Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ทักษิณกับฮุน เซ็น


  ก็เป็นอันว่าเรียบโร้ยย์ย์ย์ไปแล้ว...สำหรับการเลือกตั้ง ส.ก.-ส.ข.ในกรุงเทพมหานคร ใครจะคิดยังไง สรุปยังไง ก็ว่าไปตามทัศนคติของใคร-ของมันก็แล้วกัน แต่ถ้าหากรู้จักหันมายึดเอาทางพระ-ทางเจ้า ติดปลายนวมเอาไว้บ้าง ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงเป็นไปอย่างที่ พ.กิ่งโพธิ์ รจนาเป็นบทกลอนเอาไว้ใน ไทยโพสต์ วันวานนั่นแหละ ผู้ชนะก็อย่าเพิ่งหลงยินดีกับชัยชนะ ผู้แพ้ก็อย่าถึงกับต้องหมดแรง หมดพลัง ล้มพับอัปราลงไปง่ายๆ....
                                                                 ----------------------------------------------
 เพื่อไม่ต้องก่อให้เกิดความยินดี ยินร้าย กับใครต่อใครมากเกินไปนัก...วันนี้เลยคงต้องขออนุญาตเลี่ยงไปลอดช่องมองเขมรน่าจะดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อวันวานที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ พนมเปญ โพสต์ ซึ่งอาจถือเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหลักของกัมพูชา ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 และโดยน้ำเสียงเท่าที่ผ่านมาก็ออกจะมีมิตรจิตมิตรใจกับรัฐบาลกัมพูชามาโดยตลอด จนอาจได้ชื่อว่าเป็นกระบอกเสียงกลายๆ ของทางการกัมพูชาก็ว่าได้...แต่ในฉบับวันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม ได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งเขียนโดยนาย สตีฟ ฟินช์ ซึ่งให้ข้อคิด มุมมอง ที่ออกจะแสบสันอยู่ไม่น้อย และอาจถือเป็นการ เตือนสติ รัฐบาลกัมพูชาได้อย่างนิ่มนวลที่สุด...
                                                               ------------------------------------------------
 บทความของ สตีฟ ฟินช์ นั้น ตั้งชื่อเป็นภาษาปะกิตเอาไว้ว่า...Thaksin's  advisory role caused economic woes ซึ่งถ้าจะแปลปะกิตเป็นไทย ไม่ว่าจะตามสไตล์ทักษิณ หรือสไตล์ ดร.เหลิม ณ ก๊าบๆๆ ก็ได้ ก็คงประมาณว่า บทบาทในการให้คำปรึกษาของทักษิณเป็นเหตุทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาต้องถึงกาลฉิบหาย อะไรทำนองนั้น แต่โดยทัศนคติของผู้เขียน ก็ดูจะไม่ได้มีอคติกับทักษิณ หรือกับรัฐบาลกัมพูชาแต่อย่างใด เพียงแต่ได้นำเอา ข้อเท็จจริง มาเปิดเผย ตีแผ่ และเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ ว่าหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ตัดสินใจแต่งตั้งทักษิณให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ถึงขั้นมีพระปรมาภิไธยของกษัตริย์กัมพูชารองรับอีกด้วยต่างหาก อะไรมันเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจกัมพูชากันแน่???
                                                             ----------------------------------------------------
 ข้อเท็จจริงอันดับแรกที่นาย สตีฟ ฟินช์ ยกตัวอย่างมาให้เห็น ก็คือข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติของกัมพูชาเอง ซึ่งสรุปเอาไว้ว่า...ในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว (2552) จำนวนเม็ดเงินลงทุนจากนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชานั้น มีปริมาณอยู่ที่ 178 ล้านดอลลาร์ แม้จะถือว่าไม่มาก แต่ก็ย่อมมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของประเทศเล็กๆ จนๆ ซึ่งยังไม่มีโอกาสขุดเอาทรัพยากรสำคัญๆ อย่างน้ำมัน หรือแก๊ส ขึ้นมาแปรมูลค่าเป็นเงิน เป็นทองได้ จนทำให้ เสาหลักทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับรายได้ไม่กี่ตัว เช่น ธุรกิจสิ่งทอ ที่ต้องตกอยู่ภาวะทรุดโทรมนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในระดับโลกเป็นต้นมา จนเหลือแต่เพียงธุรกิจก่อสร้างกับธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้น ที่พอจะช่วยประคับประคองความหนักหนาสาหัสของประเทศได้บ้าง...
                                                          -------------------------------------------------------
 แต่ธุรกิจทั้งสองตัวนี้นั้น...มันย่อมมีความเกี่ยวข้องกับบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้างโรงแรม กาสิโน สถานบริการต่างๆ รวมทั้งการเปิดรับบรรดานักท่องเที่ยวที่มักจะเดินทางเข้าสู่กัมพูชาผ่านทางประตูของประเทศไทยเป็นหลัก แต่หลังจากนายกรัฐมนตรี ฮุน เซ็น ตัดสินใจแต่งตั้งผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาจากเมืองไทยให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ รวมทั้งพยายามให้การปกป้อง คุ้มครอง ชนิดแค่เจ้าหน้าที่สายการบินตัวเล็กๆ โทรศัพท์คุยกับเจ้าหน้าที่ทางการทูตของไทย ว่าเครื่องบินส่วนตัวของทักษิณลงจอดแล้วหรือยัง ยังโดนจับติดคุกเขมรไปซะดื้อๆ ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้นี่เอง ที่มันได้ทำให้ตัวเลขจำนวนเงินลงทุนของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ (2553) ลดลงเหลือแค่ 2 ล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง!!!
                                               ---------------------------------------------------
 จาก 178 ล้านดอลลาร์...แม้นว่าจะเป็นจำนวนเล็กน้อย แต่เมื่อมันหดวูบลงเหลือแค่ 2 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว มันก็ระดับเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์เอาเลยก็ว่าได้ แถมตัวเลขอีกตัวที่น่าสนใจแม้จะไม่ได้เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นที่ยืนยันได้จากสื่อมวลชนกัมพูชาหลายต่อหลายฉบับว่า ปริมาณการส่งออกสินค้าของกัมพูชาเข้ามายังไทยนั้น ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ย่อมมีส่วนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดิ่งลงไปกว่าเท่าที่เคยเป็นมาถึง 50 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าทักษิณจะเก่ง จะฉลาด จะเป็นเพื่อนที่แสนดีของ ฮุน 
 เซ็น อย่างไรก็ตาม แต่ก็ด้วยเหตุปัจจัยอันมีที่มาจากเพื่อนรายนี้นี่แหละ มีผลทำให้เศรษฐกิจกัมพูชาต้องเกิดอาการ
 ฉิบหาย ไม่มากก็น้อย...
                                                          ---------------------------------------------------
 สตีฟ ฟินช์ ยังระบุเอาไว้ด้วยว่า...ถ้าหากจะมองจาก การให้คำปรึกษา ของทักษิณแล้ว โดยลักษณะอาการมันก็ออกไปทาง...งั้นๆ บรรดาข้าราชการกัมพูชา หรือนักธุรกิจกัมพูชา ที่ถูกต้อนให้เข้าไปนั่งฟังคำบรรยายของทักษิณ ล้วนแล้วแต่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว หรือเป็นเรื่องที่นักศึกษาระดับปริญญาตรีก็เคยได้ยินอาจารย์ภาควิชาเศรษฐกิจ บริหารธุรกิจ พ่นให้ฟังในห้องเรียนมาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากจะมองถึงคุณค่าในการให้คำปรึกษาทางเศรษฐกิจของทักษิณ เอาจริงๆ คอลัมนิสต์ผู้นี้จึงให้ข้อสรุปว่า การลาออกของทักษิณ นั่นแหละ ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยตัวของทักษิณเอง หรือโดยตัวของนายกฯ ฮุน เซ็น ก็ตามที ถือเป็นการให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดต่อรัฐบาลกัมพูชาในเรื่องเศรษฐกิจ หลังจากที่ความฉิบหายได้ผ่านพ้นมาพอสมควรแล้ว...
                                                            -------------------------------------------------------
 สรุปเอาเป็นว่า...เมื่อมองจากทัศนคติของคอลัมนิสต์แห่งหนังสือพิมพ์ พนมเปญ โพสต์ ผู้ซึ่งคลุกคลีอยู่กับชาวกัมพูชาและประเทศกัมพูชา ด้วยมิตรจิตมิตรใจอันดีมาโดยตลอด เราก็คงไม่ต้องเสียเวลาตั้งคำถามกันให้ต้องปวดหัว ว่า ทักษิณลาออกเอง หรือ ฮุน เซ็นขอร้องให้ออก หรืออาจไม่ต้องเสียเวลาไปคิดมากว่าเป็นแผนลวง แผนหลอก ประมาณ 3 ชั้น 4 ชั้น แบบประเภทสามก๊กภาคพิสดาร หรือนวนิยายจีนกำลังภายในที่ออกจะซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ จนต้องหันมาด่าทอคนไทยด้วยกันเองว่าโง่ ว่าตามเกมกัมพูชาไม่ทันอะไรประมาณนั้น เอาเป็นว่า ไม่ว่ามันจะเป็นแผน หรือไม่เป็นก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ทักษิณนั้นน่าจะมีฐานะเป็น ตัวฉิบหาย หรือเป็นตัวนำความฉิบหายมาให้กับเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างสมบูรณ์แบบ การที่ทักษิณไม่ได้มีสถานะเป็นที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม จึงน่าที่จะมีส่วนทำให้สัมพันธภาพระหว่างประชาชนชาวไทยกับชาวกัมพูชา และช่องทางการแลกเปลี่ยนความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา น่าจะสดใสยิ่งขึ้น เปิดกว้างยิ่งขึ้น เพียงแค่นี้...ก็น่าจะเพียงพอแล้ว สำหรับประเทศที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกัน ซึ่งไม่อาจยกประเทศตัวเองหนีไปไหนได้...
                                                                --------------------------------------------------------
 ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก จอห์น พาตัน เดวีส์...การฑทูตที่ประสบความสำเร็จ ก็เช่นเดียวกับการสมรสอันสมหวัง ซึ่งไม่ถูกนำมาป่าวร้องให้เป็นที่เอิกเกริก...
                                                                 ---------------------------------------------------



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์