กระจกไร้เงา

Friday, 1 October, 2010 - 00:00

อย่าละเลยการคลังท้องถิ่น อำนาจ ดิสขำ

   พูดกันมานานแล้วเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการเงินการคลังท้องถิ่น
     พูดกันหลายแง่-หลายมุม อย่างเมื่อไม่นานมานี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็กล่าวถึงเรื่องนี้ในมุมของการกระจายอำนาจ  (ซึ่งมีนัยทั้งในแง่การกระจายอำนาจการปกครอง  การตัดสินใจ การบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ รวมถึงการบริหารการเงินการคลัง) โดยมองว่าต้องเร่งรัดการกระจายอำนาจ เพราะจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่กระบวนการปฏิรูป การสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ในชาติ
     นายกรัฐมนตรียอมรับในตอนหนึ่งว่า การเงินการคลังท้องถิ่น มักมีปัญหาเรื่องรายได้ที่ปัจจุบันองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังต้องพึ่งเงินอุดหนุนจากรัฐบาลส่วนกลาง แทนที่จะเก็บรายได้เลี้ยงตัวเอง ซึ่งรายได้ที่เก็บเองปัจจุบันมีสัดส่วนต่ำมาก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งภาษีนี้ท้องถิ่นจะเป็นผู้จัดเก็บ
     ข้อมูลตามเอกสารงบประมาณ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. ทั้งสิ้น 173,900 ล้านบาท หรือ 26.14% เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 ที่มีการอุดหนุน 139,895 ล้านบาท หรือ 25.26% ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่าต้องอุดหนุนไม่น้อยกว่า 35% แต่ต้องไม่ต่ำกว่าเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ 2549 ซึ่งอยู่ที่ 126,000 ล้านบาท
     แม้ว่าในแง่สัดส่วนการอุดหนุนงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลางให้แก่ อปท. ยังถือว่าค่อนข้างต่ำ เนื่องมาจากการถ่ายโอนภารกิจที่ค่อนข้างล่าช้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากสถานการณ์ถ่ายโอนอำนาจยังเป็นเช่นปัจจุบัน สัดส่วนและเม็ดเงินอุดหนุนจะต้องเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะมองในแง่เม็ดเงินแล้วไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนอกจากเงินอุดหนุนแล้ว ยังมีในส่วนรายได้ที่ท้องถิ่นจะจัดเก็บเอง และภาษีแบ่งหรือภาษีที่รัฐจัดเก็บให้ เบ็ดเสร็จรวมแล้วในปีงบประมาณ 2554 ทั้ง 3 รายการนี้ คิดเป็น 431,255 ล้านบาท
     ทว่า...สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ คือ ไม่มีหน่วยงานใดมีข้อมูลด้านฐานะการคลังของ  อปท.ที่แท้จริง ไม่ว่าจะกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงมหาดไทย กล่าวคือ  อาจจะมีข้อมูลอยู่บ้าง แต่ไม่ครบถ้วน ที่สำคัญยังไม่อาจรู้ถึงความเสี่ยงทางการคลังที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งมีอีกด้วย เพราะเข้าไม่ถึงข้อมูลที่แท้จริง
     จะมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่พยายามเข้าไปแตะเรื่องนี้ และเมื่อเร็วๆ นี้ได้จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง "การจัดอันดับทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาเทศบาลนคร" ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี
     นางวรรณา แพรศรี เศรษฐกรชำนาญการพิเศษ สศค. ในฐานะผู้ศึกษา ระบุว่า ได้ศึกษาและทดสอบการจัดอันดับทางการคลังของ อปท. โดยนำร่องเทศบาลนครจำนวน 21 แห่ง กำหนดตัวชี้วัด 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.รายได้ทั้งหมดต่อจำนวนประชากร 2.รายได้ที่จัดเก็บเองต่อรายได้ทั้งหมด 3.เงินอุดหนุนต่อรายได้ทั้งหมด 4.รายจ่ายเพื่อการลงทุนต่อรายจ่ายทั้งหมด 5.รายจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างต่อรายจ่ายทั้งหมด และ 6.รายได้ทั้งหมดต่อรายจ่ายทั้งหมด
     ผู้ศึกษาได้นำทั้งหมดมาวิเคราะห์และให้คะแนน ปรากฏออกมาว่า 1.กรณีได้คะแนน -3 หรือต่ำกว่า ถือว่ามีสถานะทางการคลังที่อ่อนแอมาก แต่จากผลการศึกษาไม่พบว่ามีเทศบาลนครใดที่มีฐานะทางการคลังที่อ่อนแอมาก 2.คะแนน -2 ถึง 0 ถือว่ามีความเข้มแข็งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปรากฏว่ามี 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครสงขลาและยะลา ได้คะแนน 0 ส่วนนครศรีธรรมราชและขอนแก่นได้ -1 3.คะแนนอยู่ในช่วง 1-3 ถือว่ามีสถานะทางการคลังที่เข้มแข็งใกล้เคียงกับระดับเฉลี่ย  ซึ่งพบว่ามีเทศบาลนคร 10 แห่ง คือ เชียงราย, นครสวรรค์, ลำปาง, อุดรธานี,  นครราชสีมา,  พิษณุโลก, ภูเก็ต, หาดใหญ่, สมุทรสาคร และสุราษฎร์ธานี 4.คะแนนในช่วง  4-6 ถือว่าฐานะทางการคลังที่เข้มแข็งกว่าท้องถิ่นโดยเฉลี่ย มี 4 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครระยอง, เชียงใหม่, ตรัง และสมุทรปราการ และ 5.หากคะแนนสูงกว่า 6 ถือว่าฐานะทางการคลังเข้มแข็งมาก ซึ่งพบว่ามีเพียง 3 แห่ง ได้แก่ เทศบาลนครนนทบุรี, ปากเกร็ด และอุบลราชธานี
     อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ยังไม่ครอบคลุม อปท.ทั้งหมด โดยในอนาคตจะต้องมีการขยายไปยังกลุ่ม อปท.อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มี 75 แห่ง เทศบาลเมือง 139 แห่ง เทศบาลตำบล 1,781 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 5,856 แห่ง รวมถึง อปท.พิเศษอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยาด้วย
     นายพรชัย ฐีระเวช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและระบบการคลัง บอกว่า ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดทราบอย่างแท้จริงว่าการคลังท้องถิ่นของไทยมีสถานะเป็นอย่างไร เข้มแข็งแค่ไหน ทำให้เวลาสถาบันจัดอันดับอย่าง มูส์ดี้, เอสแอนด์พี หรืออื่นๆ เข้ามาประเมินแล้วสอบถามถึงเรื่องนี้ ทำให้ไม่มีใครตอบได้ ดังนั้น สศค.จึงได้มีการศึกษาเรื่องนี้ขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงการบริหารจัดการการคลังท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
     สุดท้ายจึงอยากฝากนายกรัฐมนตรีว่า นอกจากจะเร่งกระจายอำนาจแล้ว ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะน่าจะทำให้การบริหารการเงินการคลังของประเทศในภาพรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย.