กระจกไร้เงา

Friday, 23 April, 2010 - 00:00

กฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สุดท้ายก็ยังว่ายวนในความฝัน อำนาจ ดิสขำ

 ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี  เมื่อวันที่  20  เมษายน  ก็มีมติเห็นชอบหลักการให้ผลักดันออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเสียที...
     ปี่กลองเริ่มเชิด  หลังจากตั้งท่าร่ายรำกันมานาน!
     ถ้าไม่คิดอะไรมาก  ก็นับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี  เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ...แม้ว่าควรจะเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว  แต่ไม่เป็นไร  เริ่มช้าหน่อย  แต่ขอให้มีจุดเริ่มเถอะ  (เผื่อ)  จะได้เดินหน้าต่อไปได้
     ด้วยหลักการที่คู่หูออกฟอร์ดอย่าง  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี  และนายกรณ์  จาติกวณิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ต่างยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า  ต้องการปฏิรูปความเป็นธรรมในเรื่องระบบภาษีของเมืองไทย  ต้องถือว่าได้ใจไปพอสมควร
     โดยนายอภิสิทธิ์ย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า  "การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมในแง่ของการกระจายการถือครองที่ดิน  และทำให้เกิดการพัฒนาที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์  และจะเป็นแหล่งรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (อปท.)"
     ขณะที่นายกรณ์ระบุว่า  "การพิจารณาผ่านร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้  แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล  เพื่อสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคมไทย  อย่างที่ทราบว่าโครงสร้างภาษีในปัจจุบัน  รัฐเก็บจากฐานรายได้ของประชาชน  แต่พอกฎหมายตัวนี้ออกมา  การจัดเก็บภาษีจะมาจากฐานทรัพย์สินแทน  ดังนั้นคนที่มีทรัพย์สินมาก  ครอบครองที่ดินมาก  ก็จะถูกจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น"
     ฟังแล้วอยากลุกขึ้นปรบมือดังๆ
     แต่ที่สุดแล้วก็ต้องยกมือค้าง...หลังจากได้ทราบถึงความชุลมุน  ฝุ่นตลบที่เกิดขึ้นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่   20   เมษายนที่ผ่านมา  อันเป็นวันที่มีการเห็นชอบหลักการในเรื่องนี้   โดยแม้ว่าภายหลังประชุม  ครม.เสร็จสิ้น  นายอภิสิทธิ์จะแถลงถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง  เพื่อตอกย้ำถึงความตั้งใจจริง  แต่คำถามคือ  รัฐมนตรีที่ตั้งใจที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง  จะมีมากกว่าแค่นายกรัฐมนตรี  กับขุนคลังคู่ใจจริงหรือเปล่า?
     เพราะมีข่าวแพลมตามออกมาทันควันว่า  ครม.เพียงแต่เห็นชอบในหลักการเท่านั้น  ขณะที่ตัวร่างกฎหมายอาจจะต้องไปรื้อกันใหม่ในขั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็บอกเองว่า  จะต้องดำเนินการไปพร้อมกับการทำประชาพิจารณ์  ทั้งๆ  ที่ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  (สศค.)  ในฐานะหน่วยงานผู้ศึกษาและยกร่างกฎหมายได้จัดทั้งวงเสวนาให้ผู้มีส่วนได้เสียมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  มีทั้งการทำประชาพิจารณ์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน  เพราะกฎหมายนี้ไม่ใช่เพิ่งมีแนวคิดว่าจะทำขึ้นในรัฐบาลนี้  แต่มันถูกพูดถึงกันมานับเป็นสิบๆ  ปีแล้ว
     เนื่องจากมีเสียงค้านในที่ประชุมอย่างหนัก  จนเกือบๆ  จะต้องถอนวาระดังกล่าว  ซึ่งเป็นวาระเพื่อพิจารณา  เรื่องที่  13  ออกไปเลยด้วยซ้ำ  และแม้จะมีกระแสข่าวว่า  รัฐมนตรีที่คัดค้านอ้างถึงเรื่องข้อยกเว้นบางอย่างล่อแหลมและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางการเมือง  หากมีการตีความผิดเพี้ยน  เกรงว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล  แต่เอาเข้าจริงแล้ว...เป็นไปได้หรือไม่ว่า  รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้?
     เพราะต้องอย่าลืมว่า  บรรดานักการเมืองทั้งหลายมีการถือครองที่ดินกันมากมายมหาศาล  ไม่เว้นแม้แต่นักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำผลักดันเรื่องนี้   ดังนั้น   การที่   ครม.ยอมผ่านหลักการ  ก็คงเกิดจากการดึงดันที่จะผลักดันของนายกรัฐมนตรี  และ  รมว.คลัง  ส่วน  ครม.คนอื่นๆ  โดยเฉพาะคนที่ไม่เห็นด้วย  ก็คงยอมได้เพราะเห็นว่ากระบวนการผ่านร่างกฎหมาย  ยังต้องใช้ระยะเวลาอีกยาวนาน...กว่ากฤษฎีกาจะแก้ไขร่างกันใหม่  หรืออาจถึงขั้นยกร่างขึ้นใหม่เลยด้วยซ้ำ  คงต้องใช้เวลาอีกมากโข  และถึงผ่านขั้นตอนนั้นเรียบร้อยแล้ว  ก็ยังต้องไปฝ่าด่านหินในขั้นรัฐสภาอีก
     หนทางข้างหน้า...ดูแล้วเต็มไปด้วยอุปสรรค  ขวากหนาม  รวมถึงหุบเหว  ยากเหลือเกินที่จะฝ่าข้ามไปได้!
     แม้แต่นายกรณ์ผู้ผลักดันเรื่องนี้เอง  ยังยอมรับในการให้สัมภาษณ์กับทีวีช่องหนึ่งว่า  คาดว่าจะเสนอกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณาได้ในปี  2554  นั่นต้องหมายถึงว่า  รัฐบาลชุดนี้จะต้องอยู่จนครบวาระ  ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้หรือไม่  หรือแม้จะอยู่จนครบวาระ  ก็ไม่ได้การันตีได้ว่ากฎหมายจะผ่าน...
     สุดท้ายแล้ว  การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคงเป็นได้แค่  "การยืนยันความตั้งใจของรัฐบาล"  เกี่ยวกับแนวคิดเรื่องนี้  ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศแต่เพียงเท่านั้น
     ส่วนในทางปฏิบัติคง  "ยาก"  ที่จะไปได้ไกลกว่านี้...