นายกฯ เซ็นคำสั่งเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 6 จังหวัด ประกอบด้วย อยุธยา ชลบุรี หนองบัวลำภู มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ส่วนกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังคงไว้ต่อ อ้างสถานการณ์ยังเข้มข้น "เทือก" เผยมี 10 พื้นที่น่าห่วง "ป้อม" จวกยับข่าวกรองไม่ตรงเป้า สั่งทำงานเข้มข้นกว่าเดิม "มท 1." กำชับผู้ว่าฯ เฝ้าระวัง ระบุไม่การันตีจะไม่เกิดเหตุ ขณะที่ตำรวจคุมเข้มสถานที่ราชการ-สถานีขนส่ง
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ. เพื่อพิจารณาการยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางจังหวัดเพิ่มเติม ก่อนเสนอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจต่อไป
การประชุมดังกล่าวมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ, พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก, นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยใช้เวลาในการประชุม 1 ชั่วโมง
นายสุเทพให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศอฉ.ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะมีการยกเลิกพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมด ยกเว้นพื้นที่ กทม.ว่า นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเช่นนั้น แต่สั่งการให้ ศอฉ.ประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ของแต่ละจังหวัดที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่าเป็นอย่างไร โดยจะต้องประชุม ศอฉ.เพื่อประเมินผลว่าสถานการณ์ในแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร ส่วนจะมีการประกาศยกเลิกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีจังหวัดไหนบ้างที่พอจะยกเลิกได้ นายสุเทพบอกว่า ต้องประชุมกันก่อน ในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นมีความจำเป็นต้องคงไว้ เพราะมีความชัดเจนว่าเราใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมดูแลรักษาความสงบของบ้านเมือง และในขณะนี้มีการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ซึ่งต้องมีการจับกุม ควบคุมตัวร่วมด้วย ซึ่งต้องใช้เวลา
เมื่อถามว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้จนถึงสิ้นปีหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า เราไม่ประสงค์ที่จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ยาวนานขนาดนั้น แต่จะสั้นหรือยาวก็ต้องขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์
พล.อ.ประวิตรให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศอฉ.ว่า การยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินคงต้องพิจารณาตามแนวทางว่าจังหวัดไหนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลได้ก็ควรจะยกเลิก ซึ่งต้องดูในจังหวัดที่ไม่มีการเคลื่อนไหว ส่วนจังหวัดที่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ควรจะต้องดูว่าตรงไหนควรจะยกเลิก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายงานของทางหน่วยข่าวต่างๆ จะชี้แจงให้ ผอ.ศอฉ.รับทราบ และคณะกรรมการฯ จะมีการพิจารณาร่วมกัน
หลังการประชุม พล.อ.ประวิตรเผยว่า ที่ประชุมได้มีการจัดเรียงลำดับของสถานการณ์ของแต่ละจังหวัดของทั้ง 16 จังหวัด ว่าสถานการณ์ในจังหวัดใดบ้างที่น่าจะมีการยกเลิกบ้าง โดยเบื้องต้นทาง ศอฉ.เสนอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 6 จังหวัด
พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เผยถึงผลการประชุม ศอฉ.ว่า ในที่ประชุม ศอฉ. พล.อ.ประวิตรเป็นห่วงในเรื่องงานด้านการข่าว เพราะที่ผ่านมางานการข่าวไม่สามารถรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุในที่ใดบ้าง และยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ ทำให้ พล.อ.ประวิตรกำชับว่าต่อไปงานด้านการข่าวต้องมีความเข้มข้นมากกว่านี้
วันเดียวกัน นายสุเทพเดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินใน 6 จังหวัด โดยนายสุเทพเผยภายหลังว่า เมื่อช่วงเช้าได้เรียกประชุม ศอฉ. และได้ทำรายงานในจังหวัดต่างๆ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โดยให้เลขาฯ ศอฉ.ทำรายงานเสนอต่อนายกฯ เพื่อพิจารณา เมื่อนายกฯ เห็นควรอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น ซึ่งตนได้เสนอไปทุกจังหวัด คำว่าทุกจังหวัดคือการประเมินในแต่ละจังหวัดเพื่อให้นายกฯ รับทราบ เพื่อให้ท่านได้ใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกจังหวัดอยู่ในข่ายที่จะยกเลิกได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่ทั้งหมด เพราะแต่ละจังหวัดมีดีกรีความเข้มข้นของสถานการณ์แตกต่างกันไป โดยมีการรายงานจากกระทรวงมหาดไทย กอ.รมน. สำนักงานข่าวกรอง และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาประชุมหารือกัน ยกความเห็นแต่ละส่วนมาพิจารณาเพื่อเสนอต่อนายกฯ อีกครั้ง
เมื่อถามว่าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินจังหวัดใดบ้าง นายสุเทพบอกว่า คงต้องไปถามท่านนายกฯ ส่วนจะเป็นไปตาม รมว.กลาโหมระบุไว้ว่าจะยกเลิกอีก 6 จังหวัดหรือไม่นั้น นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ทราบว่าท่านพูดว่าอย่างไร ทั้งนี้การจะยกเลิกในพื้นที่จังหวัดใดบ้างนั้น ตนจะแยกแยะตามสถานการณ์
ซักว่า ที่บอกว่าบางจังหวัดมีความเข้มข้นของสถานการณ์อยู่นั้นมีกี่จังหวัด รองนายกฯ บอกว่า ก็ประมาณ 10 จังหวัด ส่วนจะเข้มข้นหรือเบาบางขนาดไหนตนไม่สามารถบอกได้ อย่างไรก็ตามมีจังหวัดไหนบ้างนั้นให้ไปถามท่านนายกฯ ที่จะใช้ดุลยพินิจ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์เผยว่า ได้ตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินตามที่ ศอฉ.เสนอมา 6 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา, ชลบุรี, หนองบัวลำภู, มุกดาหาร, มหาสารคาม และชัยภูมิ โดยอยู่ระหว่างการรอเอกสารที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะเซ็นเอกสารให้มีผลบังคับให้ทันในเย็นวันนี้ (29 ก.ค.) ทันที
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวถึงแนวทางยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า หากนายกฯ มีคำสั่งยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจริง ก็เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ ที่จะรับผิดชอบความสงบเรียบร้อยในจังหวัดของตน โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการเผาศาลากลาง ก็ต้องเพิ่มมาตรการให้เข้มข้นขึ้นมากกว่าที่เป็นมา ส่วนผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์หรือไม่นั้นไม่มีใครการันตีได้
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ กทม.ว่า นายกฯ ให้กวดขันดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ดี ซึ่งที่จริงเราประมาทไม่ได้เลยสักจุด เพราะยังไว้ใจอะไรไม่ได้ ในแง่ของตำรวจก็ต้องดูแลทุกจุด โดยเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง เช่น สถานที่ราชการและจุดที่มีคนไปรวมตัวกันจำนวนมาก เช่น สถานีขนส่ง เป็นจุดที่ให้ความสำคัญ เราต้องดูแล ส่วนกระแสข่าวที่ระบุพื้นที่เสี่ยง 3 จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษนั้น เราให้น้ำหนักความสำคัญเท่ากันหมด ระวังทุกจุด
สำหรับความคืบหน้าคดีระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีราชดำรินั้น พล.ต.อ.ปทีปกล่าวว่า คดีดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลอบวางระเบิดในหลายท้องที่ คาดว่าน่าจะมาจากเหตุเดียวกัน ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เป็นผู้ประสานข้อมูลกับทางด้านกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับคดีไปทำแล้ว เพื่อสะดวกในการรวบรวมข้อมูลและการทำสำนวนการสืบสวนสอบสวน แต่ตำรวจยังคงต้องรับผิดชอบในเรื่องการสืบสวนจับกุมคนร้าย โดยได้รับรายงานจาก พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา (สบ 10) ซึ่งลงไปตรวจสอบความคืบหน้าของคดีเป็นระยะ ล่าสุดอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ แต่ขอเวลาในการรวบรวมหลังฐานก่อนเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวถึงการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า คณะกรรมการฯ ไม่ได้เสนอตรงนั้น เรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเกิดขึ้นตามสถานการณ์ ที่สุดแล้วต้องยกเลิกชั่วคราวเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเหมาะสมอย่างไรก็ต้องยกเลิก อยู่นานไม่ได้ เราไม่จำเป็นต้องเรียกร้องตรงนี้ แต่ถ้าเราเข้าไปจะมีทั้งคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะเข้าไปสู่ความขัดแย้ง เสียเวลาตรงนั้น เราอยากทำงานทางบวก พูดคุยกันได้ ไม่อยากจะเข้าไปสู่ประเด็นอะไรที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง
"ยังไงก็ต้องยกเลิก จะมีคนเรียกร้องให้ยกเลิก รัฐบาลจะดูว่าจะยกเลิกได้เมื่อไหร่ อย่างไรตามข้อมูลตามลำดับ แต่เราไม่มีข้อมูล เราจะไปเรียกร้องให้ยกเลิกอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวจะเกิดความผิดพลาด ใครไปก่อเรื่องขึ้นแล้วมาโทษว่าเป็นเพราะคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปไปขอร้องให้ยกเลิก ถ้ามีคนไปวางระเบิดที่ไหนอย่างไร เราไม่อยากเข้าไปสู่ตรงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่อยู่แล้วต้องเข้าไปดู" นพ.ประเวศกล่าว
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการส่งคดีระเบิดที่หน้าบิ๊กซีราชดำริเป็นคดีพิเศษว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าสุดท้ายคดีนี้จะถูกโยนไปให้ดีเอสไอดำเนินการ ตามวาระที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้เหมือนกรณีการจับกุมนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ และ ส.ต.รชต หรือกบ วงศ์ยอด ที่ดีเอสไออ้างว่าเป็นลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล และพยายามเชื่อมโยงเข้ากับการก่อเหตุหลายเรื่อง
"เรื่องนี้น่าจะมีอำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของ สตช. เพื่อให้โอนคดีนี้ไปให้ดีเอสไอเพื่อตัดตอนและใช้ให้เป็นประโยชน์ทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะการใช้เป็นข้ออ้างในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยจะพยายามโยงให้เป็นการก่อการร้ายตามที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้" นายพร้อมพงศ์กล่าว.








