คอลัมน์

Sunday, 24 July, 2011 - 00:00

“กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์”

    โดย ดร.เมธิกาญจน์ ช้างหัวหน้า
 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ คือ กระบวนการที่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมที่สูญเสียไปเพราะอาชญากรรมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยมีกระบวนการฟื้นสำนึกผู้กระทำความผิด และให้ผู้กระทำผิดเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรม รวมทั้งชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ต่างจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักที่มีกระบวนทัศน์มุ่งการลงโทษให้ผู้กระทำผิดได้รับความเจ็บปวดหรือได้รับความทุกข์ในการแก้แค้นทดแทนความผิดที่ผู้กระทำผิดได้กระทำลงไป
 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นยุติธรรมทางเลือกที่ใช้ได้กับคดีอาญาทุกประเภท ทั้งคดีความผิดต่อส่วนตัวและความผิดอาญาแผ่นดิน แต่คดีที่เหมาะสมกับกระบวนการทางเลือกนี้ โดยที่ประเทศไทยนำมาใช้ ได้แก่ คดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนเป็นผู้กระทำความผิด คดีอาญาที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว คดีความผิดอาญาที่ยอมความได้ และคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่สูง  เพื่อหลีกเลี่ยงการจำคุกระยะสั้น ซึ่งเมื่อลงโทษไปแล้วจะไม่เกิดประโยชน์ในการฟื้นฟูผู้กระทำผิด ความผิดเหล่านี้จึงสมควรที่จะได้รับการจัดการด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือกนี้
 กระบวนการยุติธรรมทางเลือก ปัจจุบันศาลยุติธรรมและกรมคุมประพฤติ  กระทรวงยุติธรรม ได้นำมาใช้จัดการกับคดีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ซึ่งมีกระบวนการโดยย่อ ดังนี้
 1.การเข้าสู่กระบวนการ
 อาจเริ่มโดยผู้กระทำผิด (Offender) หรือผู้เสียหาย (Victim) ร้องขอเข้ากระบวนการเอง หรือโดยคนกลาง (Mediator or Facilitator) เชิญชวนให้ผู้เสียหายและผู้กระทำผิดเข้าร่วมกระบวนการก็ได้
 2.การประชุมฟื้นสัมพันธภาพ ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมไกล่เกลี่ย  (Mediation เช่น victim-offender mediation หรือ VOM) การประชุมกลุ่ม  (Conference เช่น Family Group Conference หรือ FGC) การประชุมล้อมวง  (Sentencing Circle) และการประชุมของคณะกรรมการฟื้นฟูชุมชน  (Community Reparative Board) แต่อย่างไรก็ตาม รูปแบบทั้งหมดมีขั้นตอนการทำงานคล้ายกัน สรุปการทำงานมีอยู่ 3 ขั้นตอน ดังนี้
 2.1 ขั้นเตรียมการประชุม จะเป็นการดำเนินงานของคนกลาง (Mediator  or Facilitator) เป็นสำคัญที่จะต้องให้คำปรึกษารายบุคคลเพื่อเตรียมความพร้อมทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำผิดทางด้านอารมณ์และความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งหาทางออกดีที่สุดก่อนเข้าประชุมร่วมกัน แจ้งสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนกติกามารยาทในการประชุมของทุกฝ่ายว่ามีอย่างไร และที่สำคัญทุกฝ่ายสามารถขอเลิกกระบวนการเมื่อใดก็ได้ตามความสมัครใจ
 2.2 ขั้นดำเนินการประชุม เปิดประชุมโดยคนกลางจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ วิธีการและขั้นตอนประชุมและเชิญชวนให้ผู้ที่เข้าร่วมประชุมได้มีโอกาสพูดถึงความรู้สึกและความคิดเห็นที่จะนำไปสู่การแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งในลำดับถัดไปจะเป็นการพูดของคู่กรณี โดยผู้เสียหายจะพูดให้ผู้กระทำผิดได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ความสูญเสีย ความทนทุกข์ และผลที่ได้รับจากการกระทำผิด ซึ่งเมื่อผู้กระทำผิดได้รับรู้ข้อมูลจากผู้เสียหายโดยตรงก็จะเกิดกระบวนการฟื้นสำนึกโดยอัตโนมัติ และส่วนผู้กระทำผิดก็จะได้กล่าวและแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจในการกระทำผิดของตน ต่อจากนั้นก็จะเป็นการพูดของผู้ร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันหาทางออกของการแก้ปัญหาและเยียวยาให้กลับคืนสู่สถานะเดิมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเยียวยาอาจจะเป็นการชดใช้ค่าเสียหาย การกล่าวคำขอโทษ การทำงานให้ผู้เสียหายหรือทำงานบริการสังคม ฯลฯ ก็ได้ เมื่อได้ข้อยุติอย่างไรแล้ว ก็จะมีการทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าฝ่ายใดจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างไร ใช้เวลานานเท่าใด  และวิธีการติดตามผล
 2.3 ขั้นติดตามผล เมื่อมีการตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ทางคนกลางหรือตัวแทนจะติดตามผลตรวจดูว่าทั้ง 2 ฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้ คนกลางสามารถที่จะจัดให้มีการประชุมอีกครั้งใหม่ก็ได้ ซึ่งผลอาจให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงเดิมหรือที่แก้ไขใหม่ หรือยกเลิกกระบวนการไปเลยก็ได้
 เมื่อดำเนินการประชุมสัมพันธภาพแล้ว หากเป็นไปตามข้อตกลงทางหน่วยงานของคนกลาง ก็จะเสนอผลการประชุมนั้นให้แก่เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้ยุติคดีด้วยกระบวนการยุติธรรมทางสมานฉันท์ต่อไป เช่น  หากเป็นคดีเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด ผู้อำนวยการสถานพินิจจะเสนอผลการเยียวยานั้นต่อพนักงานอัยการเพื่อสั่งไม่ฟ้องคดี และเมื่อพนักงานอัยการเห็นด้วยสั่งไม่ฟ้อง คดีก็เป็นอันยุติไป ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ.2532 มาตรา 63 หรือในคดีทั่วไปก็อาจยุติโดยการถอนฟ้อง  ยอมความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 หรือศาลอาจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หรือลงโทษจำเลยสถานเบาตามดุลพินิจทั่วไปที่มีเหตุอันควรปรานีก็ได้
 จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีกระบวนทัศน์ที่ต่างจากกระบวนการยุติธรรมอาญากระแสหลักโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้  เพราะเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการยุติธรรมทางเลือกนี้ก็คือการให้อภัยกัน  (Forgiveness) โดยผ่านกระบวนการฟื้นสำนึกผิดและได้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ประชุมร่วมกันครบถ้วน ทำให้ความสัมพันธ์ที่ถูกทำลายไปของอาชญากรรมระหว่างผู้กระทำผิดกับผู้เสียหายและสังคมได้กลับฟื้นคืนสภาพเดิมอีกครั้งหนึ่ง ผู้กระทำผิดไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำอีก เพราะฟื้นสำนึกด้วยความจริงใจ ในขณะที่ผู้เสียหายและชุมชนก็ให้อภัยยอมรับผู้กระทำผิดคืนสู่ชุมชน  สังคมจึงเกิดความสงบสุขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขยั่งยืนตลอดไป.