พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศแล้วต้องปฏิบัติ

Monday, 13 April, 2009 - 00:00

พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศแล้วต้องปฏิบัติ

 เหตุการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้บุกเข้าไปในโรงแรมโรยัล  คลิฟ  บีช  ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา   จนต้องเลื่อนการประชุมออกไปเมื่อวันที่   11  เมษายนที่ผ่านมา  ตามต่อด้วยกรณีความวุ่นวายปั่นป่วน  ณ  กระทรวงมหาดไทย  เมื่อวันที่  12  เมษายน  2552  ถึงขั้นฝ่ายรักษาความปลอดภัยของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีถูกม็อบเสื้อแดงจับไปเป็นตัวประกัน  ไม่เพียงเป็นภาพสถานการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับสังคมไทยท่ามกลางเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองวันสงกรานต์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเท่านั้น  แต่ได้ทำให้คำถามเกี่ยวกับความสามารถของรัฐบาลในการบริหารบ้านเมือง   และการเรียกหาภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ดังขึ้นเรื่อยๆ  อย่างปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป
    ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศบังคับใช้  พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง  พุทธศักราช  2548  ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลบางพื้นที่  ก่อนวันสงกรานต์  1  วัน  แม้จะสอดคล้องกับสถานการณ์ซึ่งคนไทยเห็นพ้องว่า  มิใช่เป็นการใช้สิทธิตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ  แต่หลายฝ่ายก็ยังไม่คลายสงสัยและมีข้อสังเกตว่าคำสั่ง  พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะมีสภาพเหมือนการสั่งขี้มูกหรือไม่  เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจนสถานการณ์บานปลายในวันนี้  ปัจจัยสำคัญเนื่องมาจากผู้มีอำนาจรัฐละเลยในการบังคับใช้กฎหมายนั่นเอง
     แม้กระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศก็มีบทวิเคราะห์  นอกเหนือจากการแสดงความเสียดายต่อโอกาสของประเทศไทยในฐานะประธานกลุ่มประเทศอาเซียน  ที่จะได้แสดงศักยภาพการเป็นผู้นำและเจ้าบ้านที่ดี  เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอย  โดยระบุว่า..เหตุที่เสื้อแดงบุกยึดโรงแรมและทำให้การประชุมอาเซียนซัมมิตถูกยกเลิกนั้น  ไม่ใช่แค่เพราะการรักษาความปลอดภัยของตำรวจ-ทหารไม่เข้มแข็ง  แต่อาจเพราะตำรวจ-ทหารเองก็มีใจให้กับข้อเรียกร้องของเสื้อแดง  กล่าวก็ได้ว่าคือพวกเดียวกัน  ทำให้การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลต้องล้มเหลวลง..
     ตราบเท่าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ในเครื่องแบบตำรวจ  และทหาร  รวมทั้งข้าราชการพลเรือน ปราศจากความใส่ใจและไม่มีสำนึกรับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามกติกา  ด้วยฐานะของนายกรัฐมนตรี  ที่ต้องกำกับดูแลให้ทุกหน่วยงานของรัฐดำเนินการตามกฎหมาย  ก็คงไม่แตกต่างจากยักษ์ที่ไม่มีกระบอง  หรือเป็ดง่อย  ออก  พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกสิบหรือร้อยฉบับ  ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจตลอดสัปดาห์  ก็คงช่วยบรรเทาวิกฤติสถานการณ์บ้านเมืองให้กลับไปสู่ความสงบเรียบร้อยและเป็นที่พึงปรารถนาไม่ได้  แต่ในทางตรงกันข้าม  คำประกาศ  คำสั่งทั้งหลายที่ทยอยออกมาของนายกรัฐมนตรี  ก็ยิ่งเสมือนเชือกรัดคอหอยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  เพราะพูดแล้วทำไม่ได้  ใครจะยอมรับนับถือให้เป็นผู้นำอีกเล่า
     ขอยืนยันว่า  ความสูญเสียของประเทศชาติและภาพลักษณ์ที่ถูกทำลายจนไม่เหลือจากการล้มประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  ถือเป็นความเจ็บปวดร่วมของคนไทยทุกคน  ที่รู้สึกเฉกเช่นเดียวกันว่า  ใครหรือกลุ่มไหนก็ตามประกาศว่าเป็นชัยชนะนั้น  เป็นคนที่น่ารังเกียจ  แต่คงไม่เท่ากับความรู้สึกอัปยศอดสูที่บ้านเมืองกลายสภาพเหมือนไม่มีขื่อแป  กลุ่มเสื้อแดงอ้างประชาธิปไตย  ระบอบทักษิณรวมกลุ่มแสดงอำนาจระรานทุกคนที่อยู่ตรงกันข้ามอย่างบ้าคลั่ง  ขาดสติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ปราศจากความหมายในภาคปฏิบัติ  ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้นำไทยต้องขายขี้หน้าเท่านั้น   แต่กฎหมายอันถือเป็นเครื่องมือในการจัดการและสร้างความสงบสุขของทุกสังคม  เท่ากับถูกละเลยเหยียบย่ำเหมือนเขียนด้วยมือลบด้วยเท้าอย่างเห็นได้ชัด  ..หากปล่อยให้เป็นลักษณะนี้เรื่อยไป  แล้วประเทศไทยจะร้องเพลงชาติไทยด้วยความภาคภูมิใจได้อย่างไร.