คอลัมน์

Sunday, 21 November, 2010 - 00:00

บังอบายเบิกฟ้า รักไม่สมประสงค์ใน ร.5

  ธิราชเจ้าจอมสยาม สารคดีกึ่งละครที่คุณปั้นแห่งกสิกรไทยตั้งใจทำถวายรัชกาลที่ 5 และชักชวนคนไทยน้อมระลึกถึงพระปิยมหาราชเจ้าด้วยกตัญญูกตเวทิตาธรรม เนื่องในวาระครบหนึ่งร้อยปีแห่งวันสวรรคต เป็นสารคดีกึ่งละครที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านทีวีไทยและจบไปเมื่อวันอังคารที่แล้ว
     ตามทรรศนะผู้เขียนเห็นว่าบริบูรณ์งดงาม เท่าที่กรอบเวลาในการนำเสนอจะพึงกระทำได้ มิเสียแรงที่ครูบาอาจารย์นักประวัติศาสตร์ร่วมกันศึกษาค้นคว้า และคุณหญิงทมยันตี (อ่านว่า ทะมะยันตี) เป็นผู้รังสรรค์ด้านวรรณศิลป์ ซึ่งสมควรชื่นชมผู้กำกับ ผู้แสดง และทุกผู้ทุกนามที่ทำเรื่องนี้ออกมาได้งดงามด้วย
     การคัดสรรเรื่องตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่บ้านเมืองต้องผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มีผลกระทบต่อเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินและข้าทาสธุลีเมือง ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ได้เห็นความรักชาติรักประเทศ รักประชาชนและทรงรักครอบครัว ซึ่งคุณปั้นแห่งกสิกรไทยต้องการให้นำเสนออย่างมีชีวิตชีวาเป็นสามัญอันเข้าถึงได้ง่าย ข้อกำหนดดังกล่าวนั้นบรรลุผลมุ่งหมายทุกประการ ทั้งยังจัดทำหนังสือ ทำวีซีดีกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ตามมา อย่างหลังจะจัดจำหน่ายที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขาและที่ศูนย์หนังสือจุฬา นับจากวันที่ 25 พฤศจิกายน ศกนี้ หนังสือที่วางจำหน่ายก่อนนั้นได้หมดเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนเดินเข้าไปยังธนาคารกสิกรไทยที่เป็นสาขาที่เปิดบัญชีไว้ จะขอซื้อก็ได้รับคำตอบว่าหมดแล้ว ไปหาที่สาขาอื่นก็ได้รับคำตอบทำนองเดียวกัน จึงนึกปลอบใจตนเองว่าเมื่อเราซื้อไม่ได้คนหนึ่ง ย่อมมีอีกคนซื้อไว้ในครอบครอง ควรยินดีว่าเขาอาจจำเป็นกว่า
     ธิราชเจ้าจอมสยามก่อนถึงตอนสุดท้ายที่เสด็จสวรรคต เสนอเรื่องเจ้าจอมสดับ (ม.ร.ว.สดับ ลดาวัลย์) ผู้เป็นเจ้าจอมคนสุดท้ายในพระปิยมหาราช เรื่องส่วนพระองค์ที่ทรงรักครอบครัวอย่างไร มีพระบรมราชินี พระมเหสีและบรรดาเจ้าจอมหม่อมห้าม ดูจะสุขสมหวังเสียทั้งหมด ยกเว้นอุบัติเหตุของสมเด็จพระนางเรือล่มอันทุกข์เทวษอาดูร "ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข" การพลัดพรากจากที่รักของรักย่อมเป็นทุกข์ แต่พระองค์กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงเคยอยู่ร่วมกันด้วยความสุขมาก่อน
     มีไหมในราชประดิพัทธ์ที่ทรงรักฝ่ายเดียวแล้วไม่สมพระราชประสงค์
     มี
     เรื่องนี้ไม่ปรากฏในธิราชเจ้าจอมสยาม
     เรื่องเช่นนี้ไม่เป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศ หากกลับเป็นการเฉลิมพระเกียรติยิ่งๆ ขึ้น อย่าลืมว่าในสมัยราชาธิปไตยนั้นย่อมมีพระราชอำนาจล้นพ้น ถ้าเป็นพระราชประสงค์จะหักเอาด้วยพระอำนาจย่อมได้ แต่กลับทรงปล่อยให้เป็นความสมัครใจของอีกฝ่าย
     ขณะเดียวย่อมเป็นเกียรติของสตรีไทย ที่มีศักดิ์ศรี มีความเป็นตัวของตัวเอง กล้าที่จะกราบบังคมทูลปฏิเสธพระมหากษัตริย์ของตน
     ท่านผู้นั้นเป็นใคร กำหนดสถานะตนกับพระราชสถานะของพระเจ้าเหนือหัวอย่างไร
     กุลสตรีท่านนั้นเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง ความรู้ดีและเวลานั้นมีความงดงามมาก เป็นที่พอพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โดยจะโปรดให้รับราชการเป็นเจ้าจอม แต่กลับกราบบังคมทูลเป็นภาษาอังกฤษ ความว่า
     "ข้าพระพุทธเจ้าเคารพรักพระองค์ในฐานะพระมหากษัตริย์ แต่มิได้รักใคร่พระองค์ในทางชู้สาว"
     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้เป็นไปตามใจของท่านผู้กราบบังคมทูล และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณไปตลอดรัชกาล ดังที่ทรงฉายรูปของกุลสตรีนั้นด้วยฝีพระหัตถ์ แล้วทรงตั้งไว้ ณ ห้องบรรทม บนพระที่นั่งอัมพรสถาน ตราบจนเสด็จสวรรคต
     กุลสตรีท่านนั้นคือ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ซึ่งเรื่องรัชกาลที่ 5 จะโปรดให้รับราชการเป็นเจ้าจอมนั้น ท่านไม่ค่อยเอ่ยให้ใครฟังด้วยถือเป็นเรื่องต่ำ-สูง ควรมิควร แต่ชาววังขณะนั้นทราบและชื่นชมความกล้าของท่าน และทั้งพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
     หม่อมศรีพรหมาแต่เดิมคือ เจ้าศรีพรหมา เป็นธิดาของพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านกับแม่เจ้าศรีคำ ชาวเวียงจันทน์ มีเจ้าพี่เจ้าน้อง 5 คน ท่านเป็นคนสุดท้อง ปฏิสนธิเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2431
     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าหัวเมืองที่เป็นกบฏก็มี แต่พระเจ้าน่านมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่โปรดปราน จากเจ้าสุริยะ ณ น่าน ก็รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช เวลานั้นการบริหารราชการไทยมีการส่งข้าราชการจากส่วนกลางขึ้นไปกำกับราชการหัวเมือง ผู้ที่กระทรวงมหาดไทยส่งไปราชการเมืองน่าน คือ พระยามหิบาลบริรักษ์ นามเดิม สวัสดิ์ ภูมิรัตน์ (2410-2470) ซึ่งเวลานั้นยังเป็นพระพรหมสุรินทร์ ส่วนภรรยาของท่านคือ คุณหญิงอุ๊น แม้สามีเป็นเพียงคุณพระ หากภรรยาเป็นคุณหญิงแล้วต่างจากกรณีทั่วไป เพราะคุณหญิงอุ๊นเป็นนักเรียนฝรั่งเศส และเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สามารถเข้านอกออกในพระบรมมหาราชวัง บางครั้งช่วยเป็นล่ามให้ชาวต่างประเทศที่กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
     เมื่อพระยามหิบาลบริรักษ์กับคุณหญิงไปอยู่ที่น่าน ท่านทั้งสองไม่มีบุตร แลเห็นเจ้าศรีพรหมาตั้งแต่ 3 ขวบเศษ ก็นึกรักและใคร่จะได้เป็นบุตรบุญธรรมจึงขอพระเจ้าน่าน ข้างพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดช นั้นหวังให้ธิดาของท่านรับการศึกษาที่ดี จึงยอมยกธิดาให้พระยามหิบาลฯ ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงรักเจ้าศรีพรหมาประหนึ่งลูกแท้ๆ ของตนเอง ในทางกลับกันเจ้าศรีพรหมาก็รักท่านทั้งสองเป็นบิดามารดาอย่างแนบแน่น
     เจ้าคุณมหิบาลฯ กับคุณหญิงต้องย้ายไปรับราชการที่จังหวัดอื่น เกรงลูกจะลำบากจึงส่งเจ้าศรีพรหมาเข้าโรงเรียนสุนันทาลัย เป็นโรงเรียนกินนอนแห่งแรกของรัฐบาล สอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นพื้น มีวิชาภาษาไทยบ้าง แต่อบรมกิริยามารยาทแบบผู้ดีชาววัง
     ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 5 จะทรงส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาที่รัสเซีย คือ ทรงให้สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถเสด็จไปศึกษาวิชาทหาร รัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้มีผู้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ไปเป็นอัครราชทูตประจำเซนต์ปีเตอสเบิร์กและเป็นพระอภิบาลเจ้าฟ้าชายด้วย ด้วยเหตุนี้พระยามหิบาลบริรักษ์จึงรับพระบรมราชโองการ ต้องไปรัสเซียพร้อมกับคุณหญิงอุ๊น ทั้งสองท่านจะจัดการเรื่องเจ้าศรีพรหมาอย่างไร จะพาไปด้วยก็เล็กนัก ในที่สุดขอพระราชทานพึ่งพระบารมีสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ขอถวายเจ้าศรีพรหมาไว้ในพระอุปการะ ขณะนั้นเจ้าศรีพรหมาอายุ 9 ขวบ ได้เรียนหนังสือในวัง
     พระยามหิบาลบริรักษ์กับคุณหญิงอุ๊นอยู่รัสเซีย 3 ปี เมื่อใกล้เวลากำหนดกลับอดทนคิดถึงธิดาไม่ไหว จึงขอพระบรมราชานุญาตจะรับตัวเจ้าศรีพรหมาไปอยู่ด้วย เวลานั้น 12 ขวบจึงได้ถวายบังคมลาออกจากพระราชสำนัก หากอยู่ที่รัสเซียปีเดียว เป็นปีที่หนาวจัดและคุณหญิงอุ๊นป่วย จึงออกจากรัสเซียไปพำนักที่อังกฤษ 6 เดือนแล้วกลับคืนสยาม และได้รับราชการในพระราชสำนักสมเด็จพระบรมราชินีนาถรัชกาลที่ 5 อีกครั้ง มีหน้าที่ตามเสด็จกับทำหน้าที่ล่ามกับชาวต่างประเทศเป็นบางขณะ
     เจ้าศรีพรหมามีประสบการณ์จากรัสเซีย ที่เห็นความแตกต่างทางชนชั้นมาก ระหว่างชนชั้นสูงกับสามัญชนชาวไร่ชาวนา จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านพร้อมจะอุทิศตนเพื่อคนยากจน ความจริงเมื่อท่านอายุ 15 ปี ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ขอให้ผู้ใหญ่มาสู่ขอเจ้าศรีพรหมากับคุณหญิงอุ๊น แต่คุณหญิงอุ๊นไม่ยอมยกให้ อ้างว่าต้องให้ท่านชายทำมาหากินตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก่อน ภายหลัง ม.จ.สิทธิพรได้ทำการค้ากับหม่อมมารดาแล้วก็ขาดทุน จึงกลับเข้ารับราชการจนเจริญรุ่งเรืองเป็นอธิบดีกรมใหญ่ถึงสองกรม คือ กรมกษาปน์สิทธิการ กับกรมฝิ่น
     ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ม.จ.สิทธิพร ซึ่งหลังจากสู่ขอเจ้าศรีพรหมาไม่สำเร็จ ต่อมาทรงแต่งงานกับหญิงอื่นจนชายาตายและท่านตกพุ่มหม้าย ด้วยความที่เคยเป็นพระสหายรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่คราวศึกษาที่อังกฤษ จึงกราบบังคมทูลเรื่องมีพระประสงค์จะแต่งงานใหม่กับเจ้าศรีพรหมา ซึ่งยังรับราชการในพระราชสำนักพระพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ จึงเข้าเฝ้าฯ พระบรมราชชนนีขอพระบรมราชานุญาตให้เจ้าศรีพรหมาได้เศกสมรสกับ ม.จ.สิทธิพร
     ม.จ.สิทธิพร กฤดากร คนไทยคนแรกที่ได้รางวัลแมกไซไซ เป็นบุรุษรัตน์ชาติอาชาไนยที่ไม่ทรงกลัวความจนและความลำบาก ท่านรับราชการจนพระชนมายุ 37 ปี เป็นอธิบดีที่หนุ่มที่สุด หากมาคิดว่าทางราชการนับวันจะแคบลง คนหนุ่มสาวรุ่นหลังควรมีทางเลือกมากกว่าราชการ ท่านหารือกับหม่อมศรีพรหมาแล้วก็ออกมาจับงานกสิกรรม ทำฟาร์มแตงโมบางเบิด ทำหนังสือพิมพ์กสิกรเผยแพร่ความรู้ แต่ค่าที่ท่านเป็นน้องชายพระองค์เจ้าบวรเดช ผลจากกบฏบวรเดชจึงกระทบต่อท่าน ทำให้เสด็จเข้าคุก โทษจำคุกตลอดชีวิต เสด็จประทับคุกบางขวาง เกาะตะรุเตาและเกาะเต่า หากจำคุกอยู่ 11 ปี ก็ได้รับพระราชทานนิรโทษกรรม
     เรื่องเศร้าในชีวิตหม่อมศรีพรหมาน่าจะมีเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ เรื่องแรกคือการถึงแก่อนิจกรรมของพระยามหิบาลบริรักษ์ ขณะนั้นหม่อมศรีพรหมาอายุ 38 ปี ส่วนอีกเรื่องหนึ่งเมื่อท่านสิทธิพรต้องผจญกับภัยทางการเมือง ติดคุกถูกปล่อยเกาะ ท่านตกใจระยะแรกแล้วรวบรวมสติและกำลังใจจัดการสานต่อการทำฟาร์ม ขณะเดียวกันต้องส่งข้าวปลาอาหารไปถวายท่านสิทธิพร
     ท่านทั้งสองเป็นคู่ชีวิตคู่ทุกข์คู่ยาก เงินรางวัลแมกไซไซที่ได้มาก็นำมาใช้ประโยชน์เพื่อชาวไร่ชาวนา ภายหลังท่านสิทธิพรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ สองสมัย จากนั้นท่านไม่ข้องแวะการเมืองอีกเลย งานกสิกรรมที่ลงแรงนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ฟาร์มบางเบิดต้องขายให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และที่ดินอีกเล็กน้อยบริเวณเขาเต่า ประจวบคีรีขันธ์ ได้ขายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน รับพระราชทานเงินมาปลูกบ้านที่นนทบุรี
     ท่านสิทธิพรสิ้นชีพิตักษัยก่อนเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2514 ส่วนหม่อมศรีพรหมาสุขภาพแข็งแรง สติสัมปชัญญะดี มีชีวิตอยู่ถึง 90 ปี และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2521.