Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

76 โครงการมาบตาพุด รอปลดล็อก..ดูดเงินลงทุนเข้าไทย


   ผ่านมากว่า 230 วันแล้วกับการพยายามแก้ปัญหาการลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง นับตั้งแต่วันที่ ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งระงับกิจการชั่วคราวที่อยู่ในมาบตาพุดทั้ง 76 โครงการ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2552
     ถึงวันนี้เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์รำไร หลังจากการประชุมของ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2553 ได้มีมติเห็นด้วยกับร่างประกาศประเภทกิจการที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง
     โดย ร่างประกาศประเภทกิจการรุนแรงที่บอร์ดสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยเบื้องต้นและมีความชัดเจนจำนวน 11 กิจการ จากทั้งหมด 18 กิจการ ตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหามาบตาพุด ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เสนอมา และมี อีก 2 กิจการ  ที่ต้องให้คณะผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาแล้วนำมาเสนอใหม่เป็นรายโครงการ ส่วน อีก  5 โครงการ ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า รอดพ้นจากการเป็นกิจการรุนแรง แต่ อีก 3 กิจการ ที่เหลือ แม้ว่าจะไม่ถูกจัดเป็นประเภทกิจการรุนแรง แต่ก็ทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)
     หลังจากบอร์ดสิ่งแวดล้อมมีมติออกมาเช่นนี้ ถือเป็นการ "สร้างความหวัง" ให้กับภาคเอกชนได้เป็นอย่างดี เพราะเท่ากับว่าการลงทุนต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่น่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยเฉพาะ 76 โครงการที่ติดอยู่ในมาบตาพุด เพราะสามารถนำเอาร่างมติผลการประชุมของบอร์ดสิ่งแวดล้อมที่เคาะประเภทกิจการรุนแรงออกมาแล้ว ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงต่อศาลปกครองกลางในการขอ "ปลดล็อก" คำสั่งคุ้มครองระงับกิจการชั่วคราว
     แต่ดูเหมือนปัญหามาบตาพุดจะยังไม่ยอมจบลงง่ายๆ เพราะทางเครือข่ายเอ็นจีโอที่นำโดย นายสุทธิ  อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ก็มีท่าทีไม่เห็นด้วยกับ 11  ลิสต์กิจการรุนแรงที่ออกมา เนื่องจากเห็นว่าหลายกิจการที่กำหนดเอื้อต่อภาคอุตสาหกรรมมากเกินไป เพราะไม่มีการกำหนดในเรื่องของพื้นที่ และบางโครงการก็มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น
     โดยขู่ว่าจะมีการนัดชุมนุมเครือข่ายทั่วประเทศ
     เช่นเดียวกับ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ที่เป็นแกนนำในการยื่นฟ้องศาลปกครองคดีมาบตาพุด ก็เตรียมยื่นฟ้องศาลฯ ให้ยกเลิกมติการกำหนด 11 กิจการรุนแรง เพราะถือว่าเป็นการบิดเบือนเสียงส่วนใหญ่ของภาคประชาชนที่มีมติและเห็นชอบ 18 กิจการตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายฯ เสนอ
     โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มอบหมายให้อัยการที่เป็นตัวแทน 8 หน่วยงานรัฐที่ถูกฟ้อง นำร่างมติประกาศประเภทกิจการรุนแรงตามที่บอร์ดสิ่งแวดล้อมเห็นชอบ 11 กิจการ ยื่นเป็นข้อมูลใหม่ให้ศาลปกครองกลางพิจารณาไต่สวนเพื่อสืบโจทย์และพยาน โดยศาลได้นัดพิจารณาคดีอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย.2553 นี้
     แต่เชื่อว่าไม่ว่าคำตัดสินใจของศาลจะออกมาลักษณะใด ทั้งผู้ถูกฟ้องและผู้ฟ้อง ก็จะต้องใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์แน่
     ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งและคำวินิจฉัยออกมาแล้ว 5 ครั้ง ให้โครงการดำเนินการต่อได้ 40 โครงการ แบ่งเป็น 1.ศาลปกครองยกเว้นคำสั่งคุ้มครอง 11 โครงการ 2.ศาลปกครองวินิจฉัยว่าได้ใบอนุญาตก่อนรัฐธรรมนูญ 1 โครงการ 3.ศาลปกครองมีคำสั่งให้หน่วยงานอนุมัติตรวจสอบโครงการที่ไม่เข้าข่ายอีไอเอ 14 โครงการ 4.ศาลปกครองมีคำสั่งผ่อนผันให้ก่อสร้างและทดสอบเครื่องจักร 9 โครงการ 5.ศาลปกครองมีคำสั่งผ่อนผันให้ก่อสร้างและทดสอบเครื่องจักรเพิ่มเติม 5 โครงการ
     สำหรับโครงการที่เหลืออีก 36 โครงการ แบ่งเป็น 1.โครงการที่ผู้ประกอบการชะลอการดำเนินการ 7 โครงการ 2.โครงการที่ยื่นขอผ่อนผันและเตรียมหาทางช่วยเหลือ 29 โครงการ
     โดยเนื้อหาของตุลาการที่ได้แถลงความเห็นทางคดีเมื่อวันที่ 26 ส.ค. มีเนื้อหาที่ระบุว่าโครงการทั้งหมดยังไม่เข้าข่ายประเภทโครงการที่มีความรุนแรง จึงสมควรยกฟ้อง ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเสมือนเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า
     ด้านภาคเอกชนโดย นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็แสดงความโล่งใจในระดับหนึ่ง และเชื่อมั่นว่าผลการตัดสินของศาลปกครองกลางในวันที่ 2 ก.ย.นี้ น่าจะออกมาในแนวทางที่เป็นบวก เพราะมั่นใจว่าที่ผ่านมาภาคเอกชนได้ดูแลทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพและชุมชนเต็มที่ และไม่ว่าโครงการจะเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ ก็ยินดีที่จะทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) แต่ก็ต้องยอมรับว่า การทำรายงานเอชไอเอยังเป็นของใหม่สำหรับเอกชน ระยะแรกอาจจะติดขัดบ้าง แต่ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะที่ผ่านมาภาคเอกชนก็รอมานานเกือบปีแล้ว
     "ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เปิดโอกาสให้ชุมชนสามารถฟ้องร้องได้หากเห็นว่ากิจการใดมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น เชื่อว่าภาพรวมเอกชนคงไม่ต้องการปัญหาตามมา แม้ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงก็คงจะทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพประกอบในรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ส่วนกิจการใดที่คลุมเคลืออาจจะต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัย ซึ่งเท่าที่พิจารณากิจการที่จะเข้าข่ายรุนแรงมีไม่มาก" นายพยุงศักดิ์กล่าว
     อย่างไรก็ตาม หลังจากศาลปกครองกลางมีคำตัดสินออกมาชัดเจนแล้ว ภาคเอกชนโดย ส.อ.ท.จะทำหนังสือชี้แจงไปยังเครือข่ายต่างประเทศเพื่อชี้แจงเรื่องความชัดเจนในการแก้ปัญหามาบตาพุด รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศแก่นักลงทุนต่างชาติด้วย เพราะที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามาบตาพุดเป็นพิเศษ เพราะมองว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะกลางและยาว แต่ที่มีการลงทุนอยู่แล้วก็คงถอดไม่ได้ แต่ถ้าไม่จบก็อาจต้องไปขยายการลงทุนที่อื่นแทนไทย
     ขณะที่ นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า หลังจากที่มีการประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมา ก็จะทำให้ภาพการลงทุนไทยชัดเจนขึ้นอีกระดับหนึ่ง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็ยิ้มออกมาได้ระดับหนึ่ง แต่คงต้องรออีกระยะให้ภาพชัดเจนกว่านี้ แต่โดยรวมหากปัญหามาบตาพุดชัดเจน ก็จะทำให้การลงทุนของไทยน่าจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้น
     "ตอนนี้คงต้องรอคำพิจารณาจากศาลปกครองกลางออกมาก่อนว่าจะออกมาแนวทางใด ซึ่งหากมีความชัดเจนก็คาดว่าน่าจะมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอการตัดสินใจ 2-3 โครงการ รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยได้ ซึ่งในส่วนของบีโอไอต่อจากนี้ก็จะนำความชัดเจนที่ได้ไปชี้แจงให้นักลงทุนต่างชาติได้" นางอรรชกากล่าว
     นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมคงต้องรอคำตัดสินของศาลปกครองกลางเกี่ยวกับคดีมาบตาพุดออกมาก่อนว่าจะออกมาอย่างไร โดยได้มีการเตรียมพร้อมเป็นการภายในกับในกระทรวงพอสมควรถึงแนวทางปฏิบัติหลังวันที่ 2 ก.ย. ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงเตรียมศึกษาข้อกฎหมายที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคำพิพากษาไว้แล้ว
     โดยกระทรวงได้เตรียมดำเนินการ 2 เรื่อง คือ เตรียมยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมเรื่องประเภทกิจการรุนแรง 8 กิจการทันทีเมื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการ ที่ต้องรอการลงราชกิจจานุเบกษาก่อน คาดว่าจะใช้เวลาภายในสัปดาห์หน้า
     หลังจากนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จะเร่งตรวจสอบว่าโครงการที่ได้ใบอนุญาตหลังรัฐธรรมนูญมีกี่โครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง
     "ความชัดเจนของโครงการมาบตาพุดจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นการลงทุน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมที่จะเดินทางไปโรดโชว์ที่จีนวันที่ 1-5 ก.ย.53 และจะเดินทางไปโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นวันที่ 14-18 ก.ย.นี้ จะถือโอกาสนี้ชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหามาบตาพุดให้นักลงทุนต่างชาติรับทราบ" นายชัยวุฒิกล่าว
     อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลของการตัดสินคดีของศาลปกครองฯ จะออกมาในแนวทางใด สิ่งที่ภาครัฐคาดหวังก็คือ หากออกมาเป็นบวก โครงการที่ไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรงและทำเอชไอเอและอีไอเอแล้ว สามารถเดินหน้าได้ทันที ส่วนโครงการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรง ก็รอการจัดทำเฮชไอเอและอีไอเอเสร็จตามเงื่อนไข ก็จะดำเนินการกิจการได้เช่นกัน
     แต่ถ้าผลที่ออกมาเป็นลบ ทุกอย่างกลับไปเริ่มใหม่ รัฐบาลก็คงมีงานใหญ่ เพราะต้องหาสารพัดวิธีมามัดใจและสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนเพื่อรักษาการลงทุนในไทยไม่ให้ถอยหลังเข้าคลอง และเชื่อว่าผู้ฟ้องร้องคงยังไม่เห็นด้วยกับประเภทกิจการรุนแรงที่ออกมา และคงไม่มีนักลงทุนชาติไหนที่จะทนอยู่ความไม่ชัดเจนแบบนี้ได้แน่.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์