เรื่องปก

Saturday, 25 September, 2010 - 00:00

"โตไปไม่โกง"

    ปัญหาแตกแยกทางความคิดและความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในสังคมไทยก่อนหน้านี้ รวมไปจนถึงปัญหาของชาติบ้านเมืองที่ดูจะก้าวหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นมาจากการโกงกิน คอรัปชั่นชาติบ้านเมืองแทบทั้งสิ้น ซึ่งปัญหาทุจริตคอรัปชั่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นยาวนานจนคนไทยเกิดความรู้สึกชาชิน มองว่าเป็นแค่เรื่องธรรมดา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น เด็กลอกการบ้าน ลอกข้อสอบ ไปจนถึงปัญหาของผู้ใหญ่รับสินบน รับเงินใต้โต๊ะ หรือการคอรัปชั่นโครงการใหญ่ๆ ของนักการเมือง
     แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองจนทำให้ชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ทำให้หลายคนเริ่มหวนคิดถึงต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาโกงกิน คอรัปชั่น ว่าเป็นสิ่งที่หมักหมมในสังคมไทยมายาวนานเกินไปแล้ว และปัญหานี้ได้เป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม และเป็นชนวนของการแบ่งแยกทางความคิดและกลุ่มก้อนทางสังคม จนกระทั่งถึงความเกลียดชัง แตกแยกอันรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย
     ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาทำให้เกิดหลักสูตรการเรียนที่จะไปลบล้างพฤติกรรมการโกงกิน คอรัปชั่นที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต แต่การจะทำเช่นนี้ได้นั้นจะต้องมีการปลูกฝังแนวความคิดนี้ให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อที่ว่าต่อไปเขาเหล่านั้นจะได้ "โตไปไม่โกง"
     หลักสูตร "โตไปไม่โกง" นี้เองเกิดขึ้นจากความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร ศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งมุ่งหวังปลูกฝังให้เด็กๆ น้องๆ นักเรียนได้มีค่านิยมและจิตสำนึกต่อต้านการคอรัปชั่น ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวกำลังจะถูกนำไปใช้ในโรงเรียนจำนวน 280 โรงเรียน นำร่องในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2553 หรือในเดือนพฤศจิกายนนี้ แบ่งเป็นระดับชั้นตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 3
     นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการจัดงาน "โตไปไม่โกง Day Camp" หรืองานรวมพลัง "White Thump" ครั้งที่ 1 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 22 ก.ย.53 เพื่อสื่อสารไปยังโรงเรียน ผู้ปกครอง และสังคม ให้ได้รับทราบเกี่ยวกับหลักสูตรโตไปไม่โกง โดยในงานนี้เองก็ได้มีเด็กนักเรียนมาเข้าร่วมมากถึง 250 คน
     ภายในงานก็ได้มีการทำกิจกรรมต่างๆ ในการออกสตาร์ทปลูกฝังทัศนคติและคุณธรรมที่ดีให้แก่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเปิดคลิปวิดีโอซ่อนกล้องแอบถ่ายน้องๆ ทำความดี เช่น เก็บขยะ จูงคนแก่ข้ามถนน จากทางโรงเรียนต่างๆ กิจกรรมแสดงละครเรื่อง "เทพารักษ์และคนตัดฟืน" กิจกรรมเกมเลือกป้ายคุณธรรมที่ถูกต้อง กิจกรรมรวมพลังร้องและเต้นเพลง "โตไปไม่โกง" ที่มีเนื้อหาของการมี 5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทั้งการออกเดินขบวนรณรงค์ที่สยาม
     ด้านที่มาของหลักสูตร "โตไปไม่โกง" รศ.ดร.จุรี วิจิตรวาทการ ประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผู้จัดทำหลักสูตร ได้เผยว่า เกิดจากปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย อันเป็นปัญหาร้ายแรงของสังคมไทยที่สะสมมานานก่อให้เกิดผลเสียและนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย ด้วยหลักคิดจากผลกระทบเหล่านี้จึงได้เกิดเป็นหลักสูตรคบเด็กสร้างชาติ "โตไปไม่โกง" ขึ้น เพื่อขจัดความคดโกงและการคอรัปชั่นที่หยั่งรากลึกอยู่ในขณะนี้ ด้วยการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องตั้งแต่วัยที่เป็นเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กเป็นวัยที่ง่ายต่อการจดจำซึมซับได้ดีที่สุด เพราะหากพวกเด็กๆ เหล่านี้ได้รับค่านิยมที่ถูกต้องก็จะกลายไปเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันให้พวกเขากลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
     สำหรับการเรียนรู้หลักสูตรคบเด็กสร้างชาติ "โตไปไม่โกง" เพื่อเป็นการง่ายต่อการจดจำ ก็จะเป็นการถ่ายทอดผ่านกิจกรรมที่เน้นความสนุกและสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นให้เด็กคิดอย่างมีเหตุผล สร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และภูมิใจในการทำความดี ร้องเพลงประกอบ เล่นเกม เล่นละคร อ่านและเล่านิทาน
     ภายใต้หลักยึดมั่นในค่านิยม 5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ได้แก่ 1.ความซื่อสัตย์สุจริต คือ การยึดมั่นในความสัตย์จริงและสิ่งที่ถูกต้องดีงาม มีความซื่อตรงและมีเจตนาบริสุทธิ์ ปฏิบัติตนต่อตนเองและผู้อื่นโดยชอบ ไม่คดโกง 2.การมีจิตสาธารณะ คือ การมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตระหนักรู้และคำนึงถึงสังคมส่วนรวม มีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการกระทำใดๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเสียสละประโยชน์ส่วยตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม
     3.ความเป็นธรรมทางสังคม คือ การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมอย่างมีเหตุผล โดยไม่เลือกปฏิบัติ ชาติ เพศ ชนชั้น และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม 4.กระทำอย่างรับผิดชอบ คือ การมีจิตสำนึกในบทบาทหน้าที่ของตัวเองและปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เคารพกฎเกณฑ์กติกา พร้อมให้ตรวจสอบการกระทำได้เสมอ หากมีการกระทำผิดก็พร้อมจะยอมรับและแก้ไข 5.เป็นอยู่อย่างพอเพียง คือ การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภ ยับยั้งชั่งใจ และไม่เอาเปรียบตัวเองและผู้อื่น
     รศ.ดร.จุรียังกล่าวด้วยว่า แต่ทั้งนี้การจะทำให้หลักสูตรครั้งนี้ประสบความสำเร็จขึ้นได้ ต้องอาศัยครูอาจารย์เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการถ่ายทอดแนวความคิดองค์ความรู้อันดีงามและเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กๆ ซึ่งหลังจากได้ทำการอบรมครูมาแล้ว 5 ครั้งจำนวนกว่าพันคน ก็พบว่าครูที่มาอบรมมีทัศนคติที่ดีขึ้น จากเดิมที่ต้องยอมรับว่ายังมีครูบางคนที่ยังคงต้องเหนื่อยไปกับการทำวิจัยเพื่อเพิ่มวิทยฐานะของตัวเองควบคู่ไปกับการสอนหนังสือเด็กด้วย จนอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพการสอนลดลงก็เห็นความสำคัญของหลักสูตรนี้ แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นอยู่กับสังคมด้วยว่าจะต้องคอยให้กำลังใจและให้ความสำคัญกับแม่พิมพ์ของชาติเหล่านี้ไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงประเทศ
     "การมีหลักสูตรนี้เกิดขึ้น แม้จะยังไม่มีตัวชี้วัดว่าจะลดปัญหาการคอรัปชั่นได้จริงในอนาคตอย่างทันที แต่การปลูกฝังให้เด็กโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง"
     ส่วนวิธีการถ่ายทอดความรู้ของหลักสูตรคบเด็กสร้างชาติ "โตไปไม่โกง" ที่ต้องอาศัยแม่พิมพ์ของชาติ ดร.กนกกาญจน์ อนุแก่นทราย กรรมการดำเนินการร่างหลักสูตร และอาจารย์ประจำศูนย์สาธารณประโยชน์ และประชาสังคมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการอบรมครูมาแล้ว 5 ครั้ง จำนวน 1,400 คน แบ่งเป็นการอบรมด้านภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เริ่มจากภาคทฤษฎี เพื่อให้ครูได้มีความรู้ความเข้าใจถึง 5 หลักสาระคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รวมทั้งสอนให้เด็กคิดได้จากเหตุไปผล และจากผลมาสู่เหตุ เช่น ในนิทานเรื่องเทพารักษ์และคนตัดฟืน ก็จะสอนให้เด็กได้คิดจากการเห็นตัวอย่าง นายขาวซื่อสัตย์แล้วได้ผลอย่างไร และนายดำโกหกเทพารักษ์แล้วจะมีผลอะไรเกิดขึ้น
     ทางภาคปฏิบัติ ก็จะสอนเทคนิคต่างๆ ให้ครู ไม่ว่าจะเป็นการเล่านิทานที่จะมีการใช้เสียงสูง-เสียงต่ำเพื่อความน่าตื่นเต้นของเรื่อง รวมทั้งการวาดรูป ร้องเพลง การเต้น และการเล่นละคร ที่จะเหมือนเป็นการทำให้เด็กได้แสดงบทบาทสมมติเพื่อง่ายต่อการจดจำเรื่องราว
     ส่วนน้องดวงดี แซ่ลี้ หรือหนิง นักเรียนชั้น ป.3 และเพื่อนๆ จาก รร.วัดปทุมวนาราม บอกว่า การที่เขาและเพื่อนๆ จากโรงเรียนได้มาร่วมงาน "White Thump" ในวันนี้พวกพี่ๆ ได้สอนให้ร้องเพลง เล่นเกม และความรู้ ถึงการไม่โกง ความซื่อสัตย์ อย่างการช่วยเหลือคนตาบอดข้ามถนน เพราะเขาไม่มีดวงตา หรือการนำกระเป๋าเงินที่เก็บได้ไปคืนเจ้าของ เพราะว่าถ้าเราไม่โกงแล้วเราก็จะรู้สึกสบายใจและจะรู้สึกดี
     แม้จะเป็นเพียงแค่ในโลกใบเล็กๆ อย่างที่โรงเรียน แต่น้องหนิงและเพื่อนๆ ก็ยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยเห็นพฤติกรรมการคดโกงด้วยสายตาของพวกเขาเองด้วย เช่น การเห็นเพื่อนๆ ลอกข้อสอบและลอกการบ้านกัน และการที่มีเพื่อนๆ มายืมเงินหรือยืมดินสอ ยางลบไปแล้วไม่ยอมใช้คืน
     "หนูอยากจะบอกพวกคนที่มีนิสัยขี้โกงให้เลิกนิสัยแบบนี้ซะ การที่เรามีน้อยก็จงใช้น้อยแบบพอเพียง เพราะครูเองก็ได้สอนว่า แม้เราจะใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่เราก็จะสามารถมีเงินเยอะได้ อย่างถ้าเราเก็บเงินวันละ 1 บาท 100 วัน เราก็จะมีเงินแล้ว 100 บาท" น้องหนิงกล่าว
     อย่างไรก็ตาม การใช้หลักสูตร "โตไปไม่โกง" ที่จะเริ่มใช้ใน รร.เขต กทม.และปริมณฑล ในระดับชั้น อ.1-ป.3 ขณะนี้ หากในอนาคตมีแนวโน้มประสบความสำเร็จประกอบกับแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เราก็อาจได้เห็นการขยายเพิ่มไปสู่ระดับชั้นเรียนที่สูงขึ้น รวมทั้งก็อาจได้เห็นหลักสูตรนี้ถูกนำไปใช้ในระดับภูมิภาคของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศไทยอย่างแน่นอน เพื่อที่ประเทศไทย บ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกคน จะได้ปราศจากพวกที่มีนิสัยขี้โกงและปัญหาคอรัปชั่นอีกต่อไป.
   
     /////////////////////////////////

ล้อมกรอบ

                      "กล่องมหัศจรรย์"
                 สอนอย่างไรให้เด็กโตไปไม่โกง
     หลักสูตรโตไปไม่โกงที่จะมีการให้ครูบรรจุเข้าไปในตารางสอน 1 คาบเรียนต่อ 1 สัปดาห์นี้ จะถูกนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2 ของทั้ง 280 โรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ตอบรับการเป็นโรงเรียนนำร่อง ซึ่งในแต่ละห้องเรียนของทุกชั้นเรียนตั้งแต่ อ.1-ป.3 ของโรงเรียนซึ่งเข้าร่วมใช้หลักสูตรจะได้รับสื่อสารเรียนการสอนสำหรับครูและนักเรียน ที่เรียกว่า "กล่องมหัศจรรย์" โดยภายในกล่องจะประกอบด้วย
     1.คู่มือหลักสูตร ภายในจะมีการอธิบายเทคนิคของการถ่ายทอดความรู้ อย่างเทคนิคการเล่านิทาน บทเพลงและท่าเต้นในเพลง "โตไปไม่โกง" และการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กมีความรู้คู่คุณธรรม
     2.หนังสือนิทาน มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทั้ง 5 ประการ เช่น ความซื่อสัตย์ ก็จะมีนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ, ความรับผิดชอบ ก็มีเรื่องขุนพลงักฮุย ตำนานปาท่องโก๋กับขุนพลผู้รักชาติ, ความเป็นธรรม ในเรื่องราชสีห์กับหนู, ความมีจิตสาธารณะ ในเรื่อง Hans Brinker ที่มีเด็กชายเอานิ้วอุดเขื่อนเพื่อไม่ให้น้ำท่วมหมู่บ้าน และในเรื่องของความพอเพียง ก็จะมีนิทานอีสปเรื่องอึ่งอ่างกับวัว
     3.อุปกรณ์ประกอบการเรียนรู้ ประกอบด้วย ซีดีเพลง หุ่นละครมือ แผนภาพต่างๆ บทละคร
     ทั้งนี้ กล่องมหัศจรรย์ของทั้งระดับชั้น อ.1-ป.3 จะมีความแตกต่างกันไปตามระดับชั้นและความซับซ้อนของเนื้อหาที่เอื้อต่อการเรียนรู้.