K-Pop Fever ฝันเด็กไทยไกลถึงเกาหลี

Saturday, 3 July, 2010 - 00:00

K-Pop Fever ฝันเด็กไทยไกลถึงเกาหลี

    เพียงไม่นานหลังจากเกิดปรากฏการณ์วัฒนธรรมประเทศเกาหลีหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละครชุด เพลง เกินเลยไปถึงเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัว ทรงผม ทำให้มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่ติดอกติกใจในกระแสวัฒนธรรมเหล่านี้ เฉพาะอย่างยิ่งกระแสความคลั่งไคล้เพลงเกาหลี หรือ K-Pop ที่ดูจะมีมากเป็นพิเศษ
     จะเห็นได้จากตามสถานที่ต่างๆ เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ สถานนีรถไฟใต้ดินจตุจักร และตามห้างสรรพสินค้าบางแห่ง ได้เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่นที่จะคอยมาจับกลุ่มกันเต้นตามแบบศิลปินเกาหลีชื่อดังที่ตนเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นวง Tohoshinki, Super Junior, Big Bang, Shinee, Wonder Girls, Girls Generation, 2NE1, 4 Minute หรือวง 2PM เองที่มีนิชคุณ หรเวชกุล คนไทยหนึ่งเดียวที่เป็นสมาชิกของวงก็ตาม นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีองค์กรเอกชนต่างๆ มากมายที่คอยจัดตั้งเวทีให้วัยรุ่นไทยได้แสดงออกในการประกวดเต้น Cover Dance อันหมายถึงคือการเต้นที่ เป็นการลอกเลียนแบบทั้งการร้อง การเต้น ท่าทาง ทรงผมของศิลปินนักร้องวงโปรดมาทั้งหมด ราวกับเป็นการแสดงจริงของศิลปินวงนั้นๆ อยู่เป็นจำนวนมากด้วย
     ส่วนสถาบันสอนร้อง เต้น ที่มีอยู่มากมาย ก็ปรับตัวหันมาสอนเต้นแนวเกาหลีกันถ้วนหน้า เรียกได้ว่าถ้าสถาบันไหนไม่มีหลักสูตรการสอนร้องเต้นแนว K-Pop ก็อย่าหวังว่าจะมีเด็กเดินเข้าสมัครเรียนด้วย
     ปรากฏการณ์เหล่านี้บ่งบอกได้ชัดถึง กระแสบริโภคอุตสาหกรรมเพลงไทย หรือความเป็นวัฒนธรรมไทยกำลัง "ถูกรุก" ด้วยกระแส K-Pop ที่นับวันจะแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แบบแรงไม่ตก จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่าเหตุใดสภาพสังคมและพฤติกรรมการเลือกฟังเพลงของวัยรุ่นจึงเป็นเช่นนี้ได้
      คิม ฮโยมิน เจ้าของสถาบันสอนร้องเต้น K-Pop Thai Dance Academy คิม ฮโยมิน เป็นหนึ่งในอีกหลายสถาบันของชาวเกาหลีที่เข้ามาเปิดธุรกิจสอนเต้นแนวเกาหลีในเมืองไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบสนองกระแส K-Pop ที่มาแรงแล้ว ยังเป็นช่องทางการทำธุรกิจที่ไปได้สวยมากๆ อีกด้วย
     "ปัจจุบันเรามีนักเรียนสนใจมาเรียนเต้น K-Pop ตั้งแต่ระดับอายุ 5-30 ปี มากน้อยตามแต่ช่วงเวลา โดยเฉพาะเมื่อช่วงที่ศิลปินดังๆ จากทางเกาหลีออกอัลบั้มใหม่มาช่วงนั้น จะมีนักเรียนมาเรียนเยอะขึ้นเป็นพิเศษ มีทั้งมาเรียนแบบเดี่ยว และก็รวมกลุ่มมาเต้นกันเองกับเพื่อนๆ อย่างผู้ปกครองเองสมัยนี้ก็ไม่ได้ดูถูกหรือกีดกันอาชีพศิลปิน นักร้อง Dancer อย่างสมัยก่อนแล้ว อย่างเกาหลีเองเขามีระบบการจัดการที่ดี ตรงที่พ่อแม่เขาก็จะส่งเสริมลูก หากรู้ว่าลูกเขาอยากจะเป็นอะไร ก็จะส่งเสริมให้ได้ฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อให้ไปเป็นระดับมืออาชีพได้ในอนาคต" ครูสอนเต้นชาวเกาหลีกล่าว
     ในสถาบันแห่งนี้ยังมีครูสอนที่เป็นคนไทย ชลธิศ อุดร หรือ ครูนก พูดถึงการที่กระแส K-Pop ที่มาแรงช่วงนี้ว่า การมีอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางที่ทำให้เพลงเกาหลีเข้าถึงเด็กไทยได้ง่ายขึ้น ถ้าเพลงไหนดังๆ ก็สามารถดูหรือโหลดได้ทางอินเทอร์เน็ตได้ จึงทำให้กระแส K-Pop ฮอตฮิตในเด็กไทย
     "ในความเห็นผมมองว่า วงการบันเทิงเกาหลีมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ตัวศิลปินไม่จำเป็นต้องเน้นว่าสมาชิกทุกคนในวงต้องหน้าตาดี แต่เขาจะขายความเป็นวงมากกว่า และถ้ามีชื่อเสียงแล้วก็จะมีงานตามมาตลอด ต่างจากบ้านเราที่จะเน้นหน้าตาไว้ก่อน แต่ความสามารถยังไม่ถึง ตรงนี้จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กไทยเองใฝ่ฝันอยากเป็นศิลปินที่โน่น"
     ครูนกเล่าอีกว่า ศิลปินเกาหลีกว่าจะออกอัลบั้มได้ต้องเก็บตัวซ้อมกับทางค่ายเพลงทุกวันเป็นเวลาถึง 5-6 ปี และแม้จะออกอัลบั้มไปแล้ว พวกเขาก็ยังคงซ้อมอย่างหนักตลอดเวลา ส่วนศิลปินไทย ถ้าหน้าตาดีก็จับไปซ้อมเพียงไม่กี่เดือนแล้วก็ออกอัลบั้ม พอหมดช่วงโปรโมตก็ไม่ค่อยใส่ใจที่จะซ้อมเท่าที่ควร เป็นความฉาบฉวยมากกว่า ตรงนี้จึงทำให้ความลงตัวและคุณภาพของศิลปินไทยมีน้อยลงไปเมื่อเทียบกับทางเกาหลี
     "ที่วงการเพลงไทยเราซบเซาลงไปมาก เนื่องจากไทยเองมีศิลปินที่เป็น Idol ของเด็กไทยน้อยลง รวมทั้งศิลปินไทยเราเองบางกลุ่มก็เหมือนตามทางฝั่งเกาหลีมาจนเกินไป จนศิลปินไทยเราที่ออกมาบางคนก็ขาดจุดขายไป แทนที่จะตามกระแส K-Pop อย่างเดียว ตรงนี้ไทยเราควรจะค้นหาเอกลักษณ์ความเป็นไทยมานำเสนอให้เป็น T-Pop มากกว่า เพื่อที่จะได้ขึ้นมาสู้กับ K-Pop บ้าง" ครูนกกล่าว
     ครูนกยังเล่าด้วยว่า การสอนเต้น K-Pop ของตัวเองจะเริ่มสอนตั้งแต่ท่าพื้นฐาน การยืดกล้ามเนื้อ การแยกประสาทสัมผัสตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขน คอ ไหล่ จากนั้นจึงเป็นการเต้นท่าพื้นฐานประกอบเพลง แล้วจึงสอนท่ายากท่าง่ายไปตามระดับของการเต้น
     ในความเห็นของ อัจฉรียา อำไพรัตน หรือ ครูส้ม จากสถาบันสอนเต้น Evolution Dance คล้ายๆ กับครูนอกที่เห็นว่า ช่วงนี้กระแสของเกาหลีค่อนข้างที่จะแรง เด็กที่มาเรียนเต้น K-Pop กับสถาบันก็จะมีตั้งแต่ 8-20 ปี ส่วนสถาบันจะสอนร้องเต้นตั้งแต่ในระดับพื้นฐานการเต้น สไตล์การเต้น การฟังการแกะเพลงของ K-Pop ไม่ใช่ไปลองเต้น Cover กันเองแบบผิดๆ
     "จริงๆ อยากให้เด็กไทยอยู่กับวัฒนธรรมไทย การสอนนักเรียนจึงได้เน้นย้ำไปด้วยถึงการใส่เอกลักษณ์ความเป็นไทย ความเป็นตัวเองลงไปด้วย เพราะแต่ละคนต่างก็มีเอกลักษณ์ส่วนตัวที่ต่างกัน บางครั้งการใส่ความเป็นตัวของตัวเองลงไปจะทำให้ดูดีกว่าไปเลียนแบบเขาทั้งหมด" ครูส้มกล่าว
     ทรงวุธ วิเศษศุภลักษณ์ หรือแบ็ค นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จาก ม.อัสสัมชัญ สมาชิกจากทีม S-Question ผู้ชนะเลิศในการประกวดเต้น K-Pop Cover Dance ในเวที Korea Dance Fever Contest ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บอกว่า จุดเริ่มการรวมตัวของวงมาจากการที่เพื่อนๆ ในกลุ่มชื่นชอบเพลงและศิลปินเกาหลี โดยเฉพาะวง 2PM จึงได้ใช้เวลาหลังเลิกเรียนและในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ถือวิทยุไปหนึ่งเครื่องพร้อมอุปกรณ์เชื่อมต่อเพลง รวมกลุ่มกันไปซ้อมเต้นกันตามสนามกีฬาแห่งชาติ หรือไม่ก็สถานนีรถไฟฟ้าใต้ดินที่จตุจักร ซึ่งการได้มารวมกลุ่มเต้น นอกจากจะได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้ออกกำลังกาย กล้าแสดงออก ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เป็นคนขี้อาย แต่พอได้แสดงบ่อยครั้งขึ้นก็จะสามารถสู้หน้าผู้ชมได้
     ในการซ้อมเต้นก็จะดูและแกะท่าเต้นจากศิลปินวงโปรดกันเอง จากนั้นมาจึงได้ออกตระเวนไปประกวดตามเวทีต่างๆ กว่า 10 เวที จนล่าสุดถึงมาได้รางวัลในการประกวดเต้นที่เวที Korea Dance Fever Contest ด้วยเพลง Don't Stop Can't Stop และ Without U ของวง 2PM
    "ที่ผมชอบศิลปินเกาหลี เพราะเพลงของดูมีความน่าสนใจกว่า มีท่าเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดูแข็งแรงกว่าของไทยเรา อาจเป็นเพราะพวกเขามีการซ้อมที่นานกว่าเรา และถึงแม้เพลงจะฟังไม่ออก แต่ก็ยังทำให้รู้สึกสนุกไปด้วยได้เลย" แบ็คกล่าว
     ไพลิน จิตรเอื้อใจสุข หรือ พิม, แพรวา ฤทธิ์เกษม หรือ แพรว และ รุจรวี ว่องไพศาล หรือ ซันนี่ 3 สาวน้อยนักเรียนชั้น ป.6 จาก รร.เลิศหล้าถนนเกษตร-นวมินทร์ ที่หอบกระเป๋ามาเรียนเต้น K-Pop หลังเลิกเรียนที่สถาบัน K-Pop Thai Dance Academy บอกว่า ที่เลือกที่จะมาเรียนเต้น K-Pop เนื่องจากอยากจะเต้นตามศิลปินนักร้องเกาหลีได้ เพราะศิลปินเกาหลีเขาดูเต้นเก่ง ร้องเพลงก็เพราะ และก็ยังหน้าตาดีอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มศิลปินโปรดอย่างวง Super Junior, Shinee และ Girls Generation นอกจากนี้ การมาเรียนเต้นยังทำให้เกิดความรู้สึกสนุกผ่อนคลายจากการเรียนได้ และยังจะได้รู้อีกด้วยว่าทางคนเกาหลีเขาเต้นกันยังไง และมีทักษะการเต้นกันยังไงด้วย
     "ถ้าถามพวกหนูว่าศิลปินเกาหลีกับนักร้องไทยเป็นยังไง พวกหนูว่าทางเกาหลีเขาใส่ความมันส์ ความสนุกมากกว่า และเขายังทำให้พวกคนดูมีส่วนร่วม เวลาทั้งการร้อง การเต้นอย่างเต็มที่ 100% เลยล่ะค่ะ แต่ของไทยเท่าที่หนูดู ทำได้แค่เพียง 10% ของเขาเท่านั้นเอง" ซันนี่กล่าว.