สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
สมาชิก "สมพจน์ สิงห์สุวรรณ" ยกมือขออภิปรายถึงการผ่าตัดเนื้อร้าย ที่ก่อตัวขึ้นในประเทศไทยของเราจนอยู่ในขั้นที่อันตรายแล้ว
เรียน ท่านประธานท้วมและท่านสมาชิกที่รักยิ่งทุกท่าน
ผม สมพจน์ สิงห์สุวรรณ สมาชิกสภาประชาชนครับ ได้ยินได้ฟังท่านสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายด้วย "สมอง" กันไปแล้ว ผลที่ออกมาก็คงจะทำให้ประชาชนคนฟังต้องพลอย "ปวดสมอง" ไปด้วยไม่มากก็น้อย
ผมจึงใคร่ขอยกมืออภิปรายด้วย "หัวใจ" สไตล์สภาประชาชนบ้างครับ คือแทนที่เราจะทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยากนั้น เราก็อาจจะมองเห็นแนวทางที่จะทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นบ้างก็เป็นไปได้ และคงไม่ทำให้ต้อง "ปวดหัวใจ" แต่ประการใด
ท่านประธานคงเห็นด้วยกับผมนะครับ ว่าอาการของประเทศไทยของเราในวันนี้ ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย รู้สึกว่าน่าจะยังไม่พ้นขีดอันตราย ถ้าจะเปรียบกับคนไข้ในโรงพยาบาล ก็คล้ายกับคนไข้อาการหนัก ในระดับที่ต้องเข้าห้องไอซียูไปหลายวัน คือตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไล่ๆ กับเสธ.แดงนั่นแหละ
เพราะว่าลักษณะอาการเจ็บป่วยของประเทศไทย ที่ถึงขั้นต้องเข้าห้องไอซียูในคราวนี้ น่าจะปรากฏชัดแล้วว่าจะต้องมีเนื้อร้ายที่เป็นอันตรายอย่างรุนแรงอยู่ในร่างกาย ดีไม่ดีก็อาจมีสารก่อมะเร็งสายพันธุ์ผสมไทยมอนเตเนโกรแทรกอยู่ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งสายพันธุ์นี้เชื้อแรงมาก มีพลังในการทำลายสูง ขยายตัวและแทรกซึมได้รวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง
แต่แม้ว่าเราจะทราบตำแหน่งที่ก่อตัวของเนื้อร้ายในร่างกายของเราแล้วก็ตาม การตัดสินใจว่าเราจะจัดการกับเนื้อร้ายของเราอย่างไรดีนั้น ก็มีความสำคัญมาก เพราะถ้าเราตัดสินใจพลาดไปเพียงนิดเดียว ก็อาจมีโอกาสพลาดพลั้งถึงชีวิตได้เช่นกัน เนื่องจากการจัดการกับเนื้อร้ายนั้น ก็ย่อมมีผลกระทบต่อเนื้อดี ที่ติดสนิทอยู่ในตำแหน่งเดียวกันนั้นด้วย
เพราะว่าในร่างกายประเทศไทยของเรานี้ ไม่ได้มีแต่เนื้อร้ายเต็มไปหมดทั้งร่าง ทุกส่วนของร่างกายเรายังเหลือเนื้อดี มากกว่าเนื้อร้ายอีกหลายส่วน อย่างท่านประธานท้วมของสภาประชาชน และท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมทั้งท่านผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และอีกหลายๆ ท่าน ที่ต้องแบกภาระหนักเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ กับสถานการณ์ร้ายแรงที่ผ่านมา ทุกท่านก็ล้วนแต่เป็นเนื้อดี เป็นความหวังและเป็นที่พึ่งของประเทศชาติในยามนี้
แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งว่า ค่านิยมยุคละครน้ำเน่าที่กำลังสร้างเรตติ้งขึ้นอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้ สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมที่ทอดทิ้งคนดี หรือไม่ชอบพูดถึงคุณความดีของใคร แต่ชอบเกาะกระแสสังคมซุบซิบนินทาอยู่ทุกขณะจิต คอยจ้องแต่จะเหยียบย่ำซ้ำเติม คนที่มีทีท่าว่าจะพลาดพลั้งให้ถล่มจมธรณีไปเลย ซึ่งนับว่าเป็นค่านิยมที่เป็นอุปสรรคในทางสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง และกำลังจะกลายเป็นจิตวิญญาณไทยประจำยุคไปเสียแล้ว
วงการตำรวจในเหตุการณ์ "พฤษภามหาวินาศ" คราวนี้ก็เช่นกัน ตำรวจทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อย ที่มีผลงานและตั้งอกตั้งใจทำงานอย่างเข้มแข็งนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีใครและสื่อใดพูดถึง แต่ละคนก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น
เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะไปหาหมอเทวดามาช่วยตัดเนื้อร้ายในวงการตำรวจให้นั้น จึงน่าจะเป็นความฝันกลางแดด คงไม่มี "เซอร์ปิโก้" ในวงการตำรวจไทยคนไหน จะยอมพลีชีพให้อย่างแน่นอน
นอกเสียจากว่าจะลองใช้ปฏิบัติการ "เพชรตัดเพชร" เหมือนยุค "อัศวินแหวนเพชร" ใน
อดีตมาประยุกต์ใช้ คือการค้นหาคนดีที่มีผลงาน แล้วให้กำลังใจคนดีคนทำงานนั้น ด้วยการยกย่องให้เกียรติพร้อมบำเหน็จรางวัลตามความดีความชอบ และประกาศเกียรติคุณเพื่อให้เกิดค่านิยมที่คนในสังคมจะได้เอาไปเป็นแบบอย่างต่อไป
หมายถึงค้นหา "เพชร" ให้เจอก่อน จึงจะเกิดปฏิบัติการ "เพชรตัดเพชร" คือเพชรแท้เท่านั้นที่จะสามารถ "ตัดเพชร" ด้วยกันได้
หากจะต้องจัดการกับ "เนื้อร้าย" เราก็จำเป็นจะต้องดูแลและบำรุงรักษา "เนื้อดี" ต้องค้นให้พบและต้องมี "เพชรแท้" ในมือก่อน มิเช่นนั้นในสังคมเราก็จะเหลือแต่เพชรที่ถูกทิ้งให้จมปลักอยู่ในโคลนตม ซึ่งจะหาประโยชน์อันใดมิได้เลย สังคมนั้นเองก็นับวันแต่จะจมปลักอยู่ในโคลนตมเฉกเช่นเดียวกัน
ก่อนตัดสินใจยอมรับการผ่าตัด จึงต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้เกิดภูมิต้านทานที่ดีก่อน
......................
แทนที่จะใช้แผนเพชรตัดเพชร ประธานท้วมเกรงว่าเขาจะใช้แผนแตงโมตัดมะเขือเทศก่อน.








