กระจกหักมุม

Monday, 2 May, 2011 - 00:00

รถไฟสายจีนแดงกำลังจะแซงโค้งตกเหว?

  ช่วงวันสองวันนี้ ราคาทองคำขึ้นแบบบ้าระห่ำ เหมือนกับกำลังจะบอกว่า “เงินเฟ้อ” ร้อนๆ มาแล้วจ้า!! ราคาน้ำมันก็ไม่น้อยหน้า ทำสถิติ $100++ ต่อบาร์เรลมาหลายเพลาแล้วเหมือนกัน
 ผมเองเพิ่งกลับมาจากเมือง “ชิงเต่า” ประเทศจีน ก็กำลังเครียดกับสภาพความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีน มาเจอกับข่าวร้อนๆ สองข่าวข้างต้น ต้องบอกว่า “ร้อนนี้ดูท่าจะไม่ร้อนธรรมดาเสียแล้ว”
 อย่าเข้าใจผิดว่าผมกำลังพูดถึงการเมืองที่กำลังเข้าโค้งสุดท้าย สู่โหมด “เลือกตั้ง” นะครับ แต่ผมกำลังจะพยายามหลบร้อนหักมุมไปคุยเรื่องไกลตัว พาท่านผู้อ่านนั่งรถไฟสายจีนแดงไปเที่ยว แต่ทุกท่านคงต้องรัดเข็มขัดนิรภัย และต้องเกาะพนักแน่นๆ นะครับ เพราะได้ข่าวลือมาว่ารถไฟสายนี้ “แรง” มาก ไม่รู้จะแซงโค้งตกเหวหรือเปล่า?
ฟองสบู่อสังหาฯ : ร่ำๆ ว่าจะแตก ก็ยังไม่แตกสักที
 ผมเขียนเรื่องฟองสบู่อสังหาฯ จีนไปได้หลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีท่าทีท่าว่าจะแตกสักที จนกระทั่งผู้คนจำนวนมากมีความรู้สึกว่า “ไม่เกิดแล้ว”  แต่ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิด หลังจากกลับจากเมืองจีนรอบนี้ และได้ไปที่เมืองที่ผมมั่นใจว่าไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ผมเห็น
 การเปลี่ยนแปลงที่ผมเห็นก็คือ “เมืองกำลังขยาย” (ถนนหนทาง ฯลฯ) และ “การก่อสร้างตึกสูง” กำลังดำเนินไปอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นตึกอาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม หรือศูนย์การค้า ฯลฯ สรุปง่ายๆ ก็คือภาพที่ผมเห็นเป็นภาพของการเติบโต ภาพของการขยายตัว ภาพของเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างมโหฬาร ถ้าเปรียบกับต้นไม้ก็คือกำลังเติบใหญ่จากกล้าเป็นต้นที่กำลังแผ่กิ่งก้านสาขา ผลิดอกออกใบอย่างรวดเร็ว
 ที่ผมตกใจก็เพราะผมรู้จักเมืองนี้ดี และที่ผ่านมาไม่มีเหตุอะไรที่เมืองจะต้องขยายตัวอย่างใหญ่โตขนาดนี้ ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องสร้างตึกสูงมากมายขนาดนั้น เพราะเมืองนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครอบงำเศรษฐกิจของทั้งเมืองเพียง 3 แห่ง และทั้งสามแห่งนี้มีเพียงแห่งเดียวที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง อีกสองแห่งอาการไม่ค่อยดี จึงไม่ใช่ศูนย์กลางแรงงานที่จะดึงดูดแรงงานชนบทให้เข้ามาในเมืองจนต้องสร้างอพาร์ตเมนต์ราคาถูกไว้รองรับ ส่วนธุรกิจต่างประเทศที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็คือเกาหลี ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดกลาง ไม่มีจำนวนมากพอที่จะต้องสร้างคอนโดฯ ระดับห้าดาวไว้รองรับ จุดดึงดูดที่เหลือของเมืองก็คือเป็นแหล่งตากอากาศในหน้าร้อนซึ่งก็เป็นอะไรที่ไม่โดดเด่นมากมาย
 แต่เพื่อให้แน่ใจขึ้นอีกนิดว่าผมไม่ได้นึกคิดไปเอง ผมก็ได้ทำการสำรวจย่านธุรกิจที่เต็มไปด้วย “มอลล์” ขนาดกลาง ว่าบรรยากาศเป็นอย่างไร และได้สอบถามบรรดาโรงแรมขนาดห้าดาวที่อยู่ในละแวกนั้นถึงสถานการณ์ท่องเที่ยว และอัตราการเข้าพักของแขก
 ผลสำรวจที่ได้น่าตกใจมากครับ เพราะบรรดามอลล์ทั้งหลายส่วนใหญ่ “โล่ง” มีอยู่แห่งหนึ่งทำเลติดมารีน่า ปรากฏว่าช่วงประมาณห้าโมงเศษ มีแต่ผมกับเพื่อนสองคนเดินไปเดินมาสามชั้นสี่ชั้นอยู่สิบกว่านาที ส่วนบรรดาโรงแรมก็เป็นโรงแรมที่สร้างในช่วงบูมเมื่อหลายปีก่อน และขณะนี้จะพักเมื่อไหร่ก็มีห้อง สนนราคาก็ลดแหลกแจกแถม
 แล้วทำไมถึงยังมีการก่อสร้างถนนหนทาง และขึ้นตึกสูงกันเต็มไปหมดทั้งเมือง
 คำตอบที่ได้จากเพื่อนปัญญาชนของผม (ซึ่งผมไม่การันตีนะครับว่าต้องถูกต้องแน่นอน) ก็คือ นี่เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวของข้าราชการท้องถิ่นระดับสูง (ซึ่งก็เป็นสมาชิกพรรคท้องถิ่นระดับสูงด้วยเช่นกัน) ที่พยายามยัดเยียด “ที่ดิน” ให้เอกชนซื้อไปสร้างอพาร์ตเมนต์ และคอนโดฯ ที่อยู่อาศัย และช็อปปิ้งมอลล์ ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลของเมืองนั้นได้รายได้ และ “เงินสด” เข้าท้องพระคลัง จัดเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในสายตาของส่วนกลาง และเมื่อได้เงินจากการขายที่แล้ว รัฐบาลท้องถิ่นก็จะทำการตัดถนนใหม่ ขยายถนนเดิม ขยายสนามบิน ท่าเรือ ฯลฯ ซึ่งก็จะทำให้เมืองขยายใหญ่ขึ้น ถนนหนทางดูดี สะดวกสะบายขึ้น เวลาผู้บริหารพรรคจากส่วนกลางเดินทางไปเยี่ยมชมก็เป็นการประกาศผลงานของตัวเองไปโดยปริยาย
 ล่าสุด นายกเทศมนตรีเมืองที่ผมกล่าวถึงเพิ่งได้รับการ “โปรโมต” เลื่อนชั้นไปเป็น “รองผู้ว่าการมณฑล” ที่ใหญ่แห่งหนึ่งของจีน
 ท่านนายกฯ ไปดี ได้ดีแล้ว แต่สิ่งที่ท่านทิ้งไปให้กับชาวเมืองข้างหลังก็คือ “ระเบิดเวลา” ลูกใหญ่ที่กำลังรอวันระเบิด
เงินเฟ้อ : ยิ่งมายิ่งร้อนแรง
 เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่าน นิตยสารออนไลน์ที่มีชื่อด้านเศรษฐศาสตร์ของจีน (Caixin online) ได้รายงานว่า ผู้บริหารธนาคารกลางแถลงว่าอัตราเงินเฟ้อของจีนจะพุ่งถึง 5.5% ในเดือนเมษายน หลังจากนั้นจะลดลงเหลือ 4% ในสิ้นปี แต่ผู้บริหารธนาคารฮ่องกง เซี่ยงไฮ้กลับมองว่าภายในเดือนมิถุนายนอัตราเงินเฟ้อของจีนจะแตะ 6% และอาจจะสูงกว่านั้นได้ในปลายปี
 ความเห็นส่วนตัวของผม และสิ่งที่ผมได้ไปสัมผัสมาด้วยตัวเอง หากรัฐบาลท้องถิ่นยังใช้วิธีการ “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว” เหมือนเช่นในกรณีที่ผมยกตัวอย่างข้างต้น (ซึ่งเพื่อนผมบอกว่าเป็นอย่างนี้ทุกที่ทุกเมือง เพราะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะไต่เต้าในทางราชการ) อัตราเงินเฟ้อย่อมต้องสูงขึ้นอย่างไม่มีทางหยุดยั้ง เท่าที่ทราบขณะนี้ ครอบครัวจีนรุ่นใหม่ต่างเริ่มรับรู้ถึงภัยคุกคามของเงินเฟ้อแล้ว เพราะเด็กจบใหม่ (ปริญญาตรี) ได้เงินเดือนไม่เกิน 2-3,000 หยวนต่อเดือน (หนึ่งครอบครัวมีหนึ่งพ่อ หนึ่งแม่ หนึ่งลูกและอีกสองปู่บวกย่า) รายได้รวม 4-6,000 หยวน ต้องแบกภาระค่าเช่าห้อง 1,000 หยวนบวกๆ ค่าอาหารอีก 3,000 หยวนบวกๆ ค่าเล่าเรียนลูกอีก 200 หยวน บวกค่ารักษาพยาบาลปู่ย่าอีก 200-300 หยวนต่อเดือน ยังไม่รวมค่าผ่อนรถ (หากจะขับรถไปทำงาน) อีกเดือนละ 1,000 หยวนบวกๆ
 ผมเข้าออกเมืองจีนมาร่วมสามสิบปี ไม่เคยเห็นอัตราเงินเฟ้อขนาดนี้ ยิ่งไม่เคยเห็นข้าวของแพงเอาแพงเอาแบบฉุดไม่อยู่เช่นนี้มาก่อน ต้องเรียนว่าระบบทุนนิยม โดยเฉพาะ “พลังของตลาด” (Market Forces) กำลังสำแดงเดชเอากับประเทศจีน และประชาชนจีนอย่างเข้มข้นมาก
ยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ผมสะเทือนใจมาก ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ผมต้องจ่ายค่าชาหนึ่งกาแพงกว่าบะหมี่หนึ่งชาม และไม่ใช่แพงกว่านิดๆ นะครับ แพงกว่ากันเป็นเท่าตัว เรียกว่าพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
แล้วเมื่อไหร่จะซิ่งตกเหว?
 ผมเป็นผู้หนึ่งที่ศรัทธาในความรักชาติ และความตั้งใจทำงานอย่างไม่เห็นแก่ตัวเองของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน ผมก็ยังอยากจะเชื่อว่าพวกท่านเหล่านั้น ซึ่งขณะนี้ตระหนักในปัญหาเหล่านี้ จะหาทางแก้ปัญหาได้  แต่ที่กลัวที่สุดก็คือ เงินเฟ้อเป็นเรื่องที่มีลักษณะ “สากล” สูง  (Globalized Issues) และอาหารที่จะทำให้เงินเฟ้อเติบโตอย่างหยุดไม่อยู่ก็คือ “ความโลภ” (Greed) ของมนุษย์  ฉะนั้น อย่าเพิ่งให้ผมฟันธงเลยครับ.

วีระ  มานะคงตรีชีพ        
2 พฤษภาคม  2554