ริงไซด์เวทีโลก 'ฟิลิปปินส์'เดินหน้าชน'จีน-เวียดนาม' ดันกฎหมายอ้างกรรมสิทธิ์'สแปรตลีย์'

Sunday, 29 March, 2009 - 00:00

ริงไซด์เวทีโลก 'ฟิลิปปินส์'เดินหน้าชน'จีน-เวียดนาม' ดันกฎหมายอ้างกรรมสิทธิ์'สแปรตลีย์'

     จู่ๆ  ฟิลิปปินส์ออกลูกฮึด  ท้าทายจีน  เวียดนาม  และประเทศอื่นๆ  ในย่านนี้  ด้วยการออกกฎหมายกำหนดอาณาเขตทางทะเล  รวมเอาหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้  ซึ่งพิพาทกรรมสิทธิ์กันมาช้านาน  และเชื่อว่าอาจเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ
     จีนได้แสดงปฏิกิริยาต่อกฎหมายที่เพิ่งออกในเดือนนี้ฉบับดังกล่าวว่า  "ขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลใช้บังคับ"  พร้อมกับรีบส่งเรือลาดตระเวนไปยังพื้นที่นั้น  และยกเลิกการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีฟิลิปปินส์  กลอเรีย  มากาปากัล  อาร์โรโย  กับประธานสภาผู้แทนประชาชนของจีน  หลี่เจียนกว๋อ  เป็นการแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้
     เวียดนามก็ประท้วงกฎหมายกำหนดแนวเส้นหมู่เกาะของฟิลิปปินส์  ชื่อ  Philippine 
Archipelagic  Baseline  Law  ฉบับนี้ด้วยเช่นกัน  โฆษกกระทรวงต่างประเทศของเวียดนาม  ออกมาแถลงปรามว่า  ฟิลิปปินส์ไม่ควรทำอะไรที่จะกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้
     ชื่อของหมู่เกาะสแปรตลีย์  เป็นที่คุ้นหูของพวกเราคนไทย  แม้ว่าไทยไม่ได้ร่วมวงพิพาทกรรมสิทธิ์กับประเทศอื่นๆ  หมู่เกาะนี้ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อยและเกาะปะการังมากมายกว่า 
650  เกาะ  มีพื้นที่ทางบกรวมกันไม่ถึง  5  ตารางกิโลเมตร  แต่กระจัดกระจายกินอาณาบริเวณทางทะเลกว้างไกลถึง  400,000  ตารางกิโลเมตร
     ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะนี้ทั้งหมด  คือ  จีนกับเวียดนาม  ส่วนประเทศอื่นๆ  คือ  ฟิลิปปินส์  มาเลเซีย  ไต้หวัน  และบรูไน  ต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในบางส่วน
     ในจำนวนนี้มีประมาณ  45  เกาะที่มีกองทหารขนาดเล็กจากประเทศต่างๆ  ที่อ้างสิทธิ์ยึดครองอยู่  ยกเว้นบรูไน  ประเทศเหล่านี้อ้างเหตุผลแตกต่างกันไป  บ้างอ้างเขตไหล่ทวีป  บ้างอ้างภูมิศาสตร์  และบ้างก็อ้างประวัติศาสตร์
     ตามรายงานใน  Asia  Times  Online  นั้น  ฟิลิปปินส์อ้างว่า  หมู่เกาะคาลายานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสแปรตลีย์  ถือเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ  รัฐบาลมะนิลาบอกว่า  ไม่เคยมีอำนาจอธิปไตยที่เป็นจริงเหนือกลุ่มเกาะนี้  จนกระทั่งเมื่อทศวรรษ  1930  ซึ่งฝรั่งเศสได้เข้ายึดครอง  จากนั้นญี่ปุ่นก็ได้รุกเข้าไปยึดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
     หลังจากญี่ปุ่นเลิกอ้างกรรมสิทธิ์ในการทำสนธิสัญญาสันติภาพซานฟรานซิสโกในปี  1951 
การสละสิทธิ์นี้ไม่ได้ระบุผู้สืบทอด  ตนจึงมีสิทธิที่จะผนวกกลุ่มเกาะนี้เป็นของตนได้  ในปี  1956  พลเรือเอกโทมัส  โคลมา  ของฟิลิปปินส์  จึงจัดตั้งหมู่เกาะนี้เป็นดินแดนในอารักขาของฟิลิปปินส์
     นับแต่นั้นมา  มะนิลาได้คงกำลังทหารจำนวนหนึ่งไว้บนเกาะ  Pag-Asa  ซึ่งเป็นเกาะหลักใน  9  เกาะของกลุ่มเกาะคาลายัน  ซึ่งในทางภูมิศาสตร์นับว่าอยู่ใกล้กับเกาะปาลาวัน  จังหวัดทางตะวันตกสุดของฟิลิปปินส์
     ฟิลิปปินส์อ้างว่า  กลุ่มเกาะนี้ตั้งอยู่ใน  "แนวเส้นหมู่เกาะ"  ของตน  ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่อ้างกรรมสิทธิ์โดยใช้เหตุผลด้านธรณีวิทยา  ซึ่งคาลายันก็ได้ถูกรวมเข้ากับปาลาวันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือนเมษายน  1972  แล้ว
     ประเทศอื่นๆ  ได้มีการกระทบกระทั่งกับฟิลิปปินส์ในพื้นที่บริเวณนั้นมาโดยตลอด  ด้วยเหตุที่ต้องการเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งกับจีน  รัฐบาลฟิลิปปินส์บอกว่า  จำเป็นต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดรับกับคณะกรรมาธิการของสหประชาชาติ  ว่าด้วยขอบเขตของไหล่ทวีป  ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่  13  พฤษภาคมศกนี้
     อนุสัญญากฎหมายว่าด้วยกฎหมายทะเลของสหประชาชาติ  ระบุว่า  รัฐชายฝั่งสามารถอ้างขอบเขตทางกฎหมายออกไปจากเขตแดนทางบกของตนเป็นระยะทาง  200  ไมล์ทะเล  เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์อ้างว่า  ตามคำนิยามของคำว่าเขตไหล่ทวีปส่วนต่อขยายของคณะกรรมาธิการยูเอ็นดังกล่าว  ฟิลิปปินส์สามารถอ้างกรรมสิทธิ์ได้ไกล  350  ไมล์ทะเล
     พื้นที่ที่ฟิลิปปินส์อ้างนี้จะกลายเป็น  "พื้นที่ท้องทะเลสากล"  หรือยกให้แก่ประเทศที่อ้างเขตอำนาจ  หากไม่มีการออกกฎหมายนี้ก่อนเส้นตายในเดือนพฤษภาคม  อย่างไรก็ดี  ทั้งคณะกรรมาธิการฯ  หรือกฎหมายทะเลของยูเอ็น  ไม่ได้ชี้ชัดว่าจะวินิจฉัยเขตแดนที่ทับซ้อนกันอย่างไร
     เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์บอกว่า  จีนและผู้อ้างกรรมสิทธิ์อื่นๆ  ไม่ควรวิตก  เพราะกฎหมายดังกล่าวไม่ได้รวมเอากลุ่มเกาะคาลายันและสการ์โบโรซึ่งอยู่ใกล้เคียงเข้าเป็นดินแดนของตน
     จุดยืนของฟิลิปปินส์ก็คือ  ประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือเขตแดนพิพาทนี้  แต่ก็ยอมรับว่ามีประเทศอื่นๆ  อ้างกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย
     ภายในสังคมของฟิลิปปินส์เองก็มีความเห็นแตกต่างกัน  สมาชิกรัฐสภาและนักกฎหมายหลายรายโจมตีว่า  รัฐบาลขายชาติ  แฮรี  โรก  ทนายความแห่งศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศบอกว่า  ที่จริงแล้วกฎหมายฉบับนี้ได้สละละทิ้งการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะนี้  อันที่จริงหมู่เกาะสแปรตลีย์เป็นน่านน้ำและหมู่เกาะอันหนึ่งอันเดียวกันกับหมู่เกาะฟิลิปปินส์
     หมู่เกาะสแปรตลีย์ในส่วนที่ใก้กับปาลาวันนั้นเป็นแหล่งปลาชุกชุม  และมีสัตว์ถูกคุกคามหลายชนิด  เช่น  เต่ามะเฟือง  ซึ่งฟิลิปปินส์คุ้มครอง  แต่ชาวประมงจีนมักลักลอบจับไปขายเพราะมีราคาแพงลิ่ว
     นอกจากนี้  หมู่เกาะนี้ยังอาจมีน้ำมันและก๊าซด้วย  ฟิลิปปินส์ได้พบน้ำมันแหล่งใหญ่นอกชายฝั่งเกาะปาลาวันเมื่อปี  1976  จีนคาดการณ์ว่าสแปรตลีย์มีน้ำมันและก๊าซราว  17,700  ล้านตัน  เทียบกับคูเวตซึ่งมีพลังงานสำรอง  13,000  ล้านตัน  หมู่เกาะนี้จึงเป็นแหล่งพลังงานสำรองใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก
     ยังไม่มีประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์รายใดให้สัมปทานขุดเจาะในหมู่เกาะนี้  เพราะเกรงจะต้องรบกันหลังจากเคยเกิดความตึงเครียดมาหลายครั้ง  เมื่อปี  1995  ฟิลิปปินส์พบว่าทหารจีนได้ไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหารบนเกาะปะการังมิสชีฟ  ซึ่งมะนิลาอ้างกรรมสิทธิ์  โดยอยู่ห่างจากเกาะปาลาวัน  80  ก.ม.  ต่อมาทหารเรือของฟิลิปปินส์ได้จับกุมชาวประมงจีน  62  คนที่เกาะปะการังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากปาลาวัน  80  ก.ม.  ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งทางการทูตขึ้น
     หลังจากเหตุการณ์นั้น  อาเซียนได้ไกล่เกลี่ยให้เกิดข้อตกลงระหว่างจีนกับประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ว่า  จะมีการแจ้งล่วงหน้าหากจะมีการเคลื่อนไหวทางทหารในบริเวณนั้น  และการก่อสร้างในหมู่เกาะสแปรตย์ลีย์จะต้องหยุดและรื้อถอน
     แต่จีนกับมาเลเซียก็ละเมิดข้อตกลงนี้ในทันที  เรือของทหารจีนลำหนึ่งได้เข้าไปยังเกาะปะการังแห่งหนึ่ง  ทำทีว่าไปก่อตั้งโรงซ่อมเรือประมง  แต่ก็ยึดครองเรื่อยมา  ขณะที่มาเลเซียก็ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะสันทรายแห่งหนึ่ง
     แต่ต่อมาจีนดูต้องการจะใช้การทูตเป็นหลัก  จึงได้ร่วมกับอาเซียนประกาศปฏิญาณแนวปฏิบัติของฝ่ายต่างๆ  ในทะเลจีนใต้  แม้ว่าจะไม่มีผลบังคับตามกฎหมายก็ตาม  และล่าสุดในการประชุมของอาเซียนในประเทศไทยก็ได้มีการออกพิมพ์เขียวเพื่อสันติฉบับหนึ่ง  เรียกร้องให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าโดยใช้กลไกที่มีอยู่ในการป้องกันเหตุขัดแย้ง
     ต้องคอยดูกันต่อไปว่า  ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์จะบานปลายหรือจะยุติลงอย่างไร  ซึ่งคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในอนาคตอันใกล้นี้  เพราะประเด็นที่หาข้อตกลงได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็คือ  ดินแดน!.