แพทยสมาคมร่อนหนังสือเปิดผนึกถึง "มาร์ค" จี้ถอนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายก่อความร้าวฉานจะมากกว่านี้ พร้อมเสนอจัดเวที 3 ฝ่ายถก เผยรัฐต้องตระหนักเพราะเป็นครั้งแรกที่แพทย์ลุกฮือแต่งดำประท้วง รุกคืบนัดระดมพลฌาปนกิจร่างกฎหมาย 30 ก.ค. ที่ สธ. "จุรินทร์" โยนเผือกร้อน "ปลัด" นัด 2 ฝ่ายเคลียร์ "เอ็นจีโอ" ยื่นจดหมายให้เดินหน้า บอกหากไม่เห็นด้วยไปคุยในชั้น กมธ.
ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ยังเป็นความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขกับองค์กรพัฒนาเอกชน โดยเฉพาะเครือข่ายผู้ใช้บริการ
โดยแทบทุกจังหวัด แพทย์และพยาบาลต่างแสดงพลังพร้อมใจกันแต่งชุดดำ พร้อมทั้งออกแถลงการณ์คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว อาทิ จ.ตรัง นพ.ศักดิ์วุฒิ รัตตานุกุล ผู้ประสานงานสหวิชาชีพสาธารณสุข รพ.ศูนย์ตรัง พร้อมเพื่อนร่วมงานกว่า 50 คน ได้แถลงคัดค้านการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรทันที และเรียกร้องให้ทำประชาพิจารณ์จากทุกภาคส่วนก่อน
พิจิตร พญ.ชัญวลี ศรีสุโข ตัวแทนเครือข่ายผู้ให้บริการด้านสุขภาพ รพ.พิจิตร พร้อมตัวแทนกว่า 30 คน ได้ร่วมแต่งดำ โดยยืนยันว่า ในวันที่ 3 ส.ค.จะรวมตัวที่หน้ารัฐสภาคัดค้าน เพราะเป็นกฎหมายมัดมือชก และหากกฎหมายบังคับใช้จริง ก็เชื่อว่าผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ พยาบาล จะลาออกจากอาชีพทันที
รพ.สงขลา ในช่วงเที่ยง แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ได้แต่งชุดดำมายืนหน้าเสาธง พร้อมทั้งร่วมกันวางหรีดดำเพื่อประท้วงคัดค้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว เช่นเดียวกับที่ รพ.ศูนย์ยะลา ก็มีคณะแพทย์และบุคลากรกว่า 50 คน แต่งชุดดำ-ขาว พร้อมถือป้ายผ้าคัดค้าน โดยมองว่าผู้ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำเพื่อส่วนตัว และต้องการแก้แค้นมากกว่าคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
ไม่ต่างจาก แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ภายใน รพ.ศูนย์บุรีรัมย์กว่า 100 คน ที่พร้อมใจกันแต่งชุดดำ และถือป้ายไม่เห็นด้วยและคัดค้านร่าง พ.ร.บ. รวมทั้งได้อ่านแถลงการณ์ ซึ่งสรุปว่า หาก กม.บังคับใช้จะทำให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างกัน และจะมีเรื่องฟ้องร้องกันมากมาย ที่ รพ.พหลพลพยุหเสนา กาญจนบุรี ก็เช่นกัน ที่บุคลากรทางแพทย์ต่างไม่เห็นด้วย และระบุว่าจะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาอาจลดลง จากที่เคยรักษาวันละ 1,600 คน อาจเหลือ 500 คน
ในขณะที่ส่วนกลาง นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า กล่าวว่า ในวันที่ 30 ก.ค. แพทย์และบุคลากรจากสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์ / รพ.ทั่วไป จะแต่งดำมารวมตัวกันที่กระทรวงสาธารณสุขในเวลา 07.00 น. และในเวลา 08.00 น. จะแห่พวงหรีดเดินรอบอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อค้านร่าง พ.ร.บ. โดยเวลา 09.00 น.จะทำการทำการฌาปนกิจหรือเผาร่าง พ.ร.บ.ในถังขยะบริเวณกลางถนนหน้าเสาธง กระทรวงสาธารณสุขด้วย
ส่วนที่แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ในฐานะนายกแพทยสมาคม พร้อมด้วย นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส อดีตนายกแพทยสมาคม และ รศ.นพ.ประเสริฐ ศัลย์วิวรรธน์ เลขาธิการแพทยสมาคม ร่วมแถลงข่าวว่า แพทยสมาคมได้ประชุมและมีมติจัดทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประธานวิปรัฐบาล ประธานรัฐสภาและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องให้เห็นความขัดแย้งระหว่างบุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ที่มีอย่างกว้างขวางในขณะนี้ โดยควรถอนร่าง พ.ร.บ.ออกมาก่อนชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ที่ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ภาคประชาชน หรือผู้รับบริการสาธารณสุข และตัวแทนภาครัฐ เป็นไตรภาคีมาร่วมพิจารณาทบทวนรายละเอียดของร่างกฎหมายให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อให้ได้ร่างกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและบุคลากรสาธารณสุขโดยรวม ไม่ใช่เฉพาะกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
"ถ้ารัฐบาลยังดึงดันนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต่อไป ความขัดแย้งก็ยังคงมีอยู่ ถึงออกมาเป็น พ.ร.บ.ได้ก็ยังมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย แล้วจะเกิดการประท้วงต่อเนื่อง แต่ถ้าเข้าสภาช้าไปอีกเล็กน้อยแต่เข้าโดยไม่มีความขัดแย้งของบุคลากรในสังคม จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า" พล.ต.ท.นพ.จงเจตน์กล่าว และว่า มีไม่กี่ประเทศที่มีการคุ้มครองแบบนี้ แต่ในรายละเอียดมองว่ายังทำให้ดีกว่านี้ได้ มีโอกาสที่ประชาชนจะได้รับความคุ้มครองมากกว่านี้ ถ้าจริงใจกันทั้ง 3 ฝ่าย
ด้าน นพ.วันชาติ กล่าวว่า น่าจะมีการพูดคุยกับบุคลากรการแพทย์ในองค์กรอื่น ซึ่งมีอีกหลายองค์กร เช่น แพทย์ของ กทม. ทหาร 5 เหล่าทัพ มหาวิทยาลัย เพราะทุกคนจะถูกผลกระทบจากร่าง พ.ร.บ.นี้ทั้งหมด และถ้าออกมาในทิศทางที่ไม่สบายใจ โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและต้องแก้ไขภายหลังก็เป็นไปได้ยาก รวมทั้งกรณีคณะกรรมการที่จะเป็นผู้พิจารณาว่ากรณีใดได้รับความเสียหายนั้น เราต้องการผู้ที่มีความชำนาญมาช่วยพิจารณา
รศ.นพ.ประเสริฐกล่าวว่า บางประเด็นในร่าง พ.ร.บ.ที่ไม่ได้เขียนไว้ เช่น มาตรา 34 ที่ลงท้ายว่า ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งเป็นหลักการเขียนกฎหมายที่ต้องไปออกกฎหมายลูก แต่ความจริงถ้าสามารถลงรายละเอียดว่าสิ้นสุดอย่างไร จะช่วยแก้ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์ได้ เพราะตามวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการ แต่ในร่าง พ.ร.บ.นี้ยังมีหลายข้อ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนได้รับการเยียวยาแล้วขอให้ชดเชยไม่ได้มีการระบุว่าสิ้นสุด ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อได้ ทำให้วัตถุประสงค์ลดการฟ้องร้องไม่ได้ทำได้อย่างแท้จริง ยกเว้นต้องร่างกฎหมายลูก
"หมอไม่ได้กลัวฟ้องร้อง แต่ถ้าใครเคยขึ้นศาล แม้เป็นฝ่ายถูกก็ไม่มีใครมีความสุข ความผิดพลาดอาจเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ได้รับการอภัยจากสังคม ก็หมดกำลังใจ กฎหมายที่ออกควรต้องปกป้องคนดีและลงโทษคนไม่ดี แต่เมื่อก้ำกึ่ง ไม่เคลียร์ ก็ควรหยุดคนละก้าวกลับมาคุย และในประวัติศาสตร์วงการแพทย์ การจะออกมาประท้วงกันอย่างนี้ไม่เคยมี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่แพทย์ทำ ดังนั้นควรหยุดฟังแล้วกลับพิจารณากันน่าจะดีกว่า" เลขาธิการแพทยสมาคมกล่าว
ในวันเดียวกัน ที่สำนักงานแพทยสภา ชั้น 7 อาคาร 6 ภายในกระทรวงสาธารณสุข เวลา 13.30 น. นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ พร้อมด้วยนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกและสมุดปกขาวต่อแพทยสภา เพื่อขอให้พูดความจริงหยุดโกหกประชาชนกรณีร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ซึ่งนายนิมิตรและนางปรียนันท์ได้จุดเทียนขนาดเท่ากับเทียนพรรษา 2 เล่ม บริเวณป้ายหน้าสำนักงานแพทยสภา โดยมี ศ.นพ.อำนาจ กุสลานนท์ อุปนายกแพทยสภา เป็นตัวแทนรับจดหมาย
นายนิมิตร์กล่าวว่า ช่วงนี้เข้าพรรษา การจุดเทียนเพื่อให้แพทยสภาอยู่ในศีลธรรม มีสติปัญญาในการไตร่ตรองร่าง พ.ร.บ.นี้โดยไม่มีอคติ เพราะแพทย์บางคนยังไม่ได้อ่านร่าง พ.ร.บ.นี้เลยแล้วมาคัดค้าน แต่ออกมาให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ เช่น ระบุว่าหากมี พ.ร.บ.นี้ จะทำให้มีการฟ้องร้องแพทย์มากขึ้น การพูดดังกล่าวยิ่งสร้างความแตกแยกระหว่างผู้ป่วยกับผู้ให้บริการ หากแพทยสภาหยุดการเคลื่อนไหวผ่านแพทย์บางกลุ่ม ความสงบสันติจะเกิดขึ้นทันที ถ้าต้องการจะคัดค้านก็ควรไปค้านในสภา ในชั้นของกรรมาธิการ เพราะยืนยันว่าร่างนี้จะเป็นประโยชน์กับประชาชนผู้เสียหาย และแพทย์ที่จะช่วยลดการฟ้องร้องลงไป เพราะผู้เสียหายจะได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายมากขึ้น
ด้าน ศ.นพ.อำนาจกล่าวว่า แพทยสภายืนยันว่าต้องถอนร่าง พ.ร.บ.นี้ออกไปก่อน เพื่อพิจารณาให้รอบคอบ หากประกาศบังคับใช้ไปจะไม่สามารถลดความขัดแย้งได้ อีกทั้งหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่ตาม พ.ร.บ.นี้ก็ยังไม่ทราบรายละเอียด เนื้อหาจะกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ จึงเห็นว่าควรจะมีการขยายมาตรา 41 ให้ครอบคลุมประชาชนคนไทยทุกคน
"แพทยสภาเห็นด้วยกับเจตนารมณ์ร่าง พ.ร.บ. แต่ควรถอนออกมาก่อนแล้วมาพูดกันในเวทีข้างนอกทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ข้อยุติ เพราะมีหลายมาตราที่ยังเป็นปัญหาขัดแย้งกันอยู่ เช่น มาตรา 7 คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข ที่ไม่มีตัวแทนสภาวิชาชีพหรือราชวิทยาลัยเป็นกรรมการ นอกจากนี้ยังมีประเด็นการพิสูจน์ถูกผิด ที่มาของเงินกองทุน และลักษณะการจ่ายเงินชดเชย" ศ.นพ.อำนาจ กล่าว และว่า จดหมายเปิดผนึกที่เครือข่ายผู้ป่วยยื่นต่อแพทยสภาจะนำเสนอต่อนายกแพทยสภาและคณะกรรมการบริหารแพทยสภาต่อไป
นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังจากเครือข่ายผู้ป่วยและเอ็นจีโอเข้าหารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองฯ ว่า ต้องพยายามทำทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเท่าที่ฟังทั้งสองฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายได้รับการดูแล รวมทั้งแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขมีความสบายใจในการปฏิบัติงานว่าจะไม่มีการฟ้องร้องตามมา ซึ่งต้องหาทางให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาพูดคุยกัน เพื่อหาจุดยืนร่วมกัน เพราะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ และในการหารือของทั้งสองฝ่ายในสัปดาห์หน้า รมว.สาธารณสุขอาจมาเป็นประธานด้วย โดยจะพยายามทำให้ได้ผลสรุปโดยเร็วที่สุด
"จริงๆ หมอ พยาบาล ไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่ขอให้สามารถทำงานและต้องมั่นใจว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะช่วยลดการฟ้องร้องได้จริง ดังนั้นต้องปรับเข้าหากัน ส่วนข้อเสนอของแพทยสมาคมที่ขอให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ออกมาทบทวนก่อนนำเข้าสู่สภานั้นไม่ขอแสดงความคิดเห็น" นพ.ไพจิตร์กล่าว
ในขณะที่นายจุรินทร์กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งดังกล่าวว่า ได้มอบให้ นพ.ไพจิตร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิญทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกลุ่มแพทย์ที่ออกมาคัดค้านและเครือข่ายผู้ป่วยมาแลกเปลี่ยนความเห็น และให้ได้ข้อสรุปเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ควรเป็นไปร่วมกัน ส่วนความคืบหน้าการเสนอร่าง พ.ร.บ.นั้น ขณะนี้เข้าบรรจุอยู่ในวาระของสภาแล้ว เบื้องต้นมีการนำเสนอทั้งหมด 7 ร่างกฎหมาย มีทั้งร่างที่นำเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ภาคประชาชน และ ส.ส. ส่วนจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) พิจารณา ซึ่งเท่าที่ทราบยังมีวาระการพิจารณาอื่นๆ ที่ยังค้างอยู่ในวาระอีกมาก จึงยังมีเวลาที่ 2 ฝ่ายจะมาพูดคุยกันได้
"หากจะทำอะไร และไม่เป็นการละเมิดสิทธิ์ใครก็ไม่เป็นไร ทำได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่หลักใหญ่ๆ คือ ผมอยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกัน" นายจุรินทร์กล่าวถึงการแต่งดำของแพทย์พยาบาล.








