คอลัมน์

Sunday, 24 July, 2011 - 00:00

บังอบายเบิกฟ้า ไม่พูดถึงสนามหลวงไม่ได้

   เกือบยี่สิบปีก่อน มีนักศึกษาปริญญาโทกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องสนามหลวงส่งฝรั่งที่อเมริกา ทราบว่าผู้เขียนเคยค้นคว้าเรื่องเดียวกันนี้ และเขียนเป็นบทหนึ่งในหนังสือพระนครควรชม เธอจึงขอสัมภาษณ์และแลกความคิดเห็นกันในเรื่องสนามหลวง
 เวลานั้น สนามหลวงยังไม่ถูกเก็บและซ่อมอย่างยาวนานเหมือนที่ กทม.ทำ และนัยว่าจะเปิดเผยสู่สาธารณะอีกครั้งในวันที่ 9 สิงหาคม ศกนี้
 ผู้เขียนติดตามความคืบหน้าข่าวเดียวกันนี้ จากเอ็กซ์-ไซท์ ไทยโพสต์ 3 ฉบับ ที่เสนอเรื่องต่อเนื่องกัน นับจากฉบับที่ 14-15 กรกฎาคม 2554 เป็นต้นมา
 มีการประชุมของเจ้าหน้าที่ กทม.และจากส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศิลปากร โดย คุณเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัด กทม. เป็นประธานการประชุม และคุณสุวพร เจิมรังษี ผอ.เขตพระนคร เป็นเลขานุการคณะกรรมการปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้พื้นที่สนามหลวง
 ท่าทีของฝ่าย กทม.นั้น ต้องการให้ประชาชนใช้สนามหลวงเป็นที่พักผ่อน เช่น เดินเล่น ขี่จักรยาน แต่ไม่อนุญาตให้เล่นว่าว เตะตะกร้อ
 สนามหลวงไม่เหมือนสวนลุมฯ ขาดสุมทุมพุ่มไม้ เว้นแต่ต้นมะขามริมขอบสนาม จะพักผ่อนกลางฟ้ากลางฝน กลางตะวัน โดยไม่มีกิจกรรมอื่นเห็นจะกระไรอยู่
 สังคมไทยเป็นสังคมหวงห้าม กรณีสนามหลวงก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่ง ท่านที่ห้ามคือเจ้าหน้าที่ กทม.นั่นแหละตัวดี
 สนามหลวงต่อไปนี้จะใช้ได้เฉพาะจัดงานพระราชพิธีกับงานรัฐพิธี ส่วนไพร่ๆ จะใช้บ้างเพียงเดินเล่นและขี่จักรยาน
 สนามหลวงเคยเป็นที่จัดชุมนุมทางการเมืองเพื่อไฮด์ปาร์ก ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ท่านอำมาตย์แห่ง กทม.ได้ห้ามชุมนุมทางการเมือง และอ้างแบบตะแบงว่าที่ลานคนเมืองหรือตรงเสาชิงช้าก็ใช้ได้
 ความจริงควรอ้างว่า ตรงแยกราชประสงค์ใช้ได้ดีกว่าสนามหลวงหลายเท่า
 เศรษฐกิจและการจราจรฉิบหายเท่าไหร่ก็ไม่ว่า
 นอกจากการเมืองแล้ว กิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น เล่นว่าว เตะตะกร้อ ก็ห้ามด้วย คุณสุวพร เจิมรังษี เลขานุการคณะกรรมการฯ สำทับด้วยว่า ไม่ควรยึดติดว่าเคยมีที่สนามหลวงแล้วจะต้องทำต่อไป ขณะที่คุณธราพงศ์ ศรีสุชาติ ผอ.สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ที่ร่วมเป็นกรรมการด้วย พูดจาค่อยน่าฟังหน่อยว่า การเล่นว่าวและการเตะตะกร้อ คงไม่ทำลายพื้นหญ้าหรือความเป็นโบราณสถานเสียหาย
 คุณปริญญา สุขชิต (เป็ด) อุปนายกสมาคมกีฬาไทย ต่อรองว่าควรให้เล่นว่าวกับเตะตะกร้อเหมือนเดิม หากจำกัดช่วงเวลาเป็นเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน นอกนั้นเป็นอันห้ามก็ไม่ว่ากัน
 กลัวสนามหญ้าของสนามหลวงเสียก็ปิดหลังการใช้สอยเพื่อปรับปรุงเป็นระยะ เงินภาษีที่ใช้ก็ของประชาชน ถ้าขุนนางไม่โกงกินเห็นจะไม่มากมายกระไรนัก
 หรือจะให้ไปชักว่าวที่ราชประสงค์ด้วย
 จริงอยู่ สนามหลวงเคยใช้ทำอะไรหลายอย่าง เมื่อสนามหลวงฟื้นอีกครั้งก็ใช่ว่าต้องไปรื้อฟื้นทุกอย่าง เพียงรู้จักเลือกสรร การเล่นว่าวเป็นกีฬาไทยเช่นเดียวกันกับตะกร้อ เป็นแรงดึงดูดการท่องเที่ยวที่ดี
 กรมศิลปากรอยู่ใกล้แค่นั้น จะจัดการแสดงกลางแจ้งมาสมทบในช่วงฤดูหนาวย่อมไม่เลวนัก ต่อการปลูกฝังประชาชนให้รักวัฒนธรรม จะอ้างว่ามีศูนย์และหอประชุมวัฒนธรรมอยู่แล้ว ขอถามหน่อยมีชาวบ้านสักกี่คนจะถ่อไปชมที่นั่น
 กทม.อาจจะเป็นห่วงสนามหลวงมากไป และจะระดมเทศกิจเข้ามาดูแล แต่การที่มีประชาชนเข้ามาใช้สนามหลวง คนที่ดูแลและรักษาสนามหลวงดีที่สุดคือประชาชน
 งานนี้ต้องออกแรงให้การศึกษาและรณรงค์รักษาความสะอาด รักษาความมีระเบียบ ซึ่งเป็นการเรียนรู้เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว
 อย่าห้ามจนลืมอีกด้านที่เป็นการส่งเสริมให้ทำ
 เพราะยิ่งห้ามก็จะยิ่งยุ ต้องการความมีระบียบและความสะอาด ว่าอย่างนี้เถอะ กทม.เตรียมภาชนะให้เขาทิ้งขยะ เศษขยะได้โดยสะดวกไว้แค่ไหน 
 ครับ
 สนามหลวงมิได้เพิ่งมีในกรุงรัตนโกสินทร์ อยุธยาก็มีมาแล้วโดยเรียกว่าทุ่งพระเมรุ ซึ่งเกิดขึ้นหลังรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้า และหมดภาระเมื่อกรุงแตก ส่วนสนามหลวงของกรุงรัตนโกสินทร์มีมาตั้งแต่ต้นกรุงจนปัจจุบัน
 ภาระประการแรกเป็นการใช้จิตวิทยา เพราะเมื่อผ่านการกู้กรุงแล้ว สนามหลวงแสดงความสมบูรณ์โดยใช้ทำนาอวดราชทูตญวนที่เข้าเฝ้าฯ เพราะเวลานั้นสนามหลวงเป็นที่ลุ่มมีเลนตม แต่จินตกวีท่านพรรณนาในอิเหนาเป็นอีกลักษณะหนึ่ง
 ท้องสนามแจ้งปราบรื่น
 พ่างฟื้นปฐพีไม่มีหญ้า
 กว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตา
 เตียนสะอาดดาษดาด้วยทรายทอง
 ความจริงสนามหลวงสมัยแรกๆ ยังไม่ใหญ่โตกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน เพิ่งมาขยายพื้นที่ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสอินเดีย ทอดพระเนตรนครกัลกัตตา ซึ่งมีสนามกว้างใหญ่หน้าอาคารวิกตอเรีย เมโมเรียล จึงเป็นปัจจัยแห่งพระราชดำริให้ขยายสนามหลวงหลังเสด็จประพาสยุโรป
 ต้นมะขามเพิ่งมาปลูกในสมัยรัชกาลที่ 5 นี่เอง
 สนามหลวงมิใช่สวนสาธารณะ แต่เป็นพื้นที่ว่างเว้นที่ใช้ประโยชน์อเนกประสงค์ ประการแรกๆ ใช้สร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระศพ จึงเป็นที่มาของชื่อทุ่งพระเมรุ หากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไม่โปรด ด้วยเห็นว่าไม่เป็นมงคล จึงรับสั่งให้เรียกสนามหลวง
 สนามหลวงเป็นสถานบันเทิงกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดสมัยโบราณ เคยเป็นที่แสดงโขนผสมโรงของวังหลวงและวังหน้าที่เป็นประวัติศาสตร์
 เคยเป็นสถานที่เล่นกระบี่กระบอง รัชกาลที่ 4 โปรดการเล่นชนิดนี้
 นอกนี้ยังเป็นสถานที่เล่นหมากรุกคน ใช้ผู้แสดงฝ่ายละ 16 คน รวม 32 คน มีท่ารำเฉพาะและเพลงกำกับ
 ส่วนการเล่นที่คู่สนามหลวงโดยแท้ คือ การเล่นว่าว กีฬาว่าวและชายไทยชักว่าวมาแต่โบราณ เว้นแต่ ผอ.บางคนไม่เคยชักว่าวในสนามจึงปราศจากการตระหนักถึงคุณค่า
 สมัยอยุธยามีกฎมนเทียรบาล ห้ามไพร่ราษฎรเล่นว่าวข้ามเขตพระราชวัง
 ภายหลังกรุงแตก การเล่นว่าวซบเซาลง ต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รื้อฟื้นการเล่นว่าว และโปรดให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกับผู้ชำนาญ ตรากติกาเล่นว่าวสนามหลวงสวนดุสิต รัตนโกสินทร์ศก 125
 ต่อมาจึงมีผู้แต่งตำราว่าว อาทิ พระยาภิรมย์ภักดี แต่ง ตำราว่าวพนัน ตำราผูกว่าว วิธีชักว่าวและการเล่นว่าวต่อสู้กันในอากาศ พิมพ์ พ.ศ.2464
 สองร้อยกว่าปีของสนามหลวง เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่ใช้งานคุ้มค่า เคยมีตลาดนัดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ภายหลังย้ายไปที่จตุจักร เคยเป็นสถานที่ประกอบการกุศลครั้งสำคัญ คือ การจัดงานเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ เมื่อ พ.ศ.2500
 เคยเป็นแหล่งทางปัญญา เพราะมีหนังสือราคาถูกขายตรงบริเวณรูปปั้นแม่พระธรณีรีดมวยผม แต่เมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็หาทางขจัดร้านหนังสือเหล่านั้น กระนั้นต่อมาบริเวณดังกล่าวก็มิได้เป็นระเบียบสวยงามแต่อย่างใด
 การที่สนามหลวงเป็นทุ่งพระเมรุเพราะถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพเจ้านาย เข้าใจได้อยู่ แต่ในประวัติศาสตร์ระยะใกล้ ท้องสนามหลวงนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพ ราษฎรสามัญชนผู้พลีชีพในเหตุการณ์ 14 ตุลาคมมหาวิปโยค (2516) ด้วย
 และเพื่อมิให้เป็นการอาจเอื้อม เป็นเรื่องบังควรมิบังควร ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยผู้จัดการศพ ได้เลือกใช้พื้นที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพทางด้านทิศเหนือของสนามหลวง
 เพราะตามปกติ การสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระศพจะสร้างทางด้านทิศใต้ของสนามหลวง
 เรื่องนี้เป็นการรู้จักการแบ่งพื้นที่ในสังคมไทย ที่ใช้อย่างจำแนก.