ข่าวหน้า 1

Monday, 27 April, 2009 - 00:00

หนุนตั้งกฎ'ขออนุญาตก่อม็อบ'

    ตำรวจ-นักวิชาการหนุนออกกฎหมาย  "ขออนุญาตม็อบ"  แต่  NGO  ติงลิดรอนเสรีภาพผู้ด้อยโอกาส    ตำรวจกลัวความผิด   เสนอกำหนดขั้นตอนการสลายให้ชัดเจน  พร้อมกำหนดรายละเอียดยิบ   ต้องแจ้งวัตถุประสงค์  วิธีการ  วัน  เวลา  สถานที่  จำนวนคน

     สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย   ได้จัดเวทีราชดำเนินเสวนาหัวข้อ  "ถึงเวลาประเทศไทยมี  พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะได้หรือยัง?"  โดยมีผู้ร่วมเสวนา  คือ  นางจันทจิรา  เอี่ยมมยุรา  อาจารย์คณะนิติศาสตร์  ม.ธรรมศาสตร์,  น.ส.วารุณี   วัฒนประดิษฐ์  ตัวแทนสำนักงานศาลปกครองสูงสุด,  พล.ต.ท.เจตน์   มงคลหัตถี   ผู้บัญชาการสำนักกฎหมายและสอบสวน   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,  นายไพโรจน์   พลเพชร   ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน   และนางสมลักษณ์   หุตานุวัตร   ผู้จัดการโครงการ  พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมายภาคประชาชน

     นางจันทจิรา  กล่าวว่า  การชุมนุมเกิดขึ้นเพราะประเทศไทยเป็นสังคมพหุนิยม   รัฐบาลจึงกลายเป็นพื้นที่กลางของทุกคนในการต่อรองแลกเปลี่ยนปัญหา   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล   สังคมประกอบด้วยคนหลายกลุ่มที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจ  สังคม  การศึกษา   ซึ่งคนที่มีการศึกษาและเป็นที่ยอมรับของสังคม   ก็จะใช้วิธีการออกแถลงการณ์   แต่สำหรับคนที่ขาดโอกาส   สิ่งที่ดีที่สุดคือการรวมตัวกันเพื่อเสนอข้อเรียกร้อง   และยิ่งหากต้องการให้มีผลมาก  ให้สังคมหันมาสนใจ   ก็จะต้องรวมตัวกันในที่สาธารณะ  เช่น  อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิหรือสนามบิน   การชุมนุมตามสิทธิโดยใช้พื้นที่สาธารณะจึงส่งผลกระทบต่อบุคคลที่  3  หรือประชาชนที่ต้องใช้พื้นที่สาธารณะนั้นๆ  ด้วย  รวมทั้งอาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ชุมนุมและประชาชน   ฉะนั้น  จึงต้องกำหนดว่าทำอย่างไรจะให้การชุมนุมอยู่ในกฎ  กติกา  มารยาท  โดยไม่ไปทับสิทธิ์ของผู้อื่น

     นางจันทจิรา  กล่าวว่า  เวลานี้ประเทศไทยควรมีการบังคับใช้  พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะและการเดินขบวนฯ  โดยควรระบุไว้ว่า  1.กฎหมายจะต้องออกแบบเพื่อจัดการการชุมนุมโดยเฉพาะ   ไม่ใช้กฎหมายอื่นๆ  มาควบคุมเหมือนที่ผ่านมา  อาทิ  กฎหมายเรื่องความสะอาด  การควบคุมเครื่องขยายเสียง   กฎหมายจราจร   และกฎหมายอาญา   2.ต้องจัดการความสมดุลระหว่างความขัดแย้งในสิทธิ์ของคนสองกลุ่ม   คือคนมาชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง และคนที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่สาธารณะ  3.ต้องทำให้กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปกครอง  ไม่ใช่กฎหมายอาญา   และอย่ามองว่าผู้ชุมนุมเป็นอาชญากรที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง  และ 4.การชุมนุมที่ผ่านมาแบ่งได้เป็น  2  ลักษณะ  คืออยู่ในที่สาธารณะที่เป็นสถานที่ปิด   และชุมนุมในพื้นที่สาธารณะที่มีลักษณะเปิดโล่ง  คนเข้าออกได้ง่าย  ซึ่งการชุมนุมทั้ง  2  แบบควรมีมาตรการในการควบคุมที่แตกต่างกัน   นอกจากนี้  กฎหมายควรวางมาตรการควบคุมการชุมนุม  ตั้งแต่ขั้นอ่อนไปถึงขั้นเข้มข้นตามลำดับ   และควรจะมุ่งไปในทิศทางที่คุ้มครองบุคคลทั้งสองกลุ่ม

     "ในต่างประเทศอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการบางอย่างได้ตามขั้นตอน   ถ้าไม่ทำตามเจ้าหน้าที่ก็จะต้องถูกตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย   โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผิดกฎหมายอาญาหรือผิดวินัย   เพราะกฎหมายนี้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายปกครอง  แต่ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าผู้ชุมนุมจะทำอะไรแล้วไม่ผิดกฎหมายอาญา   เพราะถ้าผู้ชุมนุมก้าวพ้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง  เช่นเริ่มก่อความไม่สงบ  เริ่มมีอาวุธ  ก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย   ซึ่งเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สลายการชุมนุมได้ตามกฎหมาย"  นางจันทจิรากล่าว

     น.ส.วารุณี  กล่าวเปรียบเทียบกฎหมายการชุมนุมสาธารณะของฝรั่งเศสว่า  จะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลการชุมนุม   โดยมีตัวแทนผู้ชุมนุมอย่างน้อย  3  คน  คณะกรรมการต้องส่งข้อเรียกร้อง    วัตถุประสงค์  และทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า  3  วัน  ระบุชื่อ ที่อยู่  อาชีพ  ของผู้จัดการชุมนุมหรือเดินขบวน   สถานที่ชุมนุม  เส้นทางเดินขบวน   หากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตสามารถอุทธรณ์ต่อศาลได้  แต่การชุมนุมจะชุมนุมได้ไม่เกินเวลา  23.00  น.และทำบนทางสาธารณะเช่นถนนหลวงไม่ได้   หากไม่ทำตามกฎหมายมีโทษจำคุก  15  วัน  ถึง  6  เดือน   ส่วนสหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมายชุมนุมสาธารณะ   ใช้กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญาทั่วไป   ไม่มีคณะบุคคลดูแล   แต่ให้ประชาชนที่มาชุมนุมร่วมกันรับผิดชอบ   เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้เกิดความวุ่นวาย   และจับกุมถ้ามีการทำผิด   แต่ไม่มีอำนาจสั่งห้ามชุมนุม

     พล.ต.ท.เจตน์  กล่าวว่า  ตำรวจเห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายควบคุมการชุมนุม   เพราะปัจจุบันตำรวจจะทนไม่ได้แล้ว   นับวันการชุมนุมยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น   ในขณะที่ยังกำหนดการทำงานของตำรวจให้ชัดเจนไม่ได้   การชุมนุมที่ผ่านมาไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบ  หรือปราศจากอาวุธ  ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา 63

     "ผมเชื่อว่ามีกันทั้งนั้น  มีสารพัดอาวุธ  และการชุมนุมก็ไม่ได้เคารพกันตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว ดังนั้นคำถามคือ  ตำรวจจะทำอย่างไร  เพราะตำรวจทำโดยไม่มีอะไร  ที่ผ่านมาถามว่าเราทำเกินความจำเป็นหรือไม่  ในเรื่องที่เป็นปัญหาถึงทุกวันนี้   เพราะหากเอามือยื่นไปข้างหน้าก็บอกว่าทำเกินหน้าที่  เอามือซุกกระเป๋าก็บอกว่าละเว้น"

     พล.ต.ท.เจตน์  กล่าวอีกว่า  กฎหมายฉบับนี้ควรระบุให้ชัดเจนว่า  ตำรวจมีอำนาจหน้าที่เพียงใด  รวมถึงมีข้อกำหนดว่าในสถานการณ์ใดตำรวจควรจะออกมาควบคุม  ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจออกกฎเอง  ทั้งนี้ตนกำลังร่างกฎหมายนี้อยู่เช่นกัน  โดยมีสาระสำคัญ  5  ประเด็น  คือ 1.ลักษณะการชุมนุม  ต้องมีผู้ชุมนุมเกิน  5  คนขึ้นไป   มีเจตนาร่วมกันที่จะมีข้อเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใด  2.การชุมนุมต้องขออนุญาตตำรวจก่อน   โดยระบุวัตถุประสงค์  วัน  เวลา สถานที่  วิธีการ  เช่น  จะมีการเดินขบวนหรือไม่   และจำนวนผู้เข้าร่วมโดยประมาณ  เพื่อตำรวจจะเตรียมพร้อมจัดกำลังไปดูแล   รวมทั้งตำรวจต้องสามารถกำหนดเงื่อนไขบางประการได้  เช่น  ห้ามเดินขบวนเต็มพื้นที่ถนน   แต่หากผู้ชุมนุมไม่พอใจก็ให้ใช้สิทธิ์ร้องศาลปกครอง

     3.เงื่อนไขการสั่งเลิกชุมนุม   โดยถ้าพฤติการณ์ส่อไปในทางจะใช้อาวุธหรือความรุนแรง  มีทีท่าจะเกิดความไม่สงบ   เจ้าหน้าที่สั่งเลิกได้   4.มาตรการควบคุมการชุมนุม  ควรระบุการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจน  เช่น  มีการประกาศเตือน   ใช้กำลังผลักดันโดยใช้โล่และกระบอง  หากยังไม่เป็นผลให้ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง   ลำดับถัดมาใช้แก๊สน้ำตาเพื่อแยกผู้ชุมนุมออกไป   แต่สุดท้ายหากยังไม่ได้ผลอีกคงต้องใช้อาวุธ  อาทิ  กระสุนยาง  ซึ่งอาจทำให้บาดเจ็บ  โดยอาจจะยิงไปที่แกนนำเพื่อลดระดับการชุมนุม

     5.กำลังตำรวจ  ที่ผ่านมามีการใช้ตำรวจส่วนต่างๆ  ที่ไม่มีทักษะในการเผชิญหน้า  จึงควรฝึกอบรมตำรวจควบคุมการชุมนุม   แต่ถ้าจะให้มีอาสาสมัครเหมือนในเกาหลีก็ต้องพิจารณาให้ดีก่อน  เพราะจะเป็นการให้อำนาจบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

     นางสมลักษณ์  กล่าวว่า   ขั้นตอนสลายการชุมนุมควรประกาศให้เป็นที่รับรู้ของประชาชนโดยทั่วไป   ว่าจากเบาไปหนักคืออะไรบ้าง   สิ่งที่ยังขาดคือนักเจรจาไกล่เกลี่ยมืออาชีพ  และอยากฝากสื่อมวลชนว่า   นอกจากเสนอข้อเท็จจริงแล้วควรต้องเสนอหลักการด้วย  เช่น  หากการชุมนุมเกินเลย  หรือมีการสลายเกินเลย   สื่อต้องนำเสนอสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้

     ด้านนายไพโรจน์   มีความเห็นต่างว่า  ยังไม่ควรเร่งออกกฎหมาย  โดยชี้ว่าเสรีภาพในการชุมนุมมีความสำคัญมาก  เพราะคนเข้าถึงอำนาจได้ไม่เท่ากัน   จึงจำเป็นต้องมีหลักประกันให้กับคนบางกลุ่มที่ด้อยโอกาส   และหากฝ่ายการเมืองใส่ใจกับการชุมนุมทุกประเด็น  คงจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น   ดังนั้นจึงเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งออกกฎหมาย  เพราะหากออกมาแต่ไม่ได้รับการยอมรับก็คงไม่มีประโยชน์   ควรมีการสร้างข้อตกลงร่วมกันมากกว่า

     "สำหรับกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนี้   แต่ไม่สามารถควบคุมการชุมนุมได้นั้น   ผมเห็นว่าเป็นเพราะการชุมนุมมีความมุ่งหมายทางด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง   ดังนั้นสิ่งที่ต้องแก้คือเรื่องการเมือง  ไม่ใช่มาออกกฎหมายกับการชุมนุม"  นายไพโรจน์กล่าวอีกว่า   ประเทศไทยควรมีหน่วยงานที่เข้ามาจัดการเรื่องควบคุมฝูงชนโดยตรง   มีทักษะและความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ  ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สลายการชุมนุมไม่มีความชำนาญ   ซึ่งเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้มีกฎหมายบังคับใช้.