สาระน่ารู้

Sunday, 10 May, 2009 - 00:00

ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือของดีวัดสาวชะโงก

  คำว่า  "ปลัดขิก"  แท้จริงก็คือ  รูปศิวลึงค์  นั่นเอง  หรือที่บางคนบอกว่าเป็นรูปของอวัยวะเพศชายก็ไม่ผิด  ปลัดขิกของเกจิคณาจารย์ในเมืองไทยที่ได้รับความนิยมนั้นมีอยู่หลายสำนัก  แต่ที่ขึ้นชื่อมากคือ  หลวงพ่อเหลือ  วัดสาวชะโงก  อ.บางคล้า  จ.ฉะเชิงเทรา  และหลวงพ่ออี๋  วัดสัตหีบ  ชลบุรี

     แค่ชื่อวัดก็นับว่าสุดยอดครับ  สาวยังชะโงกแล้วอย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง  หลวงพ่อเหลือความจริงท่านโด่งดังมาจากเรื่องของผ้ายันต์แดง  ที่ทำแล้วปลุกเสกแจกทหารในสงคราม  พ.ศ.2483-84  ที่ทหารไทยนำเอาไปใช้แล้วยิงไม่เข้าแทงไม่เข้านั่นเอง

     แต่ต่อมามีคนทราบว่าท่านเก่งในเรื่องของปลัดขิกด้วยจึงพยายามให้หลวงพ่อทำปลัดขิกให้  ปลัดขิกของหลวงพ่อนั้น  ท่านจะทำด้วยไม้คูณ  ไม้ชะอม  ไม้แก่นคูณ  เมื่อได้ไม้ตามปรารถนาแล้ว  หลวงพ่อท่านจะทำน้ำมนต์ขึ้นมาก่อนแล้วราดลงไปที่ไม้  จากนั้นนำเอาไม้ไปตากแห้ง  เมื่อไม้แห้งแล้วจึงนำเอามาแกะเป็นปลัดขิก  ในยุคแรกๆ  หลวงพ่อทำเองทั้งหมดแม้แต่จารอักขระยันต์ถึงการปลุกเสก

     เมื่อแกะรูปปลัดขิกแล้วหลวงพ่อท่านจะทำการลงคาถาหัวใจโจร  พร้อมกับลงตัวอุที่ด้านปลายของปลัดขิกทุกตัวด้วยอักขระตัวอุ  ซึ่งการจารลงนั้นท่านใช้เหล็กปลายแหลมเล็กๆ  ด้ามไม้ลง  3-5  ตัว  ลายมือของหลวงพ่อจะบางๆ  หวัดๆ  แต่คม  ต่อมาให้ลูกศิษย์จารแทนให้เมื่อคราวที่ท่านอายุมากขึ้น  สำหรับคาถาหัวใจโจรของหลวงพ่อเหลือที่ใช้กำกับว่าดังนี้

     "กัณหะ  เนหะ"  และ  "อุมิอะมิ"

     การปลุกเสกของหลวงพ่อเหลือท่านอาศัยเรื่องฤกษ์ยามและดวงดาวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นอย่างมาก  ไม่ใช่ทำเสร็จเมื่อไหร่ก็เสกกันเมื่อนั้น  หากทำอย่างนั้นจะไม่ขลัง  คาถาหัวใจโจรคืออะไร  บางคนนึกว่าเป็นคาถาสำหรับการออกรบต่อสู้นักเลงไปในทางนั้น  แต่ความเป็นจริงแล้วคำว่า  หัวใจโจร  ในที่นี้หมายถึง  การได้อะไรมาโดยง่ายแบบปุบปับฟลุคๆ  ไม่คาดคิดไม่นึกไม่ฝัน  นี่ต่างหากที่เป็นความหมายอันแท้จริงของคำว่าหัวใจโจร  ไม่ใช่หมายถึงการไปปล้นไปฆ่าอย่างที่ใครหลายคนคิดเอาเอง

     พระเกจิคณาจารย์นั้นท่านน้อมเอาปรัชญาต่างๆ  แอบซ่อนเอาไว้ในเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างอยู่เสมอ  จนน้อยคนนักหากไม่ได้ศึกษาอย่างเจนจบจะไม่อาจพบในเรื่องของเงื่อนงำแห่งปรัชญาได้เลย  การปลุกเสกของหลวงพ่อเหลือ  ท่านได้ใช้ฤกษ์ยามว่าด้วยสูตรแห่งโหราศาสตร์ด้วย  เมื่อพระคาถาเป็นคาถาหัวใจโจร  ฤกษ์ในการปลุกเสกก็ต้องอาศัยฤกษ์เฉพาะที่เป็นเหล่าก๊กแห่งโจร  หลวงพ่อเหลือจึงต้องปลุกเสกในช่วงเวลา  3  ทุ่มครึ่งขึ้นไปของทุกวัน  ซึ่งในห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาแห่งดาวราหูมีตัวแทนคือเลข  ๘

     สำหรับวันที่ปลุกเสกหลวงพ่อจะปลุกเสกในวันอังคาร  วันศุกร์  และวันเสาร์  ปลัดขิกในบาตรที่ท่านนำใส่เอาไว้จะต้องปลุกให้ครบสามวันตามที่กล่าวมาในช่วงเวลาสามทุ่มครึ่ง  เพราะกำลังแห่งก๊กโจรทางภาษาโหรศาสตร์นั้น  กำหนดเอาไว้ด้วยกลุ่มดาว  4  ดวง  กล่าวคือ  ดาวอังคาร  มีตัวแทนคือเลข  ๓  ดาวศุกร์มีตัวแทนคือเลข  ๖  ดาวเสาร์มีตัวแทนเป็นเลข  ๗  และดาวราหูมีตัวแทนเป็นเลข  ๘ 

     สรุปเลขก๊กโจรคือ  ๓  ๖  ๗  ๘  (ของโหราศาสตร์)  แต่ทว่าในปฏิทินสากลทั่วไปไม่มีวันราหูจึงต้องอาศัยดาวราหูในการกำหนดฤกษ์ยาม  เวลาของดาวราหูคือตอนกลางคืน  ตั้งแต่สามทุ่มครึ่งเป็นต้นไป

     เมื่อหลวงพ่อเหลือปลุกเสกตามฤกษ์ยามนี้จึงเป็นการทำที่ครบก๊กพอดี  เครื่องรางของท่านจึงมากไปด้วยอานุภาพนัก  เลข  ๓  มีความหมายสื่อไปถึงจิ๊กโก๋กล้าได้กล้าเสีย  เลข  ๖  มีความหมายสื่อไปถึงครูโจร  คือ  นักวางแผนในการทำงาน  เลข  ๗  สื่อไปถึงผู้มีใจนักเลงผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก  (ไม่ใช่อันธพาล)

     อานุภาพของปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ   คือ   ดีด้านคงกระพันและเมตตาโชคลาภเป็นยิ่งนัก  แต่เป็นโชคลาภที่ได้มาจากการไม่ต้องร้องขอแต่ประการใด   เป็นโชคลาภแบบอยู่เฉยๆ   นิ่งๆ  เดี๋ยวมาเองเดี๋ยวดีเองคนรุ่นเก่าบอกว่า  หากใส่ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือเพื่อจีบสาวให้เอามาไว้ที่เอวทางซ้าย  หากจะเข้าหาเจ้านายให้เอามาไว้ที่เอวข้างขวา  หากเกิดเหตุคับขันให้หันเอาไว้ข้างหน้า  หากจะถอยให้เอาไว้ด้านหลัง  เวลาจะใช้ในการใดเมื่อหันไปถูกตำแหน่งที่ต้องการแล้วให้กลั้นหายใจว่าคาถากำกับคือบทหัวใจโจร  กัณหะ  เนหะ  แล้วทุกอย่างจะเป็นไปสมปรารถนาทุกประการ

     อีกอย่างหนึ่งชื่อของท่านเป็นที่ชื่อที่ดีมาก  ใส่แล้วจะได้เหลือกินเหลือใช้  แต่สำหรับพ่อค้าแม่ขายไม่นิยมเอาปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือไปในร้านหรือขณะขายของ  เพราะกลัวเป็นไปตามชื่อของท่านคือ  เหลือ  หรือว่าขายของไม่หมดนั้นเอง

     คนรุ่นเก่าๆ  เล่าว่า  หลวงพ่อเหลือท่านเป็นคนเงียบๆ  ไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครเท่าไหร่นัก  กลางคืนท่านก็จะนั่งภาวนาของท่านด้วยการจุดเทียนหนึ่งเล่มในกุฏิ  จากนั้นท่านก็นำเอาปลัดขิกมาวางที่หน้าเทียนแล้วภาวนาไปเรื่อยๆ  จนครึ่งคืน  (คาดว่าประมาณสองยามหรือเที่ยงคืน)  แล้วเป็นพอ

     มีคนเคยกล่าวว่า  ตำราของการปลุกเสกเครื่องรางทุกชนิดนั้น  ผู้ปลุกเสกต้องใช้คาถาภาวนาร่วมกันปลุกเสกจนกว่าเครื่องรางนั้นจะเคลื่อนที่เองได้ราวมีชีวิต  สำหรับปลัดขิกของหลวงพ่อเหลือนั้นเมื่อปลุกเสกแล้วหลวงพ่อจะหยิบออกจากบาตรมาตัวหนึ่ง  ครั้นรุ่งสางหลังจากบิณฑบาตแล้วท่านจะลองโยนลงไปในแม่น้ำ  หากปลัดขิกนั้นไม่จมคือลอยน้ำได้  แล้ววิ่งทวนน้ำได้  เป็นอันว่าการปลุกเสกปลัดขิกชุดนี้เสร็จสมบูรณ์  

     แต่ไม่มีใครเคยกล่าวว่า  ปลัดขิกของท่านเคลื่อนที่ได้ในขณะที่ปลุกเสก  เหมือนกับสายวิชาของหลวงพ่อยิดวัดหนองจอก  จ.ประจวบคีรีขันธ์  ที่สามารถบินได้ว่อนไปมาขณะที่ปลุกเสก  จนเป็นที่โด่งดังเช่นกัน

     ประสบการณ์จากผู้ที่บูชาเท่าที่ทราบนั้น  ลือเลื่องของเมตตามหาเสน่ห์เป็นยิ่งนัก  และเรื่องของคงกระพันชาตรีก็มิใช่ย่อย.

                                                       ราช  รามัญ 

                                                   N.siam@hotmail.com