ท่านตื่นขึ้นมาเช้านี้ (๓๐ ก.ค.๕๓) คงรู้แล้วละว่า "คณะกรรมการมรดกโลก" มีมติรับ หรือไม่รับ หรือให้เลื่อนไป สำหรับแผนการจัดการบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามที่กัมพูชาเสนอ เรื่องนี้สนุกครับ เป็นหนังยาว มีหลายบท หลายตอน และหลายรส ที่ต้องติดตามดูกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าคณะกรรมการมรดกโลกมีมติออกมาอย่างไร ถ้าถูกใจฝ่ายเรา กัมพูชาก็ต้องเอาเรื่อง และถ้าถูกใจฝ่ายกัมพูชา เราก็ยอมไม่ได้ เพราะตกเป็นฝ่ายเสียแผ่นดินฟรี
ฉะนั้น ไม่ว่าออกหัว หรือออกก้อย ถ้าไม่ออกกลางบนฐานของ "ความตกลงร่วม" สองฝ่าย ไทย-กัมพูชา เรื่องนี้จะนำไปสู่ความบาดหมางที่เรียกว่า "ความขัดแย้ง" ที่ต้องใช้กำลังทหารเข้าควบคุมตามบริเวณชายแดนค่อนข้างแน่!
ดูท่าทางจากนาย "ฮอร์ นัมฮง" รัฐมนตรีต่างประเทศผู้เก๋ากึ๊กของกัมพูชาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า
"เป็นไรเป็นกัน เขมรบ่ยั่นไทย"!
และเมื่อดูฝ่ายไทย เกมนี้ดูท่าพร้อม "เกหมดหน้าตัก" เป็นไร-เป็นกัน ถ้ามันไม่เป็นธรรม และไม่แฟร์ ถูกรุมหยามรังแกกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ละก็ ไทยยอมใครเป็นซะที่ไหนล่ะ เรื่องจะให้มาเหยียบปลายหัวแม่ตีน (นอกจากคนไทยด้วยกัน) กันฟรีๆ น่ะ อย่าว่าแต่เขมรเลย
ต่อให้ยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก จนถึงสหประชาชาติด้วย ลองรวมหัวเล่นกันไม่แฟร์กับไทย เรื่องเป็น-เรื่องตาย มันเรื่องจ้อย เรื่องหน้าตา-ศักดิ์ศรีประเทศชาติมันเรื่องใหญ่
มา...เรียงหน้าเข้ามา ให้มันแหลกกันไปข้าง...
ให้มันรู้ซะบ้างว่า ไทยไม่ใช่ "ไก่รองบ่อน" ของใครๆ นะเฟ้ย!
คราวนี้รัฐบาลไทย นายกฯ อภิสิทธิ์ "นโยบายชัด-พูดชัด" ยอมไม่ได้ ฝ่ายกัมพูชาจะเดินหน้าบริหารแผนอะไรได้ แต่ขั้นแรกต้องยอมรับก่อนว่า "ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันของ ๒ ประเทศ ไทย-กัมพูชา"
ถ้าฝ่ายเขมรยังไม่ยอมรับ ยังไม่ยอมตกลงในประเด็นนี้ "ทุกกรณี" ที่กัมพูชาเสนอสู่คณะกรรมการมรดกโลก ไทยค้าน และไม่ยอมรับชนิด "ถึงไหน-ถึงกัน"
วอล์กเอาต์ แถลงการณ์ประณาม จนถึงขั้นลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลก และลาออกจากการเป็นสมาชิกยูเนสโก ไทยพร้อม "ตบโต๊ะ-ตอบโต้-ตบเท้า" บ่ยั่นหน้าอินทร์-หน้าพรหม หน้าไหนทั้งนั้น
ลองฟังลีลาพยัคฆ์หน้าหยก "นายกฯ อภิสิทธิ์" บ้างก็ได้ จะได้รู้ว่า "ผู้นำ" ในยามวิกฤติปัญหาแสดงออกซึ่งภาวะผู้นำแบบไหน นักข่าวถามว่า "นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาประกาศว่า หากคนไทยบุกรุกเข้าไปในบริเวณปราสาทพระวิหารจะยิง?" นายกฯ ไทยตอบทันทีว่า
"คงไม่ต่างจากท่าทีที่เราแสดงออกไป นี่คือเหตุผลที่ผมบอกกับยูเนสโกและคณะกรรมการมรดกโลกมาตลอดว่า สถานการณ์ไม่ควรจะตึงเครียดโดยการให้ทำแผนจัดการพื้นที่ทับซ้อน ทางที่ดีที่สุดคือ ให้ทุกคนกลับมาสู่กระบวนการเดิม ตามที่กำหนดไว้ในบันทึกว่าด้วยความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำเมื่อปี ๒๕๔๓ เพราะขนาดรายงานที่กัมพูชาส่งให้กับคณะกรรมการมรดกโลก ก็ยังยอมรับว่าแผนที่ใช้ไม่ได้ เพราะมี MOU อยู่ และคณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วม (JBC) อยู่ จึงเป็นตัวพิสูจน์ว่า ไม่ควรเดินหน้าจัดทำมรดกโลก รวมถึงแผนบริหารจัดการต่างๆ และช่วยยืนยันสิ่งที่ผมพูดมาตลอดว่า MOU มีประโยชน์ ทำให้กัมพูชาอ้างแผนที่ไม่ได้ ที่เขาส่งรายงาน ตอนนี้เขาเลยทำได้แค่ ส่งแผนผังไปก่อน เพราะติดข้อตกลงของ JBC อยู่ แล้วเขาก็พยายามจะบอกว่า แผนผังที่ส่งไปไม่กระทบเขตแดน ซึ่งเราบอกว่า เรายอมรับไม่ได้"
นี่..เห็นมั้ย ยามสับสน ผู้นำ "ตีธง" ชี้ทิศทางปฏิบัติชัดเจน ผิดพลาดหรือถูกต้องยังไง "ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว" คนปฏิบัติ คือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ และทีมงาน ๓ นายทหารเสือ ที่ไปลุยหน้าเสื่ออยู่บราซิลค่อยมีกำลังใจ เดินหน้า-เดินหลังได้เต็มสูบหน่อย
ไม่ใช่ไปพูดคุยกับใครเขา เขาถามอะไรที จะตอบเขาที ต้องโทรศัพท์ข้ามโลกมาถามทิศทางจากนายกฯ ทีว่า "เรื่องนี้เอาไง" ถ้าเป็นอย่างนี้ บอกนายฮอร์ นัมฮง ไปเลยว่า
"อยากได้อะไรในเมืองไทย ทำแผนที่เสนอมรดกโลกเอาไปตามใจชอบได้เลย มีข้อแม้เพียงว่า ช่วยลากคอนายกฯ ไปให้พ้นหน้าคนไทยด้วย"!
ต้องเข้าใจกันนะครับ แผนบริหารพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารที่กัมพูชานำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งนี้ กัมพูชาไม่สามารถทำเป็นแผนที่ได้ ต้องเลี่ยงไปทำเป็น "แผนผัง" เพื่ออ้างว่าไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย แต่ในข้อเท็จจริง ถึงจะเป็นแผนผังก็ยังกินเข้ามาในแดนไทยอยู่ดี
อย่างทางทิศตะวันออก "ด้านบันไดหัก" ยังไม่มีการกันพื้นที่ เป็นปัญหาเขตแดนที่ยังตกลงกันไม่ได้ แต่อยู่ในแผนผังที่กัมพูชานำเสนอฝ่ายเดียว ในการเจรจานอกรอบไทย-กัมพูชา เมื่อวานที่ประเทศเจ้าภาพจัดให้มีขึ้น ตัวแทนไทย-นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็โต้แย้งกับนายซกอาน รองนายกฯ เขมรในจุดนี้
สรุปแล้ว ตกลงอะไรกันไม่ได้!
นี่...ผมสรุปบรรยากาศก่อนจะมีการลงมติกันตอน ๔ ทุ่มมาให้ฟัง ตอนผมเขียนนี่ก็ ๒-๓ ทุ่มเท่านั้นเอง ยังไม่รู้จะออกหัว-ออกก้อย แต่ดูตามรูปการณ์ที่ทั้งยูเนสโก ทั้งคณะกรรมการมรดกโลก คล้ายละเลยกฎเกณฑ์กติกาในการรับ-ไม่รับขึ้นทะเบียนให้กับกัมพูชาในครั้งนี้ พฤติกรรมมันฟ้องเจตนาว่า
จะใช้ ๒ มาตรฐาน "อุ้มเขมร" ในการลงมติ!
เจตนารมณ์ของยูเนสโก การขึ้นทะเบียนมรดกโลก เป็นไปเพื่อความรัก สมัครสมาน สันติภาพ สามัคคี โดยใช้ศิลปวัฒนธรรม และธรรมชาติเป็นเครื่องโน้มน้าว หลอมรวม
แต่ครั้งนี้ถ้าแหกกฎกติกาที่ว่า ในการเสนอแผนบริหารจัดการ ต้องเสนอก่อนการประชุม ๔๕ วัน แต่กรณีปราสาทพระวิหาร กัมพูชาเสนอล่วงหน้าไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่คณะกรรมการมรดกโลกกลับรับแผนที่เสนอผิดข้อกำหนดเข้าพิจารณา มันก็แสดงชัดว่า
ทั้งยูเนสโก ทั้งคณะกรรมการมรดกโลก เป็นตัวปลุกปั่น และเป็นตัวสร้างความแตกแยก เป็นตัวทำลายสันติภาพ ด้วยต้องการให้ภูมิภาคนี้ ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดสงครามสู้รบกัน!
เบื้องหลังซากศพและสิ่งปรักหักพังที่จะเกิดขึ้นจาก "ศึกปราสาทพระวิหาร" ใครได้?
ถ้าไม่ใช่ "มหาอำนาจ" ที่รวมหัวกันสวมหน้ากาก "ละเลยกฎ" เพื่อกัมพูชา ปล้นซ้าย-ปล้นขวา แล้วเป็น "ตาอยู่" เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งในดินแดนไทยและในดินแดนเขมรในด้านทรัพยากร?
การล่าอาณานิคมในอดีตก็ด้วยเหตุผลนี้ ต่างกันเพียงรูปแบบ-วิธีการเท่านั้น อดีตใช้กำลังเข้าหักหาญ ซึ่งเป็นภาพมารที่น่ารังเกียจ แต่ปัจจุบันพัฒนาสันดานมารละเมียดขึ้น เล่นบทเทพผู้พิทักษ์สันติภาพ พิทักษ์ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ใช้กฎกติกาที่ร่างกันขึ้นเป็นเครื่องมือเพื่อตักตวงผลประโยชน์แทนการยึดครองทั้งประเทศ
คณะกรรมการมรดกโลก ยูเนสโก องค์กรในสหประชาชาติ มีเหตุผลใดที่ต้องรวบรัด ละเลยกฎที่คลุมร่าง เผยให้เห็นหนังขี้เรื้อนประจบเอาใจกัมพูชา ทั้งผลัก ทั้งดันจะรับรองปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกให้ได้ ทั้งที่รู้อยู่กับใจว่ามันผิดเงื่อนไข ซึ่งไทยมีส่วนผูกพันสิทธิ์อยู่ด้วยในองค์รวมของความที่จะเป็นมรดกโลกจากปราสาทพระวิหารนั้น
ถ้าไม่ใช่ "หวังส่วนได้" จากการใช้อำนาจเถื่อน?
อาจมีคนถามว่า ถ้ารวมหัวปล้นสิทธิ์-ปล้นดินแดนไทยไปให้เขมร แล้วเขมรจะแบ่งปันผลประโยชน์ตรงส่วนไหนให้เป็นสิ่งตอบแทน ตรงนี้มันปิดกันไม่มิดหรอก วันนี้ยังไม่เห็นลาย ใน ๓-๕ ปีก็ต้องเห็น ในภาวะที่โลกเข้าสู่ญัตติ "ชาติไหนมีทรัพยากรทางพลังงานมากกว่า ชาตินั้นเป็นมหาอำนาจ"
ไทยนี้น่ะ ใช่ว่าจะไม่รู้ แต่เสียท่าอยู่หน่อยเดียว คือมัวแต่กัดกันเอง และมีคนจ้องจะขายชาติ ความอุบาทว์ชาติชั่วที่อุบัติกับไทยในน้ำมือ "ตาอยู่" คือต่างชาติวันนี้ ไทยที่เหมือนจงอางกำลังลอกคราบ จึงกะปลกกะเปลี้ย ไร้กำลังแรง อย่าว่าแต่แผ่พังพานต้านฉกใครเลย แค่จะขยับเขยื้อนเลื่อนเนื้อใหม่ให้พ้นคราบก็ยังทั้งยาก
ทุกข์ซ้ำ กรรมซัด วิบัติเป็น หรือนี่คือเส้นทางชะตาชาติไทยยามนี้?
แต่ก็น่าดีใจนะครับ "ยามชาติมีภัย คนไทยรักกัน" ผมสังเกตในระยะ ๔-๕ วันมานี้ คนไทยประสานเป็นเสียงเดียวกัน "ไม่ยอมเสียดินแดนให้เขมร" กระทั่งกองทัพไทย พี่น้องทหารเคลื่อนย้ายไปทำหน้าที่พิทักษ์ตลอดแนวประชิดไทย-กัมพูชาด้วยจิตอาสาแท้จริง
เป็นไรเป็นกัน ที่จะยอมให้เขมรยืมมือมรดกโลกมาฉกชิงดินแดนไป คนไทยทุกคน...ไม่ยอม!
เป็นบทเรียนที่ควรจำใส่กะโหลกทุกคนไว้ โดยเฉพาะคนในระบบรัฐ "ไฟไม่ไหม้หลังคาบ้าน" ก็ไม่เคยสนใจวางมาตรการป้องกันรักษา จับความเท่าที่เห็น เซ็น MOU เรื่องดินแดนกับกัมพูชามาตั้งแต่รัฐบาลชวน ปี ๒๕๔๓ แล้วผ่านมาตั้ง ๑๐ ปี ไทยไม่เคยทำการบ้านอะไรทั้งในระดับพื้นที่และระดับเวทีโลกเลย
ตรงข้ามกับเขมร เขามีเป้าหมายจะตีทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และเขารู้ว่าต้องมีพื้นที่อนุรักษ์รอบปราสาท แต่เป็นของไทย เขาจึงเดินงาน-เดินแผนหาพวก-ปูพื้นเรื่อยมาทั้งระหว่างประเทศ และทั้งเวทีโลก
ไทยเกือบไป เขมรมุบมิบขยิบตากับผู้นำไทยนามว่า "ทักษิณ" อ้อยจะเข้าปากช้างอยู่รอมร่อ เดชะบุญด้วยองค์พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองแผ่นดิน ทักษิณมีอันเป็นไป การเอาแผ่นดินไปผนวกให้เขมรในแผนตีทะเบียนปราสาทพระวิหารจึงเป็นเรื่องแดงโร่ ไม่หวานคอเขมรจนถึงวันนี้ และวันต่อๆ ไป
เขมรเขาเดินแผน-เดินงานทุกวัน แต่ไทยเรา วันไหนไม่มีเรื่องปะทุ ก็ไม่ทำอะไร หมกเรื่อง-หมกปัญหาแม่งมันไว้อย่างนั้น ทั้งรัฐบาล ทั้งต่างประเทศ ทั้งทหาร เรียกว่า "ทั้งหมด" นั่นแหละ ไม่เคยทำการเมืองแบบรุก มีแต่รับ กับซุก และถอยร่น แล้ว...ร้องหางบ!
เอ้า....ก็ตรวจหวยประเทศกันเช้าวันนี้ จะออกมาดี หรือออกมาร้าย ถึงอย่างไร "คนไทย" ก็ถึงคราวต้องกอดคอไปล่อกะมัน!








