เรื่องปก

Saturday, 8 October, 2011 - 00:00

เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี... ที่หายไป?

    “เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน”
    นี่คือเนื้อเพลงช่วงเริ่มของเพลงหน้าที่ของเด็ก หรือที่มักรู้จักกันในชื่อเพลง "เด็กเอ๋ยเด็กดี" เพลงที่ผู้ใหญ่ในสมัยนี้เมื่อครั้งยังเป็นเด็กมักถูกเปิดให้ฟังกรอกหูทุกเช้าก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ รวมถึงยังถูกคุณครูสอนให้ร้องตาม จนทำให้เนื้อหาสอนเด็กมีเพลงนี้คงอยู่ในส่วนลึกในใจผู้ใหญ่อยู่เสมอมา เชื่อได้เลยว่าหากเพลงนี้เปิดขึ้นเมื่อไรก็จะร้องตามได้อย่างแม่นยำเป็นแน่
    ไม่เพียงแต่เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีเท่านั้น ในสมัยนั้นยังมีเพลงเพื่อเด็กติดหูเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย อย่างเช่น "เพลงแมงมุมลายตัวนั้น", "เพลง ก.เอ๋ย ก.ไก" หรือ "เพลงช้าง" เป็นต้น
    พอกลับมาในยุคสมัยนี้ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสของวัฒนธรรมทางดนตรีของทั่วโลกที่เริ่มจะหลอมรวมไปในทางเดียวกัน ก็ได้ทำให้ความนิยมในเพลงเหล่านี้กลับเสื่อมถอยลงไป จนเหลือให้ฟังก็แต่ในโรงเรียนบางแห่งและในงานวันเด็กเท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้ว หากลองฟังดูดีๆ เพลงเพื่อเด็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เพลงที่เปิดให้เด็กฟังธรรมดาๆ หรือเพื่อความสุนทรีย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เนื้อหาในเพลงนั้นต่างก็ได้สอดแทรกความรู้ลงไปในทำนองติดหูด้วยเช่นกัน
    ด้วยความต้องการนำเพลงเพื่อเด็กกลับมาในยุคนี้อีกครั้ง และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย วุฒิสภาจึงได้จัด “โครงการประกวดเพลงเพื่อเด็กไทย เฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 9 รอบ 5 ธันวาคม 2554” โดยได้เปิดให้นักแต่งเพลงทั่วฟ้าเมืองไทยได้แต่งเพลงเพื่อเด็กที่มีเนื้อหาปลูกจิตสำนึกการเป็นคนดีให้แก่เด็กไทย ภายใต้หัวข้อ “เด็กดี”
    ในงานแถลงข่าวของโครงการนี้เอง เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับทางผู้จัดงานและเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิที่มีส่วนเริ่มในโครงการครั้งนี้อย่างเป็นกันเอง ถึงเรื่องที่มา ความจำเป็นของเพลงเพื่อเด็กในยุคสมัยนี้ และประโยชน์ของเสียงเพลงที่มีต่อตัวเด็กเอง
    เริ่มที่ผู้ที่ทำให้งานครั้งนี้เกิดขึ้นมาได้อย่าง บุญชัย โชควัฒนา สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการประกวดเพลง ได้เผยถึงที่มาของการจัดโครงการประกวดเพลงเพื่อเด็กไทย เฉลิมพระเกียรติฯ ว่า เกิดจากการที่ได้พบประพูดคุยกับ อ.จุมพล รอดคำดี นายกสมาคมนักบริหารวิทยุและโทรทัศน์การศึกษา โดย อ.จุมพลได้บอกว่า อยากรณรงค์ให้สถานีวิทยุมีเพลงที่มีเนื้อหาดีๆ ให้แก่เด็กๆ อย่างการปลูกฝังในเรื่องของการทำความดี ด้วยความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่ทำขึ้นมาเองดูบ้าง จึงเกิดเป็นแนวคิดของการทำโครงการในครั้งนี้ ภายใต้หัวข้อ “เด็กดี” ที่เป็นการปลูกฝังเด็กดีไปพร้อมๆ กับความซื่อสัตย์สุจริต ผ่านบทเพลงที่มีเนื้อหาที่สอนเด็กให้เป็นคนดี เช่นเดียวกับในสมัยอดีตที่มีเพลงในลักษณะนี้อยู่จำนวนมาก ทำให้ผู้คนในสมัยนั้นมีความซื่อสัตย์สุจริตมากกว่าในปัจจุบัน
ในช่วงสมัยก่อนนั้นมีเพลงและคำขวัญที่มีเนื้อหาปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดีเกิดขึ้นมามากมาย เช่น เพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี ที่ผู้ใหญ่ในยุคนี้หลายคนยังจำขึ้นใจ และร้องติดปากกันได้ทุกคน หากแต่ช่วงหลังเพลงเหล่านี้แทบจะหายไปไม่มีเหลือแล้ว รายการวิทยุสำหรับเด็กและเพลงเด็กในเมืองไทยมีน้อยมาก หลายสถานีต้องนำเพลงเด็กที่เป็นภาษาต่างประเทศมาใช้แทน ซึ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ได้สื่อถึงบริบทของสังคมและขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย
“สาเหตุหลักที่ทำให้เพลงสำหรับบ่มเพาะเด็กดีน้อยลง หรือที่มีออกมาก็ไม่ได้รับความนิยม ก็มาจากความเจริญและกระแสของวัฒนธรรมต่างชาติ อย่างอินเทอร์เน็ตเข้ามา ทำให้คนอ่านหนังสือน้อยลง จึงไม่แปลกที่แนวเพลงต่างชาติอย่างของเกาหลีเข้ามา ทำให้คนสนใจแนวเพลงไทยที่มีอยู่เดิมน้อยลง เพราะในยุคนี้หากมีใครเอาเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี หรือเพลงบ่มเพาะเด็กดี เพลงเพื่อเด็กต่างๆ ในยุคก่อนมาเปิด คงถูกหาว่าเป็นคนเชย ตกยุคสมัย การจัดการประกวดครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการสร้างเพลงเพื่อเด็กให้เข้ากับยุคสมัย ใครจะไปรู้อาจจะได้เห็นเพลงเพื่อเด็กยุคนี้มีทำนองแบบเกาหลีก็เป็นได้”
ส.ว.ท่านนี้ยังกล่าวด้วยว่า ไม่ว่ายุคสมัยไหน เพลงก็จำเป็นต่อสังคมไทย เพลงเป็นนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษตรงที่เมื่อได้ร้อง ได้ฟัง มันจะซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใจได้โดยไม่รู้ตัว หากใช้ให้ดีก็สามารถเป็นสื่อกลางในการขัดเกลาเด็กของพ่อแม่และครู ที่นำมาใช้ช่วยอบรมให้เด็กเป็นคนที่มีจิตใจดี มีความซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย มีพฤติกรรมที่ดี และมีความรักให้แก่ผู้อื่น ไม่ได้มีความรักให้แก่ตัวเองเพียงอย่างเดียว เพลงเพื่อเด็กจึงเป็นเพลงที่นำมาใช้ในการปูพื้นฐานสู่การเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติได้เป็นอย่างดี
    “บทเพลงที่แต่งขึ้นมาในการประกวดครั้งนี้จึงเป็นบทเพลงที่จะอยู่คู่กับเด็กในยุคนี้ไปพร้อมๆ กับการใช้บทเพลงเพื่อสร้างอนาคตให้แก่เด็กไทยเรา”
    ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่นอย่าง นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ได้ให้ความเห็นต่อความสำคัญของเพลงว่า เพลงนั้นสำคัญอยากมากต่อการพัฒนาเด็ก เพราะเพลงคือสื่อกลางในการเข้าถึงคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชาติ ไม่มีใครในโลกไม่ฟัง ไม่เข้าถึงเสียงเพลง แม้กระทั่งอยู่ในท้องของแม่ เสียงก็สามารถสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาให้แก่ทารกในครรภ์ได้ด้วยการฟังเพลง โดยคลื่นเสียงที่แม่ได้ฟังก็จะเข้าไปกระตุ้นประสาท ให้ประสาทได้เริ่มฝึกฝนการทำงานได้ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องของแม่ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยตัวหนึ่งที่จำแนกเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ฟังเพลง กลับกลุ่มที่ไม่ฟังเพลงเลย พบว่า เด็กในกลุ่มที่ฟังเพลงจะมีความสุขในชีวิตมากกว่ากลุ่มที่ไม่ฟังเพลง
    “เวลานี้เมื่อพูดถึงเด็กเก่ง ดี มีความสุข ก็จะมีเด็กในกลุ่มของเด็กเก่งอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่ในกลุ่มของเด็กดี มีความสุข เชื่อว่าทุกครอบครัวอยากได้ อยากมี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนไม่รู้ว่าเพลงสามารถสร้างความสุขได้ เพลงจะทำให้สารเอนดอร์ฟินหลั่งออกมา นำไปสู่การมีความสุขและจิตใจงดงามได้ เมื่อมีความสุขแล้วก็จะส่งผลต่อไปยังชุมชนและสังคมได้ ฉะนั้นอยากเห็นเด็กเก่ง ดี มีความสุข เพลงจึงไปสิ่งสำคัญ”
    คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่นยังบอกถึงบทเพลงรณรงค์เด็กดีที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยด้วยว่า เนื่องจากเพลงที่เหมาะต่อช่วยวัยต่างกัน เพลงที่เหมาะสมจึงมีความแตกต่างกัน โดยเด็กสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงวัย ประกอบด้วย 1.ช่วงปฐมวัย เด็กในวัยนี้จะอยู่ในโลกของจินตนาการไปพร้อมกับซูเปอร์อีโก้ ที่อีกนัยคือ คุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งที่ได้รับการสั่งสอนมาแต่ครั้งเยาว์วัย และจะอยู่ติดตัวเด็กไปจนโต ฉะนั้นเมื่อไรที่เพลงที่บ่มเพาะความเป็นเด็กดีเข้าไปในตัวเด็ก ก็จะมีส่วนอยากมากในการไปกระตุ้นในด้านความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรม จริยธรรม เด็กจะอินไปกับเพลง และจะทำให้เพลงเติบโตไปเป็นวัฒนธรรมพร้อมกับพวกเขาได้
2.ช่วงวัยเรียน เด็กในวัยนี้จะฉายแววไม่เหมือนกัน สามารถรับรู้ เข้าใจและแยกแยะในสิ่งต่างๆ ได้ ซูเปอร์อีโก้จะแข็งแรงขึ้น จะเห็นได้ว่าในหลักสูตรการเรียนเด็กปฐมวัยจะไม่มีเรียนในวิชาพลศึกษา ต่างจากเด็กในวัยเรียนที่ค่อนข้างจะมีวินัยและสามารถแยกแยะทำตามสิ่งต่างๆ ได้ และการท่องบทกลอน อาขยาน ที่จะช่วยเสริมสร้างความจำได้เป็นอย่างดี บทเพลงที่เหมาะสมกับเด็กในช่วงวัยนี้จึงควรเน้นเพลงที่สะท้อนความเป็นจริง ให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
3.ช่วงวัยรุ่น เด็กในช่วงนี้มีฮอร์โมนเพศสูง เริ่มสนใจเพศตรงข้าม เริ่มมีความรัก รวมทั้งมีการคิดวิเคราะห์เป็นของตัวเอง จะเห็นได้ว่าเด็กในวัยนี้จะมีพฤติกรรมชอบโต้เถียง เนื่องจากเด็กก็จะมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ความถูกต้องได้จากตัวเขาเอง นอกจากนี้ เด็กในวัยนี้ยังเป็นวัยที่ชื่นชอบในเรื่องของเสียงดนตรี โดยมีไม่น้อยที่มักจะแช้ตคุยไปด้วย ฟังเพลงไปด้วย เพลงที่เหมาะสมกับเด็กในวัยนี้จึงน่าจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรัก
    “จากการสำรวจในเรื่องของต้นทุนชีวิตพบว่า เด็กในยุคนี้ในหมวดที่มีน้อยที่สุดคือ ในเรื่องของการแบ่งปัน มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น ซึ่งผลวิจัยพบว่า เฉลี่ยทั่วประเทศเหลือเพียงแค่ 34% ซึ่งหากมีเพลงไทยที่มีเนื้อหาปลูกฝังในเรื่องของการทำความดี ก็จะกลายมาเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี” คุณหมอสุริยเดวพูดปิดท้ายถึงประโยชน์ของการมีเพลงเพื่อเด็กในยุคนี้
    ในส่วนของคุณสมบัติเพลงที่จะได้รับการคัดเลือกจากโครงการประกวดในครั้งนี้ รศ.ดวงใจ อมาตยกุล อาจารย์ประจำภาควิชาดุริยางคศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ในการตัดสินจะพิจารณาจากเนื้อหาของเพลงสั้น กระชับ ฟังแล้วสนุก ที่มีประเด็นที่ดี สะกิดใจผู้ฟัง ในด้านทำนองต้องโดดเด่น ได้ยินแล้วจำได้ เด็กสามารถร้องตามได้ โดยเริ่มแรกจะคัดเลือกจากทั้งหมดให้เหลือ 84 เพลง ก่อนที่รอบสุดท้ายจะคัดให้เหลือ 9 เพลงเด่นที่สุด จัดทำเป็นซีดีเพลงส่งเผยแพร่ตามโรงเรียนและสื่อแขนงต่างๆ และตัดสินหาเพลงชนะเลิศต่อไป
ทางคณะกรรมการที่ร่วมพิจารณาบทเพลงที่มีทั้งหมด 11 ท่าน ในครั้งนี้เองก็ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในหลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักแต่งเพลง กวีซีไรต์ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย ผู้ที่ทำงานด้านเด็ก และนักจัดรายการวิทยุเพื่อเด็ก อาทิเช่น นิติพงษ์ ห่อนาค, ศุ บุญเลี้ยง, ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์, หมอสุริยเดว เป็นตัน
ทั้งนี้ การที่ได้พูดคุยกับ ส.ว.บุญชัย คุณหมอสุริยเดว และ อ.ดวงใจ ในครั้งนี้ ก็ทำให้ได้เห็นว่าบทเพลงเพื่อเด็กนั้นมีประโยชน์ต่อเด็กในทุกยุคทุกสมัยมากเพียงไร และจะสามารถเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงของชาติในอนาคตได้อย่างไรบ้าง ทำให้อดใจไม่ได้เลยที่จะได้เห็น ได้ฟังเพลงเพื่อเด็กที่จะเกิดขึ้นของยุคนี้เป็นอย่างไร ใครจะรู้ เพลงเด็กในยุคนี้อาจเป็นเพลงสอนเด็กไทยทำนองสไตล์เกาหลี อย่างที่ท่าน ส.ว.บุญชัย บอกก็เป็นได้
    โดยการประกวดจะแบ่งประเภทกลุ่มเนื้อหาออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ เพลงระดับปฐมวัย อายุ 3-5 ปี เพลงระดับเด็กโต อายุ 6-12 ปี และระดับวัยรุ่น 13-18 ปี โดยในรอบแรกกรรมการจะคัดผลงานจากทั้ง 3 ประเภทให้เหลือเพียง 84 เพลง ก่อนจะคัดให้เหลือ 9 เพลง แบ่งเป็นประเภทละ 3 รางวัล เพื่อเผยแพร่ทางสถานีวิทยุสำหรับเด็กทั่วประเทศต่อไป
ผู้ที่สนใจทั้งในนามบุคคลหรือกลุ่มคณะสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 15 พ.ย.นี้ โดยส่งผลงานได้ที่กลุ่มงานสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ถนนอู่ทองใน ดุสิต กรุงเทพฯ 10300 และจะประกาศผลการตัดสินในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ทางเว็บไซต์ www.senate.go.th.