สศค.พยากรณ์จีดีพีไตรมาส 2 โต 8% คาดส่งออกไตรมาส 3 ยังไปได้ ส่วนไตรมาส 4 ห่วงยุโรปถอนมาตรการกระตุ้น เชื่อไทยเข้าสู่งบสมดุลในไม่ถึง 5 ปี ชี้เหตุการณ์ไม่สงบส่งผลน้อยกว่าที่คาด ธปท.เผยเงินนอกไหลเข้าตลาดหุ้น-บอนด์ไทย แสดงถึงความมั่นใจและสนใจที่จะกลับมาลงทุนในไทย
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ปี 2553 จะขยายตัวได้ราว 8% ต่อปี จากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 12% ต่อปี ขณะที่ไตรมาสที่ 3 ยังได้รับอานิสงส์จากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ เห็นได้จากไตรมาสที่ 2 มีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการผลิตมาก และภาคเอกชนแจ้งว่า ขณะนี้มีคำสั่งซื้อสินค้าไปถึงปี 2554 แล้ว ส่วนไตรมาสที่ 4 ก็น่าจะยังขยายตัวได้ดี เพียงแต่ต้องจับตาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการที่ประเทศต่างๆ จะทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
"เชื่อว่าส่งออกไตรมาสที่ 3 ยังไปได้ แล้วพอไตรมาสที่ 4 ก็ยังดี แต่จะมีปัจจัยภายนอกมากระทบมากขึ้น เพราะพอเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ดีขึ้นก็จะมีการถอนมาตรการกระตุ้น และดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อย่างประเทศในกลุ่มยุโรปที่มีปัญหาหนี้สาธารณะก็อาจจะลดรายจ่าย แล้วเก็บรายได้ ภาษีเพิ่มขึ้น เช่น กรีซ ฮังการี เป็นต้น การบริโภคก็อาจจะน้อยลง อาจมีผลกระทบกับการส่งออกของไทย ซึ่ง สศค.ไม่ประมาท จึงไม่ประมาณการเชิงบวกเกินไป" นายสาธิตกล่าว
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจของ สศค. ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.2553 สศค.ได้ปรับประมาณการอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 5-6% ต่อปี อย่างไรก็ดี ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงตัวเลขอัตราขยายตัวที่แท้จริงอีกครั้งในเดือน ส.ค.นี้
ผอ.สศค.กล่าวอีกว่า คาดว่าไทยจะสามารถเข้าสู่การจัดทำงบประมาณแบบสมดุลโดยไม่ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี หรือก่อนปี 2558 ตามการคาดการณ์เดิมที่ตั้งสมมติฐานว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 4.5% เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้นมาก และรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมาย สูงกว่า 2 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2553 นี้
ทั้งนี้ สำหรับข้อเสนอของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ให้เร่งปรับโครงสร้างภาษีนั้น ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอ แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว การหาทางทำให้งบประมาณสมดุลมีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมายเพื่ออุดช่องว่าง การหารายได้จากต่างประเทศ การขึ้นภาษี และการร่วมทุนแบบ PPP กับภาคเอกชน ซึ่งในกรณีของไทยคงเน้นรูปแบบ PPP เป็นหลัก
"ความเป็นห่วงเรื่องนโยบายประชานิยมที่จะมีต่อฐานะการคลังนั้น สศค.อยู่ระหว่างวิเคราะห์ โดยให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการจ่ายสวัสดิการโดยเฉพาะผู้สูงอายุจำนวนมาก ซึ่งแนวโน้มของไทยก็คล้ายกับญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องศึกษาดูว่ามีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน"
นายสาธิตกล่าวว่า สำหรับภาวะเศรษฐกิจของไทยในเดือน มิ.ย.2553 พบว่า ยังขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูงที่ระดับ 46.3% โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกหมวดสินค้าส่งออกและแทบทุกตลาด ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องทั้งจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวที่ 21.2% และปริมาณนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 41.5%
นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หลังจากเหตุการณ์ทางการเมือง โดยหดตัวเพียงเล็กน้อยที่ -1.1% สะท้อนการปรับตัวเข้ามาสู่ภาวะปกติของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ถือว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. ถือว่าฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด จากที่เดือนก่อนหน้านี้ประสบกับปัญหาการชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้ มีเพียงดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่ชะลอตัว
"จากที่คิดว่าจะแย่มากๆ ก็แค่ชะลอ ไม่ถึงกับติดลบ ก็หวังว่าการเมืองในช่วงไตรมาสสุดท้ายคงจะนิ่ง จะได้มีนักท่องเที่ยวทางยุโรปเข้ามามากขึ้น เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นแถบเอเชีย เช่น อินเดีย เป็นต้น แต่ยุโรปที่มีกำลังซื้อมากกว่ายังไม่มา"
นายเอกนิติกล่าวว่า ในด้านเสถียรภาพการคลังนั้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน มิ.ย.อยู่ที่ 3.3% ลดลงจาก 3.5% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานก็ลดลงเหลือ 1.1% จาก 1.2% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ส่วนหนี้สาธารณะถือว่าอยู่ระดับที่ค่อนข้างมั่นคงคือ 42.6% ของจีดีพี ไม่ถือเป็นระดับที่สูง เพราะเป็นหนี้ที่รวมหนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ต่างจากหลายประเทศที่จะคำนวณแค่หนี้ของรัฐบาลเท่านั้น
ทั้งนี้ หนี้ที่รัฐบาลกู้จริงๆ อยู่ที่ 28.39% ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจ 11.34% หนี้ธนาคารของรัฐ 1.9% และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ อยู่ที่ 1.2% เท่านั้น มั่นใจว่าหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ในระดับสูงสุด ในปี 2555-2556 แต่จะไม่ขึ้นไปถึง 60% ต่อจีดีพี เหมือนอย่างที่เคยคาดไว้แล้ว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า รัฐต้องวางแผนเตรียมการเพื่อเข้าสู่การสมดุลงบประมาณใน 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาความยั่งยืนในระยะปานกลาง พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้สาธารณะ เพราะเห็นว่าโครงสร้างทางการคลังของไทยมีข้อจำกัดอยู่มาก
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย แสดงถึงความมั่นใจและสนใจที่กลับเข้ามาลงทุนในไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกเงินทุนไหลเข้ามาในไทยอาจไม่มากเท่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เพราะแม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดี แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตามดู ส่วนครึ่งปีหลังที่มีความชัดเจนในแง่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและความห่วงใย ประเด็นเรื่องการเมืองคงลดลง จึงต้องติดตามดูว่าจะทำให้มีการกลับเข้ามาลงทุนในไทยมากน้อยแค่ไหน
"เศรษฐกิจโลกยังมีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งในแง่ของ ธปท.มองว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด ที่อาจจะกระทบต่อความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่อาจไม่เข้มแข็งเท่าช่วงครึ่งปีแรก" นายบัณฑิตกล่าว.








