ตามสภากาแฟเช้าวันนี้ (๓๐ ส.ค.๕๓) สมาชิกคงคึกคักและพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นพิเศษ เพราะแต่ละคนคงเปรี้ยวปากมาตั้งแต่เย็นวาน คือตั้งแต่เปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรีอ ส.ก. แจมด้วย ส.ข. บางส่วนนั่นแหละ มันมีหลายเรื่อง-หลายประเด็นที่อยากยกขึ้นมาเป็นหัวข้อถกกันบนโต๊ะกาแฟใจแทบขาด ถึงแม้จะรู้กันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่ายังไงๆ ประชาธิปัตย์ก็ชนะ
แต่แหม...อยากลุ้นให้แพ้บ้าง เพื่อความมันส์-สะใจ ไงล่ะ!
เรียกกันติดปากว่า ส.ก.แล้วรู้กันหรือเปล่าล่ะว่า ส.ก.คืออะไร มีหน้าที่ทำอะไร หลายคนคงบอกว่า "ก็พอรู้ แต่ไม่ลึกนัก" แค่นั้นก็ดีแล้วครับ แต่คนกรุงเทพฯ อีกจำนวนมากคงไม่สนใจที่จะรู้ เพราะเหตุนั้น เมื่อวานนี้ จึงออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันแค่ปริ่ม ๔๐% เป็นอย่างสูง ซึ่งดูแล้วก็น่าอาย
แหกปากตะโกนเรียกหาประชาธิปไตยถึงขั้นเผาบ้าน-เผาเมืองบ้าง ยึดโน่น-ยึดนี่อ้างเป็นการต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตยบ้าง แต่ถึงคราวแสดงออกตามวิถีทางประชาธิปไตยโดยตรง คือทางการให้สิทธิ์ประชาชนชี้ขาดว่าจะเลือกเอาใคร-พรรคไหนบริหารบ้านเมือง ฮึ...
กูไม่สน!?
นี่ฝรั่ง "นายอัมสเตอร์ดัม" ที่ทักษิณเขาจ้างไว้ออกข่าวด่าประเทศไทยมันคงงงว่า เอ๊ะ...แล้วกูจะพลิกแพลงตะแบงข่าวตอแหลให้ชาวโลกเขาเชื่อได้อีมุมไหน เพราะมันขัดแย้งกันอยู่ในตัว จนไม่รู้จะกะล่อนยังไงไม่ให้เขาถามย้อนศร
ก็เมื่อคราวพฤษภาชูว่าประชาชนสวมเสื้อแดงออกมาต่อสู้เพื่อเอาประชาธิปไตย ออกมากันเป็นหมื่น-เป็นแสน แต่พอเขาให้เลือกตั้ง ปรากฏว่า ลำพังคนเสื้อแดงที่เรียกหาประชาธิปไตยกลับออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่าคนที่เขาไม่ได้ร้องหาประชาธิปไตย?
สรุปแล้ว...คนเสื้อแดง ต้องการประชาธิปไตยจริงๆ
หรือ...เพียงต้องการทักษิณ
แล้วยกเรื่องประชาธิปไตยบังหน้า หาเหตุเผาบ้าน-เผาเมือง?
ผมก็เพิ่งแจ่มแจ้งเดี๋ยวนี้เองว่า "ตัวประชาธิปไตย" ในทัศนคติพวกเสื้อแดง-พวกพรรคเพื่อไทยก็คือ "ตัวทักษิณ" นี่เอง ได้ทักษิณกลับเมืองไทย ทำอะไรไม่ผิด นั่งอยู่เหนือกฎหมาย เป็นใหญ่แต่ผู้เดียวในเมืองไทย นั่น..อย่างนั้นแหละคือประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยตามที่พวกเสื้อแดงปรารถนาให้เป็น!
เอาหละ..ก่อนจะคุยกัน บอกให้ทราบเป็นความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า โครงสร้างของ กทม. ประกอบด้วยผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง และสภากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมาชิก คือ ส.ก.จาก ๕๐ เขต เดิม ๕๗ คน แต่ครั้งนี้เพิ่มเป็น ๖๑ คน เพราะบางเขตมีประชากรเพิ่มมากขึ้น
เขาใช้เกณฑ์ ๑๕๐,๐๐๐ คน ต่อ ส.ก. ๑ คน เหมือน ส.ส.ในการเลือกตั้งปีนี้ คือเมื่อวานนี้แหละ เพิ่มเป็น ๖๑ คนเป็นสมัยแรก เพราะมี ๑๑ เขตที่มีคนเพิ่มมากจนต้องมี ส.ก.๒ คน คือที่ เขตบางเขน, จตุจักร, สวนหลวง, ดอนเมือง, สายไหม, ลาดกระบัง, คลองสามวา, ประเวศ, จอมทอง, บางแค และบางขุนเทียน
นี่...ทั้ง ๑๑ เขตที่มี ส.ก.ได้ ๒ คน เราเลือกให้เขาไปทำหน้าที่ควบคุม ตรวจสอบ และดูแลการบริหารราชการ กทม.ของฝ่ายบริหาร คือฝ่ายผู้ว่าฯ กทม. และคณะนั่นแหละ จะเปรียบให้เห็นก็เหมือนรัฐบาลที่มี ส.ส.ทำหน้าที่ตรวจสอบในรัฐสภา กทม. ก็มีสภา กทม. แล้ว ส.ก.ก็ใช้สภา กทม.เป็นที่ตรวจสอบการบริหาร การใช้งบ
พอเข้าใจกันแล้วนะครับ ส.ก.มีอายุ ๔ ปี เราเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๓ ก.ย. ๔๙ นี่ก็ครบ ๔ ปี จึงเลือกตั้งกันใหม่เมื่อวาน แต่น่าเสียดายกว่าเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว
คือสมัยนั้น คนกรุงออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกัน ๔๑.๙๔% ก็ว่าน้อยอยู่แล้ว ผ่านไปอีก ๔ ปี นึกว่าประชาธิปไตยจะบานกันเต็มหัวอก-หัวใจ เพราะเห็นเรียกร้องจนคนเขาจ้องดูกันทั้งโลก
แต่ โถ...พอให้เลือกตั้ง มีซักแค่ ๔๐% ก็แทบไม่ถึง!
สรุปก็คือ ประชาธิปไตยสำหรับประเทศไทย จะเป็น "ประชาธิปไตยจัดตั้ง" ชัดเจนมากขึ้น จากสภาเล็กเป็นอย่างนี้ เมื่อไปถึงสภาใหญ่ ซึ่งก็ออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างเก่งก็ ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายแล้ว ก็หนีไม้พ้นคำว่า "ประชาธิปไตยจัดตั้ง" อยู่ดี
และเมื่อดูตัวเลข "จัดตั้ง" จากผลเลือกตั้งใน ๕๐ เขต ๖๑ ที่นั่ง ประชาธิปัตย์กวาด ส.ก.ไปกว่า ๔๐ ที่นั่ง เพื่อไทยไม่ถึง ๒๐ ที่นั่ง ก็ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาแจกแจง สรุปได้เลยว่า "ฐานเสียง" ของประชาธิปัตย์แน่นหนา และแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ได้มากกว่า "เพื่อไทย"
และไม่เพียงมากกว่าเฉยๆ เป็นมากกว่าที่ "กินเสียง-กินพื้นที่" เพื่อไทยที่มีอยู่เดิมแหว่งไปด้วย!
ซึ่งก็น่าคิด การเลือก ส.ก.ครั้งนี้ เป็นการทดสอบ "ฐานเสียง-ฐานคะแนน" ระหว่างประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ผลที่ออกมา ฐานเสียงเพื่อไทยแพ้ประชาธิปัตย์ ดังนั้น คนที่นอนหลับทับสิทธิ์อีกกว่า ๖๐% เมื่อถึงคราวเขาพอใจจะออกมาใช้สิทธิ์ ก็พอประเมินได้ว่า ไม่ได้ออกมาเพื่อจะเลือกพรรคเพื่อไทยค่อนข้างแน่
เพราะคนที่จะเลือกเพื่อไทยนั้น ในภาวการณ์ที่ต้องการ "สร้างภาพปริมาณแดงครองมือง" ในขณะนี้ เมื่อมีช่องให้สำแดงพลัง เขาต้องไม่รีรอที่จะออกมาสำแดง ดังเช่นการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ผลที่ออกมา
คือ... "ไม่ออกมา"!
แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่า ทีชุมนุมทำไมออกมาซึ่งลำบากตรากตรำกว่า ผิดกับออกมาเลือกตั้ง แค่นาที-ครึ่งนาทีเท่านั้น ทำไมจึงไม่ออกมา?
ก็น่าจะได้คำตอบว่า เจ้าภาพ และท่อน้ำเลี้ยง คือตัวแปร!?
และถ้าถามกันต่อไปว่า จากผลเลือกตั้งครั้งนี้ จะใช้เป็นฐานวัดใจรัฐบาลคือ "ประชาธิปัตย์" ได้หรือไม่ว่า จะตัดสินใจเรื่องยุบสภา หรือไม่ยุบสภา หลังเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าหรือไม่?
คำตอบของผมคือ ในภาพรวม มกรา-กุมภา-มีนา ภายใน ๓ เดือนนี้ รัฐบาลคงตัดสินใจยุบสภาเป็นเปอร์เซ็นต์สูง แต่ในภาพย่อย หลังตุลาไปประชุมยูเอ็นแล้ว เจรจากับฮุน เซน คลี่คลายปัญหาชายแดน และปัญหาปราสาทพระวิหารลงตัวแล้ว เมื่อคะแนนนิยมในตัวอภิสิทธิ์อยู่ในภาวะสุกงอม ก็อาจตัดสินใจยุบสภา เลือกตั้งปลายปีได้
ก็ถามเซ้าซี้ถามกันต่อไปว่า ปัญหาแทรกซ้อนล่ะ จะมีมั้ย?
คำตอบคือ มี..!
แต่ที่มีนั้น จะมีผลให้ต้องตัดสินใจฉับพลันไปทางใด-ทางหนึ่งบนสถานการณ์ที่พลิกผัน...ไม่มี!
ท่านมหาตมะ คานธี เคยพูดว่า "ทรัพยากรในโลกนี้มีเพียงพอให้กับมนุษย์ใช้อาศัยอยู่กินได้ด้วยกันทุกคน เว้นแต่ว่ามนุษย์จะบริโภคทรัพยากรนั้นด้วยความละโมบและเห็นแก่ตัว"
อำนาจบริหารประเทศในยามนี้ก็ทำนองนั้น ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ ชั่งจังหวะ-ชั่งใจ ได้ถูกต้องตามสถานการณ์ ไม่บริโภคอำนาจด้วยความละโมบ อำนาจจะมีให้ท่านเสมอ แต่ถ้าเห็นได้เปรียบ ชาวบ้านพอใจ ก็จะอยู่มันไปยันเก อย่างนั้น ผมไม่รับประกัน!
ยิ่งในภาวะที่ชาวบ้านเขานินทา เป็นสมภารให้ลูกวัดปล้น ซึ่งเขาหมายถึงบางพรรคร่วม-บางคนใกล้ตัว ยิ่งไม่จำเป็นต้องลากยาว เพราะยิ่งยาว ก็ยิ่งจะเข้าตัว ถึงแม้ชาวบ้านจะเข้าใจว่า การเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยต้องอาศัยเสียง-อาศัยมือเป็นปริมาณค้ำรัฐบาล ค้ำเก้าอี้นายกฯ
แต่ความอดทนของมนุษย์มีขีดจำกัด กระทรวงคมนาคมบ้าง กระทรวงพาณิชย์บ้าง กระทรวงมหาดไทยบ้าง แม้กระทั่งกระทรวงยุติธรรมเองก็เถอะ ถามชาวบ้านมันยาก เพราะกระจัดกระจาย เอาแค่ลองไปซาวเสียงถาม "บรรดาข้าราชการ" ในแต่ละกระทรวงเหล่านั้นดูก็พอว่า
เขาพูดจาถึงพฤติกรรม "เจ้ากระทรวง" ว่าอย่างไรบ้าง?
อย่าบริหารประเทศเพียงแค่ใช้ "ทักษิณ-เสื้อแดง-เพื่อไทย" เป็นตัวตั้งโจทย์การเมือง ต้องดูเงาพรรคตัวเอง ดูบทบาท-พฤติกรรมพรรคร่วม ฟังเสียงประชาชน ฟังเสียงข้าราชการด้วยว่าเขามองรัฐบาล และพูดจาถึงรัฐบาลว่าอย่างไร?
บอกกันตรงๆ ที่รัฐบาลหนังเหนียวอยู่ได้ถึงวันนี้เพราะประชาชนเห็นใจ-เข้าใจ "นายกฯอภิสิทธิ์" และเชื่อใจว่า ลำพังตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ ตั้งใจดี มีความซื่อสัตย์-สุจริต กล้าหาญ และอดทน แต่ก็นั่นแหละ เมื่อมีดี ก็อย่าตะบี้-ตะบันให้คนอื่น "ใช้ดี" นั้นเป็นบารมีปกป้องโจร
วันหน้ายังมี อย่าใช้ดีจนหมดวันนี้ล่ะ!








