จำนวนประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกับผลการเลือกตั้งไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของนักการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน และตัวเลขผู้ใช้สิทธิไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นสังคมประชาธิปไตย ทั้งผู้ที่เป็นพลเมืองของประเทศนี้ควรพึงระลึกเสมอว่า นอกจากตนเองมีสิทธิในการเลือกตั้งแล้ว ยังมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 72 บัญญัติไว้ว่า "บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง" ในบรรยากาศที่ประชาชนโหยหารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ยังพบว่ามีจำนวนไม่น้อยไม่ได้ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่พื้นฐานที่คนไทยซึ่งมีสิทธิเลือกตั้งพึงปฏิบัติ
การไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคนไทยยังมีหลายปัจจัยประกอบกัน ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่าคุณภาพนักการเมืองไม่เกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ ดังที่เห็นได้จากในพื้นที่เลือกตั้ง ส.ส.หลายจังหวัดในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา มีการตั้งเป้าเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุดและพื้นที่ที่ ส.ส.คนนั้นได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุด
หลายเขตเลือกตั้ง ส.ส.ได้รับเลือกด้วยคะแนนหลักแสน หรืออาจจะถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้มาใช้สิทธิเลยทีเดียว แต่ก็พบว่าหลายพื้นที่ ส.ส.ที่ได้รับเลือก ไม่ใช่นักการเมืองที่มีคุณภาพแต่กลับเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลและมีบารมี เป็นที่นับหน้าถือตาในวงกว้าง ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ แต่เหตุผลหลักคือ มีเงิน จัดหาเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีจากประชาชนทั่วไปไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของตัวเองได้เก่งกว่านักการเมืองคนอื่น
ผลการเลือกตั้งได้ ส.ส.ออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ก็สะท้อนถึงสังคมและประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งนั้นๆ ความคาดหวังว่าจะได้นักการเมืองดีๆ เข้าไปในสภา จึงต้องหันกลับไปที่ประชาชนว่า ตั้งนิยามคำว่านักการเมืองดีๆ เอาไว้อย่างไร
นักการเมืองดีในสายตาประชาชนในวันนี้ยังไม่ต่างจากนักการเมืองดีในสายตาประชาชนเมื่อ 10 ปี 20 ปี 40 ปี 60 ปีที่แล้ว คนดียังคงเป็นผู้กว้างขวาง เป็นผู้ให้ ทัศนคติเช่นนี้ทำให้พรรคไทยรักไทยประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย ทักษิณ ชินวัตร อ่านขาดว่าสังคมไทยมีทัศนคติต่อระบบตัวแทนนี้เช่นไร
การเลือกตั้ง ส.ก.และ ส.ข. เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มี 2 พรรคให้เหตุผลในความพ่ายแพ้เหมือนกัน คือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคการเมืองใหม่ ที่ต่างระบุว่าแพ้เพราะประชาชนออกมาใช้สิทธิกันน้อย ทำให้ผู้มาลงคะแนนเกือบทั้งหมดเป็นคะแนนจัดตั้ง แล้วอะไรจะชี้วัดได้ว่าหากประชาชนมาใช้สิทธิเยอะแล้วผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อทัศนคติของประชาชนไม่เคยเปลี่ยน
อาจมีการกล่าวอ้างว่าสมัย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ตั้งพรรคพลังธรรม สามารถปลุกพลังเงียบในกรุงเทพมหานครออกมาลงคะแนนเสียงจนพรรคประชาธิปัตย์แทบสูญพันธุ์ ก็คงต้องย้อนถามกลับไปว่า พรรคการเมืองใหม่และพรรคเพื่อไทยได้สร้างบรรยากาศแปลกใหม่เหมือนยุคที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้สร้างขึ้นมาหรือไม่
ลำพังประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะ ส.ก. และ ส.ข.เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่พรรคการเมืองไปโทษพลังเงียบว่าไม่ยอมออกมาใช้สิทธิ์ ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องนัก ตราบใดที่พรรคการเมืองไม่สามารถเสนอความแปลกใหม่เหมือนที่พรรคพลังธรรมเคยชูภาพลักษณ์อาบน้ำวันละ 5 ขัน ของพล.ต.จำลอง ศรีเมืองได้ ก็เป็นเรื่องยาก วันนี้พรรคการเมืองต้องกลับไปสำรวจตัวเองว่า ได้ทำหน้าที่ในฐานะพรรคการเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบหรือยัง หรือยังจะทำงานการเมืองควบคู่กับการทำม็อบ.








