ข่าวหน้า 1

Tuesday, 13 April, 2010 - 00:00

กลับลำสั่งยุบปชป. กกต.มีมติเอกฉันท์/ม็อบเฮลั่น!จับตาสัญญาณพิเศษ

   ฟ้าผ่าประชาธิปัตย์กลางเดือนเมษา  "กกต."  มีมติ  4  ต่อ  1  กรณีเงินบริจาค  258  ล้านบาท  5 : 0  กรณีเงินอุดหนุน  29  ล้าน  ส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค  49  กรรมการบริหารพรรคยุค  "น้าญัติ"  เตรียมซวย  "แดง"  เฮลั่นทันควัน  ประกาศชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์  สำทับ  "อสส.-ศาล"  อย่าเตะถ่วง  "นิพิฐฏ์"  ยอมรับ  แต่มึนนายทะเบียนกลับลำ  ชี้ต้องมีคำตอบให้สังคมทำไมพลิกลิ้น
     เมื่อวันจันทร์ได้มีประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเกิดขึ้น   เมื่อคณะทำงานของนายอภิชาต สุขัคคานนท์   ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.)  ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง  ได้สรุปผลคดีพรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.)  ถูกกล่าวหาเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติพรรคการเมือง   พ.ศ.2541   กรณีรับเงินบริจาคพรรคการเมือง  258  ล้านบาท   และการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง  29  ล้านบาท  ซึ่ง  กกต.ได้มีการประชุมวาระพิเศษเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว  ก่อนมีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์
     โดยนายธนิศร์   ศรีประเทศ   รองเลขาธิการ  กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ   แถลงผลประชุมว่า  ที่ประชุม  กกต.ได้พิจารณาใน  2  ข้อกล่าวหา  ซึ่งข้อกล่าวหาแรก  กรณี  ปชป.รับเงินบริจาคจากบริษัท  ทีพีไอ  โพลีน  จำกัด  (มหาชน)  ผ่านบริษัท  เมซไซอะ  บิสิเนส  แอนด์  ครีเอชั่น  จำกัด  จำนวน  258  ล้านบาท  โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ  ซึ่งเป็นนิติกรรมอำพราง  เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด  เข้าข่ายกระทำผิดตามมาตรา  66  (2)  (3)   แห่ง  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  พ.ศ.2541  และมาตรา  94  (3)   (4)   (5)  แห่ง  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  พ.ศ.2550  ซึ่งที่ประชุมมีมติ   4  ต่อ  1  ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุด  (อสส.)  พร้อมหลักฐาน  เพื่อให้  อสส.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค  ปชป. ตามมาตรา  95  ต่อไป
     สำหรับข้อกล่าวหาที่  2  กรณีพรรค  ปชป.ไม่ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากเงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองจาก  กกต.ให้เป็นไปตามบทบัญญัติตามกฎหมาย  และการจัดทำการใช้จ่ายและการจัดทำรายงานใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงยื่นต่อ  กกต. อันเป็นการเข้าข่ายมาตรา   62   และ  65  ของ  พ.ร.บ.พรรคการเมือง  พ.ศ.2541   และมาตรา  82  และ  93  ของ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง  พ.ศ.2550   ซึ่ง  กกต.มีมติเอกฉันท์  5  ต่อ  0  ให้ยุบพรรค  ปชป. และให้แจ้งต่อ  อสส.เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคต่อไป
     "ขั้นตอนจากนี้  กกต.ได้มอบหมายให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดตามความเห็นแจ้งต่อ  อสส. เมื่อ  อสส.ได้รับเรื่องแล้วต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน  30  วัน  แต่หากเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ  ก็ต้องแจ้งกลับมายังนายทะเบียนเพื่อตั้งคณะทำงานร่วมกัน  แต่หากเห็นว่ายังไม่ได้ข้อยุติ  นายทะเบียนพรรคการเมืองก็สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง"  นายธนิศร์กล่าว
     ด้านเวทีคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์   เมื่อเวลา  18.09  น.  ภายหลังได้รับทราบข่าวดังกล่าว  กลุ่มผู้ชุมนุมต่างแสดงความดีใจ  และโห่ร้องกันเสียงดัง  โดยนายวีระ  มุสิกพงศ์  ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  (นปช.)  ปราศรัยว่า  เราหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญและอัยการสูงสุดจะใช้เวลาพิจารณาอย่างรวดเร็ว  เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง  เพราะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าจะถ่วงเวลา  และประชาชนคงไม่ยอมให้ทำอย่างนั้นอีกแล้ว
     "ที่ผ่านมาอัยการและศาลรัฐธรรมนูญไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น  กกต.ส่งมาอย่างไรก็จะพิจารณาอย่างนั้น  ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็สิ้นสุดการอยู่ในอำนาจแล้ว  เวลานี้นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  และนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ  ถือว่าไม่มีความชอบธรรมในการบริหารงานอีกต่อไปแล้ว   พี่น้องข้าราชการพลเรือน   ตำรวจและทหาร  ต้องระวังให้ดี  และถอยตัวห่างจากคำสั่งรัฐบาล  เพราะถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมอีกต่อไป   ขอให้เสื้อแดงรอวันแห่งชัยชนะ  ซึ่งน่าจะเป็น  2-3  วันนี้"  นายวีระกล่าว
     นายวีระยังเรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมให้มากขึ้น  เพื่อร่วมฉลองชัยชนะประวัติศาสตร์พร้อมๆ  กัน  โดยระบุว่ามาให้เต็มกรุงเทพมหานคร   เพราะปีที่แล้วเราจัดงานสงกรานต์  แต่รัฐบาลก็ทำให้เป็นสงกรานต์เลือด   แต่ปีนี้เราจะจัดงานสงกรานต์เพื่อร่วมฉลองชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์พร้อมกัน  ปีนี้จะเป็นปีสงกรานต์สีแดง
     ทันทีที่  กกต.มีมติดังกล่าว  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  ซึ่งรับทราบข่าวระหว่างเข้าเฝ้าฯ  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ  พ.อ.ร่มเกล้า  ธุวธรรม  รอง  เสธ.พล.ร.2  รอ. ที่ได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะวันที่  10  เม.ย. โดยทันทีที่เสร็จพิธี  นายอภิสิทธิ์พร้อมด้วยนายสุเทพในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  ได้เดินทางกลับมาที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน  (ศอฉ.)  ทันที      โดยในช่วงรับประทานอาหารเย็น  นายอภิสิทธิ์พร้อมด้วยนายสุเทพ  นายสาทิตย์  วงศ์หนองเตย  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  นายชัยวุฒิ  บรรณวัฒน์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   และนายกอร์ปศักดิ์  สภาวสุ  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ได้พูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดในกรณีดังกล่าว
     ในขณะที่นายนิพิฐฏ์  อินทรสมบัติ  ส.ส.พัทลุง  พรรค  ปชป. และในฐานะประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย  กล่าวว่า  เราก็ยอมรับผล  และจะไปต่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญต่อไป  เพราะรายงานการใช้เงินไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริง  เพราะไม่มีเรื่องการบริจาคเงิน  258  ล้านบาทตามที่กล่าวอ้าง  โดยถ้ากรรมการบริหารพรรคจะเข้าไปเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องส่วนตัว  ไม่เกี่ยวกับพรรค  ซึ่งบุคคลที่ถูกพาดพิงก็มีนายนิพนธ์  บุญญามณี  นายประดิษฐ์  ภัทรประสิทธิ์  และคนที่รับรองงบดุลของพรรคขณะนั้นคือนายอภิสิทธิ์  ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็ได้ไปชี้แจงครบถ้วนแล้ว 
     "เราไม่ได้ติดใจในคำวินิจฉัย  เราต้องเคารพ  เพราะอยากให้ตุลาการ  องค์กรอิสระสามารถเดินหน้าไปด้วยความเข้มแข็ง  ซึ่งเราจะไม่คัดค้าน  หรือโต้แย้งอะไรมากมาย  แต่จะไปต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป"  นายนิพิฐฏ์กล่าว
     เขายังตั้งข้อสังเกตว่า  ทำไมถึงเป็นมติ  กกต. เพราะการออกมาเป็นมติต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์  เที่ยงธรรม  แต่การรับบริจาคไม่ใช่มติของกรรมการบริหารพรรค  เป็นการลงบัญชีเงินบริจาคที่ไม่ถูกต้อง  ซึ่งต้องใช้ความเห็นนายทะเบียนพรรคเท่านั้น  โดยก่อนหน้านี้นายทะเบียนก็เห็นว่าพรรคไม่ได้กระทำความผิด  แต่เมื่อมาถูกกกดันด้วยกลุ่มคนเสื้อแดง   นายทะเบียนเลยตั้งคณะกรรมการสอบขึ้นมาใหม่  ผลก็เลยออกมาเป็นอย่างนี้   ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาใหม่ก็เป็นเจ้าหน้าที่ของ  กกต.อยู่
     "ประธาน  กกต.เคยให้สัมภาษณ์ว่า  ตัวเองเคยเป็นเป็นตุลาการ  เป็นผู้พิพากษามากว่า  30  ปี  เราก็เชื่อว่าไม่ได้ถูกข่มขู่  กดดันอะไร  แต่ต้องดูว่า  1  เสียงที่บอกไม่ผิดนั้นเป็นของใคร  แม้ไม่มีผลอะไร  แต่ก็ต้องมีการชี้แจง  เช่น  หากเป็นนายทะเบียนพรรค  ก็ต้องตอบคำถามว่าทำไมจึงมีความเห็นไม่เหมือนกัน"  นายนิพิฐฏ์กล่าวตอบเรื่อง  กกต.ถูกข่มขู่ให้เปลี่ยนคำวินิจฉัยหรือไม่
     เมื่อซักถามถึงกรณีนายวีระได้นำเรื่องดังกล่าวประกาศเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดง  นายนิพิฐฏ์กล่าวว่า  ไม่เป็นไร  เรื่องนี้ยังไม่ถึงที่สุด  แต่เราไม่ได้กดดัน  กกต. เราเคารพในคำวินิจฉัย   ซึ่งขั้นตอนต่อไปจากนี้ยังอีกมาก  คิดว่ายังอีกหลายเดือน  โดยอาจเป็นปีในการต่อสู้ในชั้นศาล  แต่เราเชื่อในกระบวนการยุติธรรม
     ถามอีกว่า  ได้พูดคุยกับนายชวน   หลีกภัย  ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคหรือยัง  เขาตอบว่า  คิดว่าท่านชวนคงติดตามข่าวอยู่  คงไม่ได้คุยอะไร  เพราะไม่เป็นนักการเมืองก็ได้   ก็ดีได้ออกไปสู้กับเสื้อแดงได้   เพราะถ้าสู้กับเสื้อแดงในระบบพรรคคงสู้ไม่ได้   ต้องถอยออกมาเป็นคนธรรมดา  ภารกิจเราไม่ได้อยู่ที่ยุบหรือไม่ยุบพรรค  แต่หลักของชาติบ้านเมืองต้องอยู่  อย่าไปติดยึดกับตำแหน่ง  เพราะถึงอย่างไรต้องมีคนมาทดแทนเรา  มีนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ  มาอีกเยอะ
     นายคมสันต์  โพธิ์คง  อาจารย์คณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช   อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี  2550  กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกประหลาด  เพราะก่อนหน้านี้นายอภิชาตเคยมีมติให้ยกคำร้องข้อกล่าวหาดังกล่าวไป   แต่ถึงปัจจุบันนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง   พิจารณาสำนวนอีกครั้งกลับมีความเห็นต่างออกไป   ซึ่งนายอภิชาตต้องอธิบายสังคมให้ได้ว่าเพราะเหตุใด  เพราะมีประเด็น  หรือข้อมูลใดเพิ่มเติมที่ทำให้การพิจารณาต่างจากเดิม     
     "น่าสังเกตว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา  นายอภิชาตถูกกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างหนัก  ซึ่งถ้าการพิจารณาข้อกฎหมายต้องเปลี่ยนไป  เพราะการกดดันจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับบ้านเมือง"  นายคมสันต์กล่าว
     นายสุริยะใส  กตะศิลา  เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่  กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  ต้องมองดูว่าได้สัญญาณพิเศษอะไร  หรือจะเชื่อมโยงไปสู่แผนรัฐบาลแห่งชาติก็ได้  แต่เชื่อว่าจะเป็นการซ้ำเติมปัญหา   และทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น  และไม่เชื่อว่าหลังจากยุบสภาจะมีการเลือกตั้ง  ซึ่งมติ  กกต.ดังกล่าว  ทำให้ทิศทางลมไปทาง  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรีมากขึ้น  แต่เชื่อว่าหาก  2-3  วันนี้สถานการณ์ไม่จบ  อาจมีการเปลี่ยนแปลงนอกระบบได้
     นายวัชระ   กรรณิการ์  โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา  กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า  เป็นเรื่องธรรมดาของรัฐธรรมนูญปี  2550  พรรคชาติไทยและอีกหลายพรรคก็ผ่านมาแล้ว  และเชื่อว่าพรรค ปชป.ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว  ส่วนจะลดอุณหภูมิทางการเมืองในเวลานี้ได้หรือไม่  อยากให้มองไปไกล 
     "การยุบพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ใช่คำตอบเดียวกับคำว่า  2  มาตรฐาน  เพราะยังมีขั้นตอนข้อกฎหมายอีกเยอะ  ไม่ใช่คำตอบที่เบ็ดเสร็จ  และไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องของการซื้อเวลาเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์   เอาเป็นว่าเรื่องนี้ต้องติดตามกันต่อไป  แต่อย่างน้อย  กกต.สามารถปลดแอกคำครหาได้  จะช้าบ้าง  หรือเร็วบ้างก็ตาม  แต่ถือว่า  กกต.ได้ทำหน้าที่ตัวเองแล้ว"  นายวัชระกล่าวถึงมติ  กกต.สามารถลบคำว่า  2  มาตรฐานได้หรือไม่
     สำหรับรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรค  ปชป.ที่จะได้รับผลกระทบหากเกิดการยุบพรรคนั้น  เป็นกรรมการบริหารพรรคในปี  2545  ซึ่งมีทั้งสิ้น  49  คน  อาทิ  นายบัญญัติ  บรรทัดฐาน   หัวหน้าพรรค  นายอภิสิทธิ์ นายไพฑูรย์ แก้วทอง  นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองหัวหน้าพรรค   คุณหญิงกัลยา  โสภณพนิช  รองหัวหน้าพรรค  นายไตรรงค์  สุวรรณคีรี  รองหัวหน้าพรรค  และนายประดิษฐ์  ภัทรประสิทธิ์  เลขาธิการพรรค  (อ่านรายละเอียดหน้า  2)
     ส่วนขั้นตอนการยุบพรรคนั้น  นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องแจ้งต่อ  อสส.พร้อมด้วยหลักฐาน  ถ้า  อสส.เห็นสมควรจึงยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวภายใน  30  วัน  ถ้า  อสส.ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ  นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง  โดยมีผู้แทนจากนายทะเบียนและผู้แทนจาก  อสส. เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน  แล้วส่งให้  อสส.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป  แต่หากคณะทำงานไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการยื่นคำร้องได้  นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องเอง 
     โดยเมื่อถึงขั้นตอนของศาลรัฐธรรมนูญนั้น  อสส.และผู้แทนพรรคการเมืองต้องยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล  พยานวัตถุ  และพยานหลักฐาน  พร้อมกับแสดงเหตุผลความจำเป็นในการยื่นพยาน  และชี้แจงถึงวิธีการได้มาของพยานดังกล่าว  ซึ่งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้กำหนดวันและเวลา   ซึ่งเมื่อกำหนดแล้ว  คณะตุลาการจะกำหนดให้มีการตรวจพยานหลักฐานก่อนการไต่สวน   โดยในวันตรวจพยานหลักฐาน  คณะตุลาการจะสอบถามคู่กรณีว่ารับได้กับพยานหลักฐานเอกสารของแต่ละฝ่ายหรือไม่  และจะกำหนดว่าจะมีการอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานกี่ปาก   ปากใดบ้าง   ระยะเวลาการไต่สวนของแต่ฝ่าย  ฝ่ายละเท่าใด  จากนั้นคณะตุลาการจะเปิดโอกาสให้คู่กรณีซักถามในประเด็นที่สงสัย  ก่อนที่จะแถลงเปิดคดี   และเข้าสู่การพิจารณาคดีจนกว่าจะมีคำตัดสิน  ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร  หากมีพยานและหลักฐานจำนวนมาก.