คอลัมน์

Sunday, 19 December, 2010 - 00:00

ความทรงจำนอกมิติ

เพราะอเมริกา- คนทั่วโลกจึง “เปลี่ยนแปลง”
ในประเด็นทางมนุษย์กับสังคมวิทยา โลก - จะถูกแบ่งเป็นชาติ (พันธุ์) เป็นประเทศ (มีวัฒนธรรม  เช่น พูดภาษาคล้ายๆ กัน) เป็นสังคม (พูดภาษาที่มีสำเนียงคล้ายๆ กัน) เป็นชุมชน (มีวัฒนธรรมย่อยๆ  เหมือนกัน) เป็นตระกูลและครอบครัวอันเป็นสังคมที่เล็กที่สุด ฉะนั้นสังคมก็คือการรวมตัวกัน อยู่ด้วยกัน  พึ่งพาอาศัยกันบนพื้นฐานของความรักผูกพันกันของมนุษย์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเฉพาะของมนุษย์ ซึ่งตามปกติต่างเพศกัน โดยมีเป้าหมายอันดับแรกคือการสืบเผ่าพันธุ์โดยมีผู้ชายเป็นผู้หว่าน และผู้หญิงเป็นท้องนาผู้ผลิต
คำว่า “เปลี่ยน” ตัวเองที่จะเขียนต่อไปนี้หมายความถึงการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า personal transformation นั่น-แตกต่างจากที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบัน นายบารัก  โอบามา ใช้เป็นนโยบายการหาเสียง ซึ่งใช้คำว่า change ที่ภาษาไทยมักจะแปลเหมือนๆ กัน นอกจากจะใช้คุณศัพท์และกริยาวิเศษเพื่อใช้อธิบายเพิ่มเติม ตามปกติหากไม่ใช้คำอธิบายเพิ่มเติม คำนี้แปลว่า เปลี่ยน (change) ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีความหมายที่กว้างกว่า และถ้าหากไม่มีคำที่บ่งชี้เฉพาะ จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ภายนอกหรือที่ตาเห็น เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่เปลี่ยนไปเป็นสูบบุหรี่ ฉะนั้นนโยบายของโอบามาจึงไม่จำเพาะหรือไม่สม่ำเสมอที่คนอเมริกันจะตีความหมายเหมือนกันทุกคน แต่คนอเมริกันก็คาดหวังว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศหรือสังคมอเมริกันใดๆ อย่างชัดเจนบ้าง แต่เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือค่อนข้างเหมือนเดิม คะแนนของชาวอเมริกันที่ให้นายโอบามาจึงค่อยๆ ลดลงมาจากที่เคยมาก หรือชนะคู่ต่อสู้อย่างถล่มทลาย กลับลดลงมาอย่างน่าใจหาย และเพราะเหตุว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 จริงๆ แต่ผู้เดียว โดยคนอเมริกันที่อยู่บ้านแทบจะไม่เสียหายหรือบอบช้ำเลย ในขณะที่เผ่าพันธุ์ของ มนุษยชาติทั่วทั้งโลกที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันกลับไม่รักกัน ไม่พึงพากัน ได้กดขี่ข่มเหงธรรมชาติสิ่งแวดล้อมธรรมชาติจนมันฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน       
ช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาจึงเสมือนเป็นผู้นำโลกคนเดียว ฝรั่งทั้งยุโรปพังทลายเกือบหมดเพียงมากหรือน้อย ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ก็ยังเล็ก ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาไม่มีชาติพันธุ์วัฒนธรรมของตัวเอง เพราะอเมริกาเป็นผู้ชนะสงครามโลก (จริงๆ) เพียงผู้เดียว โดยแทบจะปราศจากการบอบช้ำเลยนั่นแหละ ที่ทำให้อเมริกาเอาเปรียบธรรมชาติมากขึ้น ทั้งๆ ที่อเมริกาไม่มีทั้งชาติพันธุ์และไม่มีวัฒนธรรมของตัวเองเลย และมนุษยชาติยังไม่ “พร้อม” ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ยังไม่มีวิวัฒนาการทางจิตไปตามสเปกตรัมของมัน ทำให้อเมริกันชนมองว่าอะไรๆ ที่ตัวเองไม่มีชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ไม่มีความสำคัญ กูแต่ผู้เดียวชนะสงครามโลกนี่หว่า! เพราะฉะนั้นมนุษยชาติจะต้องมีอิสรภาพ และมีโอกาสเท่าเทียมกันทุกๆ ประการ ส่วนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งชีวิตอื่นๆ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของมนุษย์เรา  สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยจึงผิดธรรมชาติ กอไผ่กอหมากย่อมไม่เท่ากัน จะฝืนธรรมชาติได้อย่างไร?
การเปลี่ยนแปลงตัวเอง (personal transformation) นั้น โดยความหมายของมันจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษจะมีความหมายที่สำคัญคือ เป็นการเปลี่ยน (change) ที่-ทั้งภายนอกกับภายใน แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ภายในเป็นหลักคือ “ต้อง” มีการเปลี่ยนแปลงที่ภายใน ภายนอกถึงจะเปลี่ยนได้ อีกประการหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ภายในนั้น น่าจะเป็นเรื่องของโลกทัศน์หรือกระบวนทัศน์  หรือพาราไดม์มากกว่า จากที่พูดมาผู้เขียนสามารถจะกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของตัวบุคคลนั้น  (personal transformation) คือการเปลี่ยนแปลงของจิต ในที่นี้คือจิตรู้หรือจิตสำนึก พูดอีกอย่างได้ว่านั่นคือวิวัฒนาการของจิตรู้ไปตามสเปกตรัมของจิต (spectrum of consciousness) - ซึ่งมนุษย์ได้มีมานานแล้ว มานานอย่างน้อยตั้งแต่มนุษย์มีหนังสือเขียนหรือมีประวัติศาสตร์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ซึ่งประมาณว่ากว่า 5,000 ปีมาแล้ว - นั่นคือเมื่อระดับของวิวัฒนาการทางจิตได้ผ่านพ้นระดับนิยายจักรๆ วงศ์ๆ  (mythic) สู่ระดับ “ตัวตนและเหตุผล” (self-rational) นั่น-เป็นวิวัฒนาการตามปกติที่คนไม่ต้องทำอะไรก็วิวัฒนาการของมันเอง แต่ช้ามาก และสำคัญขึ้นกับวิวัฒนาการของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่ต้องฟื้นฟูได้ทันที ปัจจุบันนี้ไม่มีทาง เพราะธรรมชาติติดลบความก้าวหน้าและจำนวนประชากรของมนุษย์ถึงร่วม -30 % แต่ทว่าวิวัฒนาการของจิตไปตามสเปกตรัมของจิตนั้น “เร่ง” (catalyzing) ได้ และปัจจุบันนี้มีศูนย์กลางการปฏิบัติจิตปฏิบัติสมาธิที่เมืองนอกมากมายมาตั้งแต่ปี 1991 ที่ประเทศไทยเราก็เพิ่งจะมีเป็นทางการ เรียกว่าจิตตปัญญาศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นผลผลิตของคุณหมอประเวศ วะสี กับอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ และชมรมจิตวิวัฒน์
ที่ได้เขียนมานั้นอย่างน้อยเราก็รู้ใน 3 ประการ คือ 1.การเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้น มีอยู่ 2 คำที่ใช้กันโดยทั่วไป (change กับ transformation) 2.เรารู้ว่าคำแรกนั้นจริงๆ แล้วเป็นการเปลี่ยนทั้งภายนอกและภายใน แต่ที่ใช้โดยทั่วไปส่วนมากมักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กว้างกว่าและภายนอกกับมองเห็นด้วยตาชัดเจน 3.คำหลังหมายถึงภายนอกกับภายในเหมือนกัน แต่โดยมากจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ภายใน  ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ภายนอกจะเป็นผลตามหลังการเปลี่ยนแปลงภายใน
นั่นเป็นข้อพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งที่สนับสนุนว่าจิตสำคัญกว่ากายอันเป็นการวิจัยของโรเจอร์ สเปอร์รี  ที่ได้รับรางวัลโนเบลให้ผลเช่นนั้น เพียงแต่โรเจอร์ สเปอร์รี ไม่ได้บอกว่าจิตเป็นผลผลิตของการทำงานของสมอง (epiphenomenon) หรือไม่ หรือว่าจิตมาจากข้างนอกสมองแบบที่นายแพทย์จอห์น เอ็คเคิลส์  ที่ได้รับรางวัลโนเบลเหมือนกันว่า ซึ่งแม้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่นอนชัดเจน แต่การวิจัยใหม่ๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เปลี่ยนใจหันไปเชื่อในประเด็นหลังอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้เราจะรู้ทั่วๆ กันมาว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการของจิตรู้หรือจิตสำนึก - ช้ากว่าวิวัฒนาการทางกายมาก - ไปตามสเปกตรัมของจิตมาตั้งแต่ภายหลังระดับขั้นนิยายปรัมปราหรือจักรๆ  วงศ์ๆ (mythic) มาตั้งแต่ยุคของการตั้งถิ่นฐานบ้านช่องเมื่อ 12,000-15,000 ปีก่อน และรู้แล้วว่ามนุษย์เริ่มมีบันทึกที่ต่อมาได้กลายเป็นประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ภายหลังการคิดค้นอักษรเขียนขึ้นมาเมื่อราวๆ  5,000 ปีมาแล้ว พร้อมๆ กันนั้นที่เราก็รู้ว่า วิวัฒนาการทางจิตนั้นในปัจจุบันเราส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับขั้นตัวตนและเหตุผล (self-rational) ส่วนน้อยอาจจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าระดับนี้ได้ (Claire Graves  and Don Beck : Spiral Dynamics 1994) ระดับชั้นที่เป็นไปตามขั้นตอนของสเปกตรัมของวิวัฒนาการทางจิต - ที่ส่วนมากมักจะแบ่งเป็น 8 ระดับ - (ดู Ken Wilber’s Up from Eden) แต่ดอนเบ็คจะแบ่งเป็นสีต่างๆ ตามออร่า (aura ที่ถ่ายรูปได้) ของคนที่ให้สีต่างกัน และทั้งสเปกตรัมก็แบ่งเป็น 8 ขั้นหรือระดับเหมือนกัน เพียงต่างกันในระดับที่สูงมากๆ นั่นคือขั้นระดับของวิวัฒนาการทางจิตที่สูงกว่าระดับที่จิตเรา  (ส่วนใหญ่) มีอยู่ในขณะนี้ - ระดับตัวตนและเหตุผลที่ว่านั้น - ต่อไปนี้จะมีวิวัฒนาการทางจิตที่ได้กล่าวแล้วว่าสามารถจะเร่งให้เกิดได้ นั่นคือวิวัฒนาการทางจิตที่สูงกว่านั้นสูงกว่าระดับตัวตนกับเหตุผล  (transcendence or transpersonal) ก็คือระดับชั้นแห่งจิตวิญญาณ (spirituality) ระดับตัวตนกับเหตุผลที่เราเคยชินจนคิดว่าเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษยชาติ ความเป็นซาตานที่ชั่วร้าย และความเป็นเทพเทวดาที่ดีงาม ซึ่งมนุษย์เราที่เกิดมาในโลกนี้หรือดาวเคราะห์ดวงไหนๆ ก็ตามในจักรวาลนี้ จะต้องเรียนรู้และปฏิบัติฝึกฝนต่อๆ ไปจนกระทั่งหลุดพ้นกิเลสตัณหาและอาสวะทั้งหลายทั้งปวงตามปกติทั่วๆ ไประดับสภาวะจิตวิญญาณ (transcendence or spirituality) นี้ ผู้เขียนคิดเอาเอง เพราะไม่รู้จริงๆ จึงคิดว่าสภาวะจิตวิญญาณหรือธรรมจิตนี้คงจะเป็นกุศลจิต ตลอดทั้งกาย วาจา จิตใจไปตามลำดับ คือ ไปตามขั้นตอนของความละเอียดที่ละเอียดมากขึ้นๆ ไปตามลำดับ ตั้งแต่ระดับอภิญญา (psychic) สู่ระดับละเอียดยิ่ง (subtle) สู่ระดับสาเหตุของการสรรค์สร้างสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อให้เรารู้และได้เรียนรู้ (creativity causal)  สู่ระดับที่ไม่มีความเป็น 2 อีกต่อไป หรือความว่างสุญตาหรือคือนิพพานนั่นเอง (non-dual) ขั้นที่ 4 นี้คือคุณสมบัติของโลกุตระจิต ศาสดาอรหันต์เซนทุกองค์ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นผู้เขียนเข้าใจว่าพระองค์ได้ผ่านพ้นเจโตวิมุติจนถึงซึ่งปัญญาวิมุตติไปแล้ว
ดังนั้นตั้งแต่ปี 1991 ืซึ่งเป็นปีที่สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งศูนย์กลางของการปฏิบัติสมาธิในชุมชนขึ้น  (Center Of Contemplative Study in Community) ที่ได้รับการตอบสนองจากประชาชนดีมากๆ โดยเฉพาะนักวิชาการอย่างคาดไม่ถึงในด้านที่ไม่เป็นทางการ อย่างน้อยสาธารณชนอเมริกันส่วนหนึ่งก็  “พร้อม” ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง (personal transformation) “เร่ง” ให้มีวิวัฒนาการทางจิตสู่ระดับที่สูงกว่าอย่างน้อยๆ ก็ร่วม 25 ปีแล้วที่อเมริกันได้แสวงหา ลองผิดลองถูก ค้นหาหนทางที่จะพบวิวัฒนาการสู่ระดับจิตวิญญาณด้วยตัวเอง วิวัฒนาการธรรมชาติคือสิ่งที่จักรวาลนี้มีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้น  นั่นคือสิ่งที่ธรรมชาติได้รอคอยมานานถึง 5,000 ปี จนมนุษย์เองเข้าใจว่าความเป็นสัตว์ร้ายที่ชั่วช้า  พร้อมๆ กับการเป็นเทวดาที่มีจิตใจดีงามคือธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ดั่งที่โพลตินุสได้ว่าไว้เมื่อร่วม  2,000 ปีก่อน และประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงเช่นนั้นจริงๆ ตลอดมา เช่นนี้แล้วจะให้ประชาชนทั่วไปในอดีตอันไกลโพ้นและแม้แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่มากๆๆ-คิดอย่างไร??
ผู้เขียนเคยคล้ายๆ ด่าว่าวัฒนธรรมว่าไม่มีประโยชน์ แต่ที่ด่าหรือว่านั้นจะว่าเฉพาะวัฒนธรรม ส่วนใหญที่ผิดธรรมชาติ และเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ก่อความแปลกแยกให้กับมนุษยชาติ ที่ “ต้อง” มีเพียงเผ่าพันธุ์เดียวตามเป้าหมายของจักรวาล อีโก้อหังการ (ego) ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (Self) แต่ทว่าอีโก้เป็นผลผลิตของจิตที่ยังด้อยวิวัฒนาการ เพราะยังไม่มีจิตรู้หรือจิตสำนึก (ซึ่งบริหารโดยสมอง ผู้เขียนจึงเชื่อว่าสมองมีหน้าที่สำคัญที่สุดอยู่หน้าที่เดียวคือ บริหารจิตไร้สำนึกจักรวาลให้เป็นจิตรู้)
ผู้เขียนเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าธรรมชาติและการสรรค์สร้างที่ไม่เคยผิดและไม่มีทางผิด การสรรค์สร้าง (creation) นั้นผิดจากผู้สร้าง (creator) อย่างที่สุด และเป็นผลของจิตไร้สำนึกจักรวาลที่มนุษย์  (สมอง) จะต้องบริหาร และกำลังรอคอยให้สมองบริหารอยู่ นั่นคือ จักรวาลกำลังรอคอยการเปลี่ยนแปลงตัวเองของมนุษย์อันเป็นผลของวิวัฒนาการทางจิตสู่ระดับจิตวิญญาณ (spirituality) ขั้นแรกที่มีอยู่ 4 ขั้นดังได้กล่าวมาแล้ว.