สิ่งแวดล้อม

Saturday, 14 February, 2009 - 22:27

"ฝาย" ถุงน้ำเกลือธรรมชาติ คืนสมดุลระบบนิเวศ

  "หลังสร้างฝายได้สองปี   ไฟป่าลดลงจาก  400  ครั้ง  เหลือ  4-5  ครั้ง  มีน้ำกิน  น้ำใช้   ธรรมชาติกลับคืนมา"  นี่คือคำบอกเล่าของ  ศาณิต  เกษสุวรรณ  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท  ปูนซิเมนต์ไทย  (ลำปาง)  จำกัด  ผู้ที่ได้ไปศึกษาเรียนรู้การทำฝายจากบ้านสามขา  จ.ลำปาง  และศูนย์พัฒนาห้วยฮ้องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  แล้วนำมาทดลองสร้างฝายชะลอน้ำรอบเหมืองปูนอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันสร้างฝายชะลอน้ำในชุมชนของตัวเองผ่านกิจกรรม  "SCG  รักษ์น้ำ  10,000  ฝาย  ถวายพระเจ้าอยู่หัว"  ซึ่งเครือซิเมนต์ไทย  (SCG)  ได้เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี  2549
     และฝายชะลอน้ำลำดับที่  9,901-10,000  ซึ่งเป็น  100  ฝายสุดท้ายที่จะครบหมื่น  พนักงานเครือซิเมนต์ไทย  อาสาสมัคร  พร้อมด้วยชาวชุมชนจังหวัดลำปาง  ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างในบริเวณป่าอนุรักษ์แม่ทรายคำ  อ.แจ้ห่ม  และ  อ.แม่ทะ  จ.ลำปาง  เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา  ฝายแต่ละตัวสร้างขวางร่องน้ำเล็กๆ  หรือลำห้วย  จากยอดเขาลงมาถึงพื้นราบ  ใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นมาสร้าง  เห็นได้จากท่อนไม้ไผ่ที่ปักยึดลงในดิน  ด้านในของฝายใช้กรวด  ดินทราย  ก้อนหิน  ถมจนเต็มเป็นแกนดินเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำที่จะทำให้ฝายพังทลาย  ขณะเดียวกันก็ช่วยกักเก็บน้ำและดักตะกอนบางส่วน  ฝายแบบนี้เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นสร้างได้ง่ายและมีราคาถูกอีกด้วย
     ปัจจุบันฝายชะลอน้ำทั้ง  10,000  ฝายที่เครือซิเมนต์ไทยร่วมกับชุมชนสร้างนั้นกระจายอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำจังหวัดต่างๆ  ที่สำคัญมีการขยายผลจากคนต้นน้ำไปสู่คนปลายน้ำ  ตั้งแต่  จ.ลำปาง   เชียงใหม่  น่าน  แพร่  ระยอง  นครศรีธรรมราช  กาญจนบุรี  ขอนแก่น  และสระบุรี  ซึ่งทั้ง  10,000  ฝายได้มีการรวบรวมตำแหน่งของฝายชะลอน้ำหรือพิกัดฝายทั้งหมดส่งมอบให้กับ  ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  เพื่อนำทูลเกล้าฯ  ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งพิกัดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการดูแลซ่อมแซมฝายที่สร้างไว้แล้วด้วย  และเป็นข้อมูลประกอบการอนุรักษ์น้ำต่อไป
     ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล  เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  กล่าวถึงการอนุรักษ์น้ำตามแนวพระราชดำริว่า  "น้ำคือชีวิต"  ประโยคนี้ทุกคนอาจจะมองข้ามไป  แท้จริงในหลวงทรงสอนเราตลอดเวลา   แต่กลับไม่ใส่ใจ  ที่ห้วยฮ้องไคร้วันที่พระองค์ท่านเสด็จไปพื้นที่แห้งแล้งมาก  ทรงรับสั่ง  7  ปีจะทำให้เป็นสีเขียวทั้งหมด  และฝายชะลอน้ำเป็นหนึ่งในพระราชดำริในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่
     "ทรงรับสั่งก้อนหิน  ดิน  กิ่งไม้แถวนั้นมีอยู่แล้ว  ขาดแต่สองมือของคนเท่านั้น  สองมือกับหัวใจที่จะผลักดันหยิบไม้ไผ่มาปักเป็นแกนกลาง   เอาก้อนหินมาเรียง  สร้างเป็นฝายชะลอน้ำ  หน่วยงานแรกที่รับงานคือ  กรมชลประทาน  ทำตามรับสั่งแล้วกลับมาถวายรายงานว่า  ฝายเก็บน้ำไม่ได้  น้ำรั่วหมด  แต่ในหลวงตรัสว่า  แสดงความยินดีด้วย  ท่านทำสำเร็จแล้ว"
     ดร.สุเมธอธิบายถึงประโยชน์จากการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริว่า  ฝายชะลอน้ำเปรียบเหมือนถุงน้ำเกลือในภูมิประเทศ  ช่วยรักษาธรรมชาติที่กำลังป่วยอยู่   ที่ผ่านมาป่าถูกทำลาย  เมื่อฝนตกไม่มีแหล่งดูดซับน้ำ  น้ำไหลแรงลงมาตามร่องน้ำหรือลำธาร  เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน  เมล็ดพันธุ์ไม่มีเวลางอกเงย  แต่ถุงน้ำเกลือนี้จะช่วยชะลอน้ำ  ทำให้น้ำหยดทีละน้อยๆ  ความชื้นก็อยู่ในดินในป่าได้นานยิ่งขึ้นแทนที่จะไหลพรวดพราดลงมา  ใต้พื้นดินมีเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิด  รวมถึงตอไม้ที่ยังมีชีวิตเมื่อได้อาศัยน้ำแตกหน่อแตกใบเกิดเป็นป่ากลับคืนมา  นี่เป็นต้นธารทฤษฎีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก  ขณะเดียวกันความชุ่มชื้นของป่าก็ลดปัญหาไฟป่าได้  ทรงรับสั่งว่านี่คือแนวป้องกันไฟเปียก  ในพื้นที่ที่มีการสร้างฝายชะลอน้ำสมบูรณ์  ป่าจะผลัดใบลดลงเต็มไปด้วยไม้ใบเขียวเกิดความอุดมสมบูรณ์  เมื่อป่าต้นน้ำสมบูรณ์  กลางน้ำและปลายน้ำก็พลอยสมบูรณ์ไปด้วย  ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี  ถ้าต้นน้ำตายเมื่อไหร่  ปลายน้ำตายเมื่อนั้น
     เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนายังเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของต้นน้ำด้วยว่า  พื้นที่ภาคเหนือของไทยถือเป็นคลังปุ๋ยชั้นยอดตามธรรมชาติ  หน้าหนาวใบไม้ร่วง  นี่คือวัตถุดิบของปุ๋ยทั้งสิ้น  ต้องป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่า   เข้าฤดูฝน  ใบไม้เหล่านี้ย่อยสลาย  น้ำฝนชะล้างลำเลียงลงสู่ลำธาร  ไหลลงสู่แม่น้ำปิง  วัง  ยม  น่าน  สู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา  ปุ๋ยทั้งหมดกองรวมกันอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา  เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทยและเป็นแหล่งปลูกข้าว  ผลผลิตข้าวถือเป็นรากแก้วของชาติ   ต้นไม้ไม่มีรากแก้วย่อมโค่นแน่นอน  ฉะนั้น  รากแก้วเป็นสิ่งมีค่าต้องถนอมไว้  ชีวิตผูกโยงกันเป็นลูกโซ่แยกออกจากกันไม่ได้
     "ปัจจุบันดิน   น้ำ   ลม  ไฟ  ตกอยู่ในสภาวการณ์ที่อันตราย  ประชากรจำนวนมากขึ้น  ทรัพยากรลดน้อยลง  ธรรมะที่ดีคือการรักษาธรรมชาติบนฐานความเป็นธรรมดาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง"  ดร.สุเมธฝากให้ทุกคนดำรงชีวิตแบบพอเพียง
     เพราะผลที่ได้จากการสร้างฝายชะลอน้ำไม่ใช่แค่เพียงการพลิกฟื้นป่าที่แห้งแล้งกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์  แต่นำความสุขมาสู่ชุมชนโดยรอบเพิ่มขึ้น  หมู่บ้านสามขา  ชุมชนเล็กๆ  ที่ตั้งอยู่เชิงเขาใน  ต.หัวเสือ  อ.แม่ทะ  จ.ลำปาง  เป็นตัวอย่างชุมชนเข้มแข็งที่มีฝายชะลอน้ำเชื่อมสายใยของคนในชุมชน
     ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านสามขาและเลขาเครือข่ายลุ่มน้ำจาง   จ.ส.อ.ชัย  วงศ์ตระกูล  หรือจ่าชัย  เล่าให้ฟังว่า  ชุมชนบ้านสามขา  ชาวบ้านทำการเกษตรเป็นหลัก  มีวิถีชีวิตอยู่กับการผลิตมาตลอด  ต้องอาศัยน้ำในการปลูกพืชผัก  จนกระทั่งปี  2544  เกิดวิกฤติน้ำ  ข้าวแห้งตายเก็บเกี่ยวไม่ได้  ก็ค้นหาแนวทางแก้ปัญหาขาดน้ำให้กับชุมชน  มีโอกาสได้พบกับคุณพารณ  อิศรเสนา  ณ  อยุธยา  อดีตผู้บริหารบริษัทเครือซิเมนต์ไทย  ผู้ซึ่งแนะนำให้รู้จักกับแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำ  ก่อนจะไปศึกษาการสร้างฝายจากศูนย์พัฒนาห้วยฮ้องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  แล้วนำมาทดลองสร้างเองที่หมู่บ้าน
     "หลายคนเข้าใจว่าเป็นการสร้างฝายเก็บน้ำ  แต่จริงๆ  คือการสร้างป่าให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น  ตัวฝายใช้ดักตะกอน  ทำให้น้ำไหลช้าลง  มีน้ำในลำห้วยนานขึ้น  หลังทำฝายป่าของหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ขึ้น  มีน้ำกินน้ำใช้  ชาวบ้านยังได้เก็บพืชผัก  เห็ด  ปลา  มาเป็นอาหาร  แต่ฝายตัวเดียวไม่ใช่คำตอบ  ต้องสร้างให้มากที่สุด  และสร้างฝายหลายชั้นลดหลั่นลงมาเรื่อย  เพื่อชะลอการไหลของน้ำ  ฝายยังช่วยป้องกันไฟป่าบวกกับการดูแลไฟป่าของชุมชน  จากที่เคยมี  อสม.ชาวบ้าน  26  คน  ปัจจุบันมีกว่า  100  คน  ฝายเป็นเครื่องมือในการให้ชาวบ้านหันกลับมาพัฒนาชุมชนมากขึ้นและมีความสามัคคีเกิดขึ้น  การสร้างฝายชุมชนได้พูดจากัน  เห็นอกเห็นใจ  รู้จักนิสัยใจคอกัน  เกิดความเข้มแข็งของคนในชุมชน"  จ่าชัยกล่าว
     ขณะที่  ชาญ  อุทธิยะ  หรือ  หนานชาญ  แกนนำสำคัญของชุมชนบ้านสามขา  และผู้ประสานงานงานวิจัยสถาบันแสนผญาลำปาง  กล่าวว่า  ที่บ้านสามขาเป็นจุดเริ่มต้นของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาทำบัญชีครัวเรือน  บันทึกรายรับรายจ่าย  มีการสำรวจหนี้สินของทั้งหมู่บ้าน  ซึ่งเป็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน  ชาวบ้านรู้ถึงเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความยากจน  กลับมาคิดพึ่งพาตนเอง  ดำรงชีวิตแบบพอเพียง  ลดการใช้ฟุ่มเฟือย  ละ  เลิกอบายมุขต่างๆ  แม้วันนี้หนี้สินก้อนโตจะไม่หมดไป  แต่ก็ไม่สร้างหนี้เพิ่มไปกว่านี้  ด้านการเกษตรที่อาศัยน้ำเป็นปัจจัยหลัก  นักพัฒนาชุมชนก็คิดตื้นๆ  ไม่มีน้ำก็ขุดสระทำอ่าง  จนอ่างกลายเป็นอนุสาวรีย์อันน่าละอาย
     "เมื่อได้เรียนรู้กว้างขึ้นไปถึงห้วยฮ้องไคร้  ได้ฟังทฤษฎีน้ำของพระเจ้าอยู่หัว  คิดได้ว่าเราไม่ต้องสร้างฝายน้ำล้น  แต่เราไปสร้างอ่างบนดอยดีกว่า  เป็นฝายแห่งชีวิต  ปัจจุบันมี  3,500   ฝายอยู่บนดอยในบริเวณป่า   12,000  ไร่  ป่าฟื้นกลายเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติ  ให้ชาวบ้านได้พึ่งพาอาศัย  ลดการซื้อ  ใช้จ่ายลดลง  วันนี้บ้านสามขาไม่จำเป็นต้องสร้างอ่าง  สร้างฝาย   สร้างสระใหญ่โต  เสียเงินลงทุนมากมาย  อยากให้หลายหน่วยงานคิดในมิตินี้ด้วย  ฝายคือโรงเรียนให้ชุมชนเรียนรู้การดำรงชีวิตแบบพอเพียง"  หนานชาญกล่าว  พร้อมกับแนะนำว่า   แนวทางการแก้ปัญหานั้นไม่จำเป็นต้องเดินทางตรงเสมอไป   อาจเป็นบันไดหลายขั้นๆ  ให้ชุมชนค่อยๆ  เดินไป  ระหว่างทางจะเกิดกระบวนการเรียนรู้  และต้องอยู่ในฐานทรัพยากรที่แท้จริงของชุมชน
     แม้กิจกรรม  SCG  รักษ์น้ำ  10,000  ฝาย  ถวายพระเจ้าอยู่หัว  จะสร้างฝายครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  แถมยังเสร็จก่อนกำหนดด้วยความร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องในชุมชนหลายพื้นที่ทั่วประเทศ  รวมทั้งอาสาสมัครและพนักงานเครือซิเมนต์ไทย  แต่ภารกิจรักษ์น้ำนี้ก็ยังไม่เสร็จสิ้น  ทั้งเครือซิเมนต์ไทยและชาวบ้านจะช่วยกันดูแลซ่อมแซมฝายที่สร้างแล้ว  พร้อมกับเดินหน้าจะสร้างจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์น้ำให้หยั่งลึกลงในจิตใจของคนทุกคนเพื่อ  "สร้างฝายในใจคน"  ให้เกิดโดยเร็ววัน.