองที่มันควรจะเป็นนั้น จึงมักเป็นไปในแบบ แบบบ์บ์บ์แห้งง์ง์ง์ หนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะพูดดี พูดมีเหตุ มีผล มีน้ำหนัก มีหลัก มีฐาน ชนิดแทบจะเป็น ใบเสร็จ ไปแล้วก็ยังได้ แต่มันแทบไม่ได้ก่อให้เกิดอาการ เก็ท ไม่ว่าต่อใครหน้าไหน เอาเลยแม้แต่นิด ไม่ว่าต่อรัฐบาล ต่อตัวแทนของปวงชน ต่อสื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งต่อตัวประชาชนเอง ที่แทบจะเลิกสนใจ ในเรื่องเหตุ เรื่องผล หันมายึดเอาเรื่อง อารมณ์ เป็นสรณะกันแทนที่ พูดง่ายๆ ว่าถ้าหากเป็น ฝ่ายมัน ไม่ใช่ ฝ่ายกู ซะอย่างอะไรต่อมิอะไร ก็รับไม่ได้ไปด้วยกันทั้งนั้น ดีไม่ดี...ขนาดยังไม่ทันได้พูด กลับต้องเจอกับการระดมกำลังไล่ล่า ไล่ป่วน ไล่ก่อกวน ไปทุกๆ เวที ชนิดคำว่า Parliament แทบไม่ได้มีความหมายใดๆ ในพจนานุกรมทางการเมือง อีกต่อไปแล้ว เพราะมันมักจะหันไปใช้มือ ใช้ตีน แทนใช้ปาก ไปซะด้วยกันทั้งสิ้น...
                         ------------------------------------------------------------
    ภายใต้สภาพบรรยากาศเช่นนี้...การ ทำหน้าที่ ของสมาชิกรัฐสภา ตามระบบ ระบอบ และตามครรลองประชาธิปไตย มันจึงจะไปว่ากันแบบดื้อๆ ทื่อๆ งัดเอายุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในยุคพระเจ้าเหาใส่กางเกงหูรูดออกมาใช้ คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ได้มากมายซักเท่าไหร่ ประเภทที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ทานต่อแรงกดดันของหิริและโอตตัปปะ ภายในตัวเองไม่ไหว ต้องลุกขึ้นมาลาออกต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาเอาดื้อๆ อันนั้น...มันคงเป็นแค่เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี เป็นเหตุการณ์ที่เคยถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารมานานแล้ว เพราะเมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ นอกจากสิ่งที่เรียกว่า หิริและโอตตัปปะ มันแทบจะไม่หลงเหลืออยู่ในตับ ไต ไส้พุง ในม้าม ในปอด หรือแม้แต่ค้างๆ อยู่แถวๆ ไส้ติ่ง ของสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ในแต่ละท่าน เอาเลยแม้แต่น้อย แต่ละรายยังเกิดกระบวนการวิวัฒนาการทางผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ชนิดหยาบกร้าน คงทน ยิ่งกว่าตัวเงินตัวทองแท้ๆ ไปแล้ว ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...
                        --------------------------------------------------------------
    ด้วยเหตุนี้...การปรับเปลี่ยนกรรมวิธี การปรับปรุงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หรือจะเรียกว่า การปฏิรูป ก็แล้วแต่จะว่ากันไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ระบบทุนสามานย์ กำลังถูกนำมาแทนที่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้น นอกจากเป็นสิ่งจำเป็นแล้ว ยังเป็นสิ่งซึ่งมิอาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่างหาก แต่ก็นั่นแหละ...ถ้าหากเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี เพียงเพื่อจะ เอาชนะเลือกตั้ง เท่านั้น คงไม่น่าจะเสียเวลา ไปออกแรงรูดไป-รูดมา ให้ต้องเหน็ดเหนื่อยตัวเองโดยใช่เหตุ เพราะ ชัยชนะในการเลือกตั้ง กับ ชัยชนะของระบอบประชาธิปไตย มันไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน หรือแม้แต่คนละเรื่องเดียวกันแต่อย่างใด การปฏิรูปใดๆ หรือการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีใดๆ ในการ ทำหน้าที่ ของบรรดาสมาชิกรัฐสภา มันจึงน่าจะเป็นไปตามทิศทาง และแนวทาง ดังที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน อย่างคุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเคยสรุปเอาไว้ ต่อบรรดาเพื่อนร่วมพรรคของท่านนั่นแหละว่า...“เราไม่ได้อยู่เพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป...แต่อยู่เพื่อธำรงรักษาวิถีทางประชา
ธิปไตยให้สามารถดำเนินได้ต่อไป...”
                     ---------------------------------------------------------------
    ส่วนอะไรที่จะนำไปสู่การ ทำหน้าที่ ภายใต้ทิศทางและแนวทางเช่นนี้...อันนี้ คงต้องลองไปหารือกับประเภทคุณ กาย ฟอว์กส์ หรือคุณอะไรต่อมิอะไร ที่พยายามอาศัย ประชาธิปไตยทางตรง ตอบโต้และเล่นงาน ระบบเผด็จการทุนสามานย์ อยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้ ก็ไม่น่าจะถึงกับเสียหายอะไรมากมาย เพราะแท้ที่จริงแล้ว การธำรงรักษาวิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้สามารถดำรงคงอยู่ และเดินหน้าต่อไปได้ มันคงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ สมาชิกรัฐสภา แต่เพียงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ สมาชิกในสังคมทั้งมวล ที่จะต้องหาทางหลอมรวม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้จงได้ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาอีกประมาณ 3-4 เดือนข้างหน้า ที่จะต้องชี้ขาดว่า ใครจะอยู่...ใครจะไป!!!
                     ---------------------------------------------------------------
    ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Charles Yost (อีกครั้ง)...Democracy is not a matter of sentiment, but of fore-sight, Any system that dose not take the long run into account will burn itself out in the short run. - ประชาธิปไตยมิใช่เรื่องของอารมณ์ แต่เป็นเรื่องของการมองการณ์ไกล ระบบอะไรก็ตามที่ไม่คำนึงถึงการณ์ไกล ย่อมต้องเผาผลาญตัวเองมอดไหม้ไปภายในระยะเวลาอันใกล้...
                      --------------------------------------------------------------