เลื่อนส่งอ้อยเข้าปากช้าง "ไทย-เขมร" คุยนอกรอบหาที่จบไม่ลง "สุวิทย์" ยืนยันหากมรดกโลกยังอุ้มกัมพูชาจะงัดแผนตอบโต้จากเบาไปหาหนัก ตำหนิ-ประณาม สุดท้ายคือวอล์กเอาต์ ขอเลื่อนไปปี 54 "บัวแก้ว" ตอกย้ำจุดยืน คัดค้านอย่างรุนแรง เพราะยูเนสโกละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหารของเขมรรุกอธิปไตยของไทยนำไปสู่ความตึงเครียด "มาร์ค" ระบุทหารพร้อมทำหน้าที่ ขณะที่แม่ทัพภาค 2 แฉแนวหลังเขมรอาจมีการเคลื่อนกำลัง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ระบุรัฐบาลสอบถามความพร้อมของกองทัพภาคที่ 2 ที่ยืนยันพร้อม 100% ลั่นอดกลั้นไม่ใช้อาวุธเว้นป้องกันตัว
เดิมทีที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล จะพิจารณารับรองแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารตามข้อเสนอประเทศกัมพูชา เวลา 02.00 น. วันที่ 29 กรกฎาคม เวลาในประเทศไทย ที่ประชุมได้เลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 29 กรกฎาคม เวลาประมาณ 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นบราซิล) ซึ่งตรงกับเวลา 22.00 น. (ในประเทศไทย) วันที่ 29 กรกฎาคม เนื่องจากก่อนเวลาประชุมตัวแทนกัมพูชาได้เจรจานอกรอบกับตัวแทนประเทศไทย แต่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้
นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาของไทย ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนท์ทีวีก่อนเข้าร่วมประชุมว่า คณะเจรจาของไทยยังคงยืนยันท่าทีเดิม คือการเสนอให้เลื่อนการพิจารณาแผนจัดการพื้นที่ของกัมพูชาออกไปเป็นปี 2554 หากที่ประชุมยืนยันจะพิจารณาแผนดังกล่าว คณะผู้แทนไทยก็จะมีมาตรการตอบโต้เริ่มจากเบาไปหาหนัก คือไม่ยอมรับแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร และไม่ยอมรับรายงานสภาพการอนุรักษ์ที่กัมพูชาจะเสนอต่อที่ประชุม การออกแถลงการณ์ตำหนิและประณามการทำงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งหากยังไม่เป็นผล ผู้แทนไทยจะเดินออกจากที่ประชุม (วอล์กเอาต์) ทันที
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น นายสุวิทย์ได้เจรจานอกรอบกับนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เกี่ยวกับแผนบริหารการจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร โดยมีเอกอัครราชทูตบราซิลประจำยูเนสโกเป็นผู้ดำเนินการให้มีการเจรจา
บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด ใช้เวลาประมาณ 30 นาที โดยนายซก อาน แจ้งกับคณะฝ่ายไทยว่ายอมให้ทางการประเทศไทยมามากแล้ว และชี้แจงว่าแผนบริหารดังกล่าวไม่ได้นำเขตแดนด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหารมาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริหารจัดการ
ขณะที่คณะผู้แทนไทยแย้งว่า ทางทิศตะวันออก (ด้านบันไดหัก) ยังไม่ได้มีการกันพื้นที่และยังมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ ดังนั้นประชาชนไทยคงรับไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเนื้อหาในเอกสารรายงานสภาพการอนุรักษ์ ซึ่งทางไทยรับไม่ได้ใน 2 ข้อ แต่ทางกัมพูชายืนยันว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะกัมพูชามีโครงการต่างๆ ในพื้นที่และมีระยะดำเนินการ 2 ปี ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการเจรจาทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้
นายอดุล วิเชียรเจริญ ที่ปรึกษาคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย และอดีตคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ เผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีมรดกโลก และท่าทีของประเทศที่คัดค้านคณะกรรมการมรดกโลกด้วยการลาออกจากภาคีของคณะกรรมการมรดกโลก ถือเป็นวิธีการที่ถูกต้องและต้องทำ เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการมรดกโลกชุดนี้มีลักษณะเกื้อกูลและเอาใจช่วยประเทศกัมพูชามาโดยตลอด ไม่เคยเข้าข้างประเทศไทย
ออกแถลงการณ์คัดค้านรุนแรง
ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางจิตริยา ปิ่นทอง รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกมาพบที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือของนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศเกี่ยวกับท่าทีไทย โดยอ้างถึงร่างข้อตัดสินใจที่ 34 COM 7B 66 ซึ่งรับรองแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร (Management Plan) และแผนผังกำหนดเขตกันชน (Zoning Plan) ที่เสนอโดยกัมพูชา ทั้งนี้ สาระสำคัญของหนังสือของรัฐมนตรีว่าการฯ สรุปได้ ดังนี้
1.ไทยคัดค้านอย่างรุนแรงต่อร่างข้อตัดสินใจของคณะกรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร เนื่องจากแผนผังกำหนดเขตกันชนและแผนบริหารจัดการปราสาทพระวิหาร ระบุถึงพื้นที่ที่อาจล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ดังนั้นประเทศไทยขอยืนยันท่าทีว่า การตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับเรื่องปราสาทพระวิหาร ควรจะเลื่อนออกไปจนกว่ากระบวนการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวจะเสร็จสิ้น ตราบใดที่การกำหนดเส้นเขตแดนระหว่างสองประเทศยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศไทยไม่สามารถให้ความร่วมมือต่อข้อตัดสินใจหรือการดำเนินการใดๆ ของคณะกรรมการมรดกโลกได้
2.ประเทศไทยรู้สึกเสียใจต่อการที่คณะกรรมการมรดกโลกไม่ตระหนักถึงความสำคัญและความละเอียดอ่อนของประเด็นปราสาทพระวิหาร และการตัดสินใจในเรื่องนี้จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา นอกจากนี้ คณะกรรมการมรดกโลกยังได้ละเลยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การบริหารจัดการปราสาทพระวิหารไม่สามารถดำเนินการให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากคณะกรรมการฯ ได้เพิกเฉยต่อบทบาทที่สำคัญของไทยในการรักษาและอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร
3.โดยที่กระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยคณะกรรมการมรดกโลก ขาดความโปร่งใสและไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและแนวปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการแจกจ่ายเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเรื่องปราสาทพระวิหารก่อนหน้าการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด และอาจมีการล่วงล้ำดินแดนไทย ในการนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยจึงขอให้ประเทศสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกเลื่อนการพิจารณาร่างข้อตัดสินใจในเรื่องปราสาทพระวิหารออกไปจนกว่าการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหารจะแล้วเสร็จ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.การต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะผู้แทนไทยจะแสดงการคัดค้านด้วยการเดินออกจากที่ประชุม เพื่อแสดงท่าทีให้เห็นว่าไทยไม่เห็นด้วยจากการที่ผ่านมาไทยแสดงท่าทีคัดค้าน ทั้งการประท้วง และการแสดงออกเป็นลายลักษณ์อักษรมาโดยตลอด เพื่อขอให้ดำเนินการตามข้อเสนอที่ให้เลื่อนการพิจารณาประเด็นดังกล่าวออกไปก่อน และอาจะพิจารณาถอนตัวออกจากภาคีสมาชิก เนื่องจากไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับคณะกรรมการมรดกโลกชุดนี้ได้อีกต่อไป
"หากไทยไม่แสดงการตอบโต้ ก็เท่ากับว่ายอมรับในเงื่อนไขดังกล่าว และหากกัมพูชายังดึงดันที่จะยื่นแผนบริหารจัดการเขาพระวิหารเข้าสู่ที่ประชุม จะเป็นเหตุนำพาให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือเลื่อนการพิจารณาประเด็นดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าจะได้ข้อตกลงที่ชัดเจนจากทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา" นายชวนนท์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเช้าวันพฤหัสบดีได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายสุวิทย์ ส่วนกรณีนายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกมาขู่หากคนไทยบุกรุกพื้นที่จะใช้อาวุธปืนยิงใส่นั้น จากการเลื่อนประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก เพื่อต้องการให้ทางไทยกับกัมพูชาคุยกันก่อน เข้าใจว่ามีการพบปะกันแล้ว แต่ยังไม่มีข้อยุติอะไร วาระการประชุมจึงต้องเลื่อนออกไป ส่วนกรณีที่นางฮอร์ นัมฮง พูดนั้น คงไม่ต่างจากที่เราแสดงท่าทีเหมือนกัน
ตอกยูเนสโกผู้สร้างความตึงเครียด
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าทั้งสองฝ่ายแข็งกร้าวทั้งคู่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า นี่คือเหตุผลที่ตนได้บอกกับทางยูเนสโกกับมรดกโลกมาตลอดว่าสถานการณ์มันไม่ควรตึงเครียด ก็มาทำให้ตึงเตรียดด้วยการไปทำเรื่องแผนจัดการดังกล่าว
"ดีที่สุดคือให้ทุกคนกลับเข้ามาสู่กระบวนการเดิมตามที่เรากำหนดเอาไว้ในเอ็มโอยู ขนาดกัมพูชารายงานที่ส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกยังยอมรับเลยว่าตัวแผนที่ใช้ไม่ได้ เพราะมีเอ็มโอยู มีเจบีซีอยู่ ฉะนั้นอันนี้เป็นตัวพิสูจน์อยู่แล้วว่า หนึ่ง ไม่ควรจะเดินหน้าในเรื่องของมรดกโลกและการจัดทำแผนบริหารต่างๆ และยังเป็นการยืนยันสิ่งที่ผมพูดมาตลอดว่าเอ็มโอยูมีประโยชน์ทำให้ทางกัมพูชาไม่สามารถอ้างแผนที่ได้"
ถามว่าได้มอบแนวทางอะไรต่อนายสุวิทย์หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ได้คุยกันตลอด ก็ให้กำลังใจท่าน รู้ว่างานหนัก เพราะนอกจากทำความเข้าใจกับประธาน กรรมการ และยังต้องทำความเข้าใจกับท่านอื่นๆ ด้วย เพราะเขาต้องฟังทางกัมพูชาด้วยเหมือนกัน
ซักว่าการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น จะแก้ปัญหาและได้สั่งการ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมอย่างไร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า เมื่อวันพุธได้คุยกัน ทุกฝ่ายพร้อมทำหน้าที่ของตัวเอง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ว่า บริเวณตามแนวชายแดนยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่เราได้เตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบทุกระดับได้เตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว
ถามว่า กัมพูชาระบุว่าจะมีการตอบโต้คนไทยด้วยอาวุธหากรุกล้ำพื้นที่ รองนายกฯ ตอบว่า อย่าเพิ่งไปตั้งสมมุติฐานว่าเขาจะทำอย่างไร เราตั้งหลักของเราให้ดี คนไทยทุกคน ข้าราชการ ทหาร มีหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ
"เราไม่ก้าวร้าวใคร ไม่บุกรุกใครก่อนแน่นอน แต่ในพื้นที่ที่เป็นเขตอธิปไตยของเรา เราจำเป็นที่จะต้องรักษา ดังนั้นมาตรการใดๆ ที่เราได้เตรียมเอาไว้เป็นการปกป้องอธิปไตยของเราและถ้า ทางกัมพูชารุกล้ำเข้ามาเราก็ไม่ยอมเช่นกัน" นายสุเทพกล่าว
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่คณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนวาระการประชุมพิจารณาแผนบริหารจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชาออกไปนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่การดำเนินการก็ไม่ง่าย ซึ่งคณะผู้แทนไทยต้องพูดคุยกันต่อไป
ส่วนกรณีของนายฮอร์ นัมฮง เขาบอกว่า เราพยายามระมัดระวังไม่ต้องการให้นานาประเทศเห็นว่าประเทศเล็กถูกกดดัน ส่วนที่อดีตเจ้าของประเทศอาณานิคมเคลื่อนไหวนั้นเขาก็คงมีวัตถุประสงค์ของเขา
"เรายืนยันว่าไทยจะไม่มีการล้ำเข้าไปในดินแดนที่ไม่ใช่ของเรา และก็เชื่อว่าทางกัมพูชาเองก็จะไม่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่ยังเป็นปัญหา 4.6 ตารางกิโลเมตร และหากองค์กรหรือใครจะเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นของเรา ยืนยันว่าจะต้องมีการขออนุญาตจากเราก่อน ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งสองประเทศก็ควรมีการเจรจาหารือกันเองเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ" นายปณิธานกล่าว
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย บอกว่า ได้กำชับให้นายกองเอกวิลาศ รุจิวัฒนพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้ดูแลประชาชนแนวชายแดนอย่างเต็มที่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่น่ากังวล อะไรที่ดีก็พยายามทำให้ดีที่สุด
กองทัพมีแผนแล้ว
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า กองทัพมีแผนรองรับสถานการณ์ทุกอย่าง กองทัพเราทำทุกขั้นตอนและทำมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาทำ เรามีการประสานงานกันอย่างดี เมื่อถามว่า กัมพูชาระบุว่าหากมีการรุกล้ำเข้าไปจะมีการปะทะแน่นอน รมว.กลาโหมตอบว่า อย่าเพิ่งไปพูดถึงขนาดนั้น ขณะนี้คณะกรรมการมรดกโลกพูดเฉพาะมรดกโลก ส่วนเรื่องเขตแดนเรามีคณะกรรมการปักปันเขตแดนดูแลทุกภาค ด้านกัมพูชาเราก็มีคณะกรรมการชายแดนดูแลอยู่ ยืนยันว่าสถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง และทางแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ดูแลพื้นที่อย่างดี ซึ่งไม่ได้มีท่าทีแข็งกร้าวอะไร ต่างฝ่ายต่างดูแลผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ
พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก เผยว่าไทยไม่มีนโยบายการรบกันอยู่แล้ว ซึ่งเราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คงต้องมีการพูดคุยกัน และในส่วนของกองทัพยังสามารถคุยกันได้อยู่ จึงคิดว่าเหตุการณ์ไม่น่ามีความรุนแรงอะไร กำลังตามแนวชายแดนที่วางอยู่ไม่ได้มีการเพิ่มเติมหรือมีการแสดงกำลังแต่อย่างใด
พล.ท.วีร์วลิต จรสัมฤทธิ์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างเดินทางให้นโยบายกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดแนวพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรว่า การวางกำลังตามแนวชายแดนฝั่งกัมพูชานั้นยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวกำลังอะไรมาก แต่อาจจะมีบางส่วนที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ของเขา ซึ่งเป็นเพียงข่าวสารที่เราได้รับว่ามีการเพิ่ม แต่ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการเสริมกำลังตามแนวชายแดน แต่อยู่ในส่วนลึกออกไป ซึ่งเราอยู่ระหว่างการตรวจสอบอยู่
"มาตรการทางทหารก็เป็นมาตรการรองรับ แต่ทุกฝ่ายก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์หรือความรุนแรงจนกระทั่งถึงการใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น ผมก็พยายามชี้แจงและมาดูความเรียบร้อบของกำลังในพื้นที่ เพื่อให้อดทน อดกลั้น ไม่นำไปสู่การใช้อาวุธ เว้นแต่เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม เราก็ต้องป้องกันตัว หรืออาจจะมีการรุกล้ำดินแดน เราก็ยอมไม่ได้ อย่างที่ได้ประกาศหลายๆ ครั้งว่าจะไม่ยอมเสียดินแดนหรืออธิปไตยของประเทศเป็นอันขาด"
ถามว่าการละเมิดเอ็มโอยูของกัมพูชา ทั้งการสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยเฉพาะการทำถนนขึ้นเขาพระวิหารจะมีมาตรการแก้ไขอย่างไร พล.ท.วีร์วลิตตอบว่า เส้นทางที่เขาทำขึ้นเขาพระวิหารเป็นเส้นทางเดิมที่ได้มีการปรับปรุงตั้งแต่เดิมก่อนที่มีปัญหา ในช่วงหลังมีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุง เขาจะนำประชาชนขึ้นมาเที่ยวบ้าง เส้นทางนั้นเราก็ได้เฝ้าตรวจตลอดเวลา คิดว่าไม่น่าวิตก หากมีการเพิ่มเติมกำลังเราคงจะสามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ จุดที่สำคัญน่าจะอยู่ที่พื้นที่ทับซ้อน หรือพื้นที่อ้างสิทธิ์ใน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งไทยและกัมพูชาถือแผนที่คนละฉบับ โดยไทยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก ถือเป็นพื้นที่พิพาทที่ยังไม่ได้ตกลงกัน
"ทั้งสองประเทศยังสามารถพูดคุยกันได้ เรายังไม่ได้ปิดกั้นอะไร เราพยายามรักษาระดับความสัมพันธ์เอาไว้ เพียงแต่เราจะไม่ยอมเสียสิทธิ์ เราฟังนโยบายจากผู้บังคับบัญชาและรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการสอบถามความพร้อมมายังกองทัพภาคที่ 2 โดยเรามีความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์" พล.ท.วีร์วลิตระบุ
แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า หากการเจรจาไม่เป็นผล ทางกองทัพภาคที่ 2 มีความพร้อมทุกด้านเพื่อรักษาอธิปไตยของเรา แต่ทั้งนี้อยู่ที่การสั่งการของรัฐบาลอีกครั้ง ทั้งนี้เท่าที่ได้รับประสานงานกับ สมช. ขณะนี้ได้มอบหมายให้ รมว.การต่างประเทศ และ รมว.กลาโหม ในการใช้ช่องทางในการแก้ไข ซึ่งในเดือนหน้าจะมีการประชุมเจบีซี เพื่อหารือเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
แม่ทัพภาค 2 ตรวจพื้นที่
จากนั้นเวลา 17.00 น. พล.ท.วีร์วลิตได้ให้โอวาทกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณด่านตรวจภูน้อย ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร พร้อมเน้นย้ำให้มีการระมัดระวังและตรวจการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้กำลังพลมีความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน กองกำลังสุรนารีได้พาคณะสื่อมวลชนเข้าไปบริเวณฐานพลาญยาวซึ่งเป็นฐานทหารซึ่งสามารถเห็นบริเวณพื้นที่ที่กัมพูชาละเมิดเอ็มโอยู เช่น บริเวณภูมะเขือ และพื้นที่ในเขตทับซ้อน 4.6 กิโลเมตร ซึ่งกัมพูชาได้สร้างสิ่งปลูกสร้าง ที่พักอาศัย ฐานทหาร ชุมชนครอบครัวทหาร จากนั้นได้พาคณะไปบริเวณเขาสตะโสม ซึ่งสามารถมองเห็นพื้นที่ด้านตะวันออกถึงทางทิศใต้ ซึ่งกัมพูชาได้ขีดเส้นจัดทำเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ที่ยื่นให้ยูเนสโก
ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฮอร์ นัมฮง ออกมาโจมตีว่าเป็นความพยายามของ "คนตกยุค" ที่จ้องแต่จะรื้อฟื้นขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตมาเป็นประเด็นไม่จบไม่สิ้น
ท่าทีเช่นนี้ของนายฮอร์ ปรากฏหลังจากที่ "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" ของไทยจำนวนนับพันคนรวมตัวกันประท้วงที่ด้านหน้าสำนักงานส่วนภูมิภาคขององค์การยูเนสโกในกรุงเทพมหานคร เพื่อยื่นหนังสือขอให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 34 ที่ประเทศบราซิล เลื่อนการพิจารณาแผนการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะแหล่งมรดกโลกของกัมพูชาออกไปก่อน จนกว่าข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบโบราณสถานดังกล่าวจะได้ข้อยุติ
โดยนายฮอร์ยืนยันว่า การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารในฐานะแหล่งมรดกโลกได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ไม่ว่าคนไทยและประเทศไทยจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงความจริงข้อนี้ได้ นอกจากนี้ รัฐบาลกัมพูชาไม่ได้หนักใจกับการพยายามคัดค้านการเสนอแผนของกัมพูชาในที่ประชุมที่บราซิลเลย เนื่องจากรัฐบาลทราบมานานแล้วว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะมีท่าทีลักษณะนี้ ขณะที่ทางด้านทหารกัมพูชานั้น พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการกองทัพบกกัมพูชา ในจังหวัดพระวิหาร ระบุว่า ได้แจ้งกับนักการทูตของนานาชาติในกรุงพนมเปญไปแล้ว เกี่ยวกับพฤติกรรมของทางการไทย ที่พยายามใช้พระสงฆ์และชาวบ้านเป็นเครื่องมือในการรุกล้ำพรมแดนของกัมพูชา บริเวณพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ขณะที่พรรคการเมืองใหม่ออกแถลงการณ์เรื่องการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ยกเลิกเอ็มโอยูที่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ระบุว่า ไม่ว่าผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกจะจบลงอย่างไรก็ตาม บัดนี้ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่ากรณีนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงยิ่งที่จะเสียดินแดนรอบปราสาทพระวิหารอย่างน้อย 4.6 ตารางกิโลเมตร และมีโอกาสที่จะสูญเสียดินแดนเพิ่มเติมอีกจำนวนมหาศาล
เราเห็นว่าประเทศไทยยังมีความชอบธรรมและไม่สายจนเกินกาลที่จะแสดงจุดยืนปกป้องอธิปไตยของชาติ ทั้งนี้มีเหตุผลทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยจำเป็นจะต้องคัดค้านดังต่อไปนี้ ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนเขาพระวิหารในทิวเขาดงรัก ในฟากฝั่งไทยของเส้นสันปันน้ำจึงอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทยโดยสิ้นเชิง
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินมิให้ไทยเปิดปาก คือไทยถูกปิดปากมิให้อ้างอธิปไตยของไทยโดยอาศัยกฎหมายปิดปาก (Estoppel หรือ Preclusion) ศาลมิได้ชี้ขาดความถูกต้องของเส้นเขตแดนที่ลากบนแผนที่ 1/200,000 ผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของกัมพูชา
รัฐบาลไทยชอบที่จะประกาศยกเลิกบรรดาข้อตกลงหรือเอ็มโอยู หรือข้อเสนอใดที่มีการอ้างอิงหรือพาดพิงถึงแผนที่ฉบับ 1/200,000 แม้ในฐานะเอกสารประกอบ เพราะถ้าไม่ชี้ให้เห็นที่ผิดแต่แรกจะสร้างความคลุมเครือ และสุ่มเสี่ยงต่อการยกดินแดนให้กัมพูชาโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญไทย และขัดต่อคำสั่งศาลปกครองในกรณีที่เกี่ยวข้องกับแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา พ.ศ.2551 ด้วย
ด้วยเหตุผลข้างต้น พรรคการเมืองใหม่ขอเรียกร้องรัฐบาล-กองทัพ ประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนได้ผนึกพลังร่วมกันในการปกป้องรักษาเอกราช ดินแดนของประเทศไทย ด้วยความเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว.








