สิ่งแวดล้อม

Sunday, 10 January, 2010 - 00:00

'โคกขาม'ต้นแบบชะลอคลื่น-สร้างแผ่นดิน

ข้อมูลล่าสุดเมื่อธันวาคม 2552 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้รายงานว่า สถิติปี 2495-2549 พื้นที่บริเวณอ่าวไทยตอนใน หรืออ่าวรูปตัว ก มีการกัดเซาะและทำให้ผืนแผ่นดินหายไปมากกว่า 70,000 ไร่ และสำรวจพบว่าตั้งแต่ปากแม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา จนถึงปากแม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวและกัดเซาะขั้นรุนแรงมากที่สุด ในบางพื้นที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งมากกว่า 25 เมตรต่อปีเลยทีเดียว

ในช่วง 50 กว่าปีที่ผ่านมา การสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งเกิดขึ้นในทุกวัน ชาวบ้านในพื้นที่อ่าวไทยตอนในได้รับความเดือดร้อน ต้องย้ายบ้านหนี เฝ้ามองเห็นที่ดินของตัวเองถูกน้ำทะเลซัดจมหายไปกับตา เผชิญความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน ที่สำคัญภาครัฐและชุมชนยังสูญเงินจำนวนมหาศาลกับการแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง แต่ได้ผลแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่ มีคำตอบชัดเจนจากสถิติการกัดเซาะชายฝั่งที่หยิบยกมากล่าวข้างต้น

ที่มาของการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยตอนใน ทั้งจากการทรุดตัวของแผ่นดิน ผลพวงการสูบน้ำบาดาล, สภาพคลื่นลมแรงในช่วงมรสุม, พื้นที่ป่าชายเลนแนวกันคลื่นตามธรรมชาติลดลง ถูกบุกรุกทำลาย, การขุดลอกตะกอนดินจากพื้นที่ชายฝั่ง ไม่เพียงเท่านั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภาวะโลกร้อนก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะทำให้การกัดเซาะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

จังหวัดสมุทรสาครมีปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งรุนแรงมากอีกจังหวัดของประเทศ ตลอดชายฝั่งทะเลทั้งสิ้น 41 กิโลเมตร ในพื้นที่ 8 ตำบลที่ติดชายฝั่งทะเล สภาพพื้นที่ได้ถูกกัดเซาะหายไป โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งด้าน บ้านสภาการณ์ ต.โคกขาม อ.เมืองฯ จ.สมุทรสาคร มีอัตราการกัดเซาะกว่า 2.48 เมตรต่อปี ระยะทางที่ถูกกัดเซาะประมาณ 2.69 กิโลเมตร พื้นดินหายไปแล้ว 1 กิโลเมตร วิถีชีวิตชุมชนในอดีตของบ้านโคกขามยึดอาชีพประมงและทำนาเกลือ มีความผูกพันกับประมงพื้นบ้านและเลี้ยงสัตว์น้ำริมชายฝั่งทะเล บ้านเรือนของชาวบ้านได้รับผลกระทบ หลายบ้านต้องถอยร่นเข้ามา โฉนดที่ดินอยู่ในทะเลไปแล้ว

ด้วยวิกฤติกัดเซาะที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ชาวบ้านโคกขามลุกขึ้นทำงานวิจัยของตัวเองในปี พ.ศ.2546 โดยมุ่งไปที่การฟื้นคืนระบบนิเวศชายฝั่งที่สูญเสียไปจากการกัดเซาะ ซึ่งเป็นการฟื้นคืนวิถีชีวิตให้กับชุมชนด้วย

ผู้ใหญ่หมู-วรพล ดวงล้อมจันทร์ นักอนุรักษ์แห่งตำบลโคกขาม บอกไว้ว่า ชายฝั่งเขตบ้านโคกขามมีปัญหากัดเซาะรุนแรง พื้นที่ป่าชายเลนก็ลดลง แต่ก่อนเรามีป่าชายเลนประมาณ 1 แสนไร่ แต่เดี๋ยวนี้เหลือแค่ 400 ไร่ ผืนแผ่นดินก็ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจมหายมาตลอด ชาวบ้านมีความคิดป้องกันและรักษาพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะการอนุรักษ์ป่าชายเลน ไม่ใช่ยอมถอยร่นเข้ามา ก็ใช้กระบวนการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการ ชาวบ้านเป็นผู้ศึกษา แรกๆ ชาวบ้านนำเอาไม้เก่าๆ มาปักไว้ในพื้นที่ศึกษา เพื่อค้นหาวิธีการและรูปแบบที่ช่วยชะลอคลื่นและดักตะกอนได้ ก็เรียนรู้จากกระบวนการธรรมชาติ นำไปสู่การออกแบบแนวปักไม้ไผ่กันคลื่นบริเวณหน้าชายฝั่งทะเล

"ลักษณะโครงสร้างเป็นเสาไม้ไผ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 6 เมตรปักลงพื้นท้องทะเล จัดวางให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมจำนวน 90-100 ลำ ให้หัวสามเหลี่ยมเข้าหาหน้าคลื่น โดยปักเป็น 4 แถว สลับกันเพื่อปิดช่องว่าง เมื่อคลื่นพัดเข้ามาถูกไม้ไผ่แถวนอกจะลดความแรงลงไป ส่วนคลื่นที่ผ่านเข้ามาได้ก็จะไปถูกในแถวต่อๆ ไป ก็อ่อนแรงลงอีก ไม่มีพลังพอจะกัดเซาะแนวชายฝั่ง และระหว่างคลื่นม้วนกลับตะกอนที่มาด้วยก็จะตกตะกอนบริเวณแนวชายฝั่งหลังแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นทำไว้" ผู้ใหญ่หมูบอกเล่าถึงโครงสร้างแนวไม้ไผ่ป้องกันการกัดเซาะ ซึ่งเมื่อตะกอนมาสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนตื้นเขินชาวบ้านก็ทำการปลูกป่าชายเลน อย่างต้นแสมและลำพูมาปลูกช่วยยึดตะกอนนี้ไว้ให้งอกกลายเป็นแผ่นดินกลับคืนมา

ปราชญ์ชาวบ้านอย่างลุง นรินทร์ บุญร่วม บอกว่า ชุมชนโคกขามทำแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นมาตั้งแต่ปี 2550 และติดตั้งไปได้ 3,000 เมตร ตอนนี้ในชุมชนจัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมไปถึงติดตามการสะสมตัวของตะกอนชายฝั่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผลที่ได้พบว่า หลังแนวไม้ไผ่มีตะกอนดินสูงขึ้น 1.50 เมตร แล้วยังมีการติดตามวงจรชีวิตปลาโลมาอิรวดี ซึ่งเป็นปลาประจำถิ่น จะพบเห็นในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

แน่นอนว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งบ้านโคกขามไม่ได้ทำกันแค่คนสองสามคน ลุงนรินทร์บอกชาวบ้านในพื้นที่มาช่วย ได้ความรู้จากแกนนำ เห็นความสำคัญของป่าชายเลน จากนั้นค่อยขยายวงไปเรื่อยๆ จนทุกคนเริ่มเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเอง นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมหาชัยตะวันออก ทำกิจกรรมให้ความรู้เรื่องป่าชายเลน การทำเขื่อนไม้ไผ่ชะลอคลื่น การปลูกป่าชายเลน ในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นห้องเรียนห้องใหญ่ให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน โดยลุงนรินทร์ก็เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้แก่เด็กๆ และคนที่เข้ามาปลูกป่า หรือเดินศึกษาธรรมชาติ

ประสาร เอี่ยมวิจารณ์ อาจารย์จากโรงเรียนพันท้ายนรสิงห์วิทยา อีกหนึ่งแกนนำคนสำคัญ บอกว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือ ได้แนวป่าชายเลนกลับคืนมา ถ้าดูจากแผนที่ประเทศไทย แนวป่าชายเลนของเราจะเป็นเส้นประ ไม่ต่อกัน แต่ก่อนโคกขามมีพื้นที่ป่าชายเลนเป็นแสนไร่ แต่ปัจจุบันเหลือไม่กี่ร้อยไร่ การอนุรักษ์ของเราตั้งใจทำแนวป่าชายเลนทอดยาวจากฝั่งตะวันออกจรดตะวันตก อนาคตถ้าทุกคนช่วยกันสิ่งที่หวังคงไม่ไกลเกินจริง ชาวบ้านไม่ท้อถอย และพยายามรักษาแนวป่าเดิมเอาไว้ให้ได้

เขื่อนไม้ไผ่ชะลอคลื่นบริเวณบ้านโคกขามเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้เริ่มต้นขึ้นและประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ การสะสมตัวตะกอนเลนที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี และกล้าใหม่ที่ชายเลนซึ่งสามารถเติบโตเป็นไม้ใหญ่ สัตว์น้ำที่เริ่มกลับมา ช่วยให้ชุมชนโคกขามมีความหวังและเป็นกำลังใจในการป้องกันพื้นที่ชายฝั่งของตัวเองอย่างเข้มแข็งต่อไป และนำไปสู่การเผยแพร่องค์ความรู้แนวไม้ไผ่กันคลื่น

" ขณะนี้จังหวัดอ่าวไทยตอนบนที่มีระบบนิเวศเดียวกัน ประกอบด้วยเพชรบุรี, สมุทรสงคราม,สมุทรสาคร,กรุงเทพฯ,สมุทรปราการ,ฉะเชิงเทรา รวมตัวกันเป็นเครือข่ายรักษ์อ่าวไทย ศึกษาเรียนรู้ร่วมกันในการแก้ปัญหากัดเซาะและฟื้นฟูชายฝั่งทะเล โดยอาจจะใช้บ้านโคกขามเป็นต้นแบบลดปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งหาดโคลน แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ หัวใจของการทำแนวไม้ไผ่กันคลื่นอยู่ที่การกอบกู้ระบบนิเวศป่าชายเลนกลับมา เพราะเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำมากมาย และเป็นแนวกำบังคลื่นลมที่ดีที่สุด สภาพในวันนี้ป่าชายเลนส่วนใหญ่กลายเป็นน้ำทะเลไปแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่ผลพวงจากธรรมชาติอย่างเดียว แต่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วย " ผู้ใหญ่หมู นักอนุรักษ์ชายฝั่งบ้านโคกขาม ฝากทิ้งท้ายถึงการอนุรักษ์ผืนป่า ทั้งป่าบก ป่าชายเลน พร้อมย้ำถึงเวลาที่คนไทย รวมทั้งชาวสมุทรสาครจะหันกลับมาเห็นคุณค่าของระบบนิเวศป่าชายเลนกันอย่างจริงจังเสียที