สภาประชาชน

Friday, 21 October, 2011 - 00:00

ปลูกไม้พยูงกันเถอะ

 สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ
 สมาชิก "อนันต์ คู่มณี" ประธานสถาบันมูลนิธิสุนทรภู่ ยกมือขออภิปรายเชิญชวนเพื่อนสมาชิกมาปลูกสวนเกษตรคนละ 2 ไร่
เรียน ท่านประธานสภาประชาชนที่เคารพ
 เห็นลักลอบตัดไม้พยุงกันสนั่นบ้านสนั่นเมือง ทำให้ผมเปรี้ยวสมองขึ้นมา ในฐานะคนทำสวนเกษตรขายเป็นอาชีพมาหลายสิบปี จึงคิดอยากจะจัดทำสวนเกษตร ปลูกสวนเกษตรไม้พยุง ในที่ดินแปลงละ 4 ไร่ ถึง 10 ไร่ ให้ประเทศไทยมีสวนเกษตรทองคำ จะได้รวยกันทั้งคนซื้อ-คนขาย กลายเป็นได้ซื้อขายที่ดินสวนป่าเศรษฐกิจสมความปรารถนา
 ถ้าย้อนดูในอดีต ผมน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่จัดที่ดินสวนเกษตร โครงการแรกจัดที่บางพลี แปลงละ 2 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ให้แปลงละ 32 ต้น ต่อมาอีก 4 ปี ผมและคณะกรรมการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรได้ร่วมทุนทำสวนเกษตรที่อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยทำสวนลิ้นจี่แปลงละ 2 ไร่ ก็ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว
 จากนั้นนักพัฒนาที่ดิน หรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็หันมาทำสวนเกษตรกันมากขึ้น เช่น สวนลำไยที่ลำพูนที่เชียงใหม่ สวนลิ้นจี่ที่เชียงราย  บริษัทยักษ์ใหญ่เคยทำสวนเกษตรสักทอง ทั้งที่กาญจนบุรี และริมแม่น้ำป่าสัก  เช่น บริษัท ศุภาลัย จำกัด มหาชน 
 ครั้งหนึ่งมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ชื่อ  "พลิกแผ่นดินทอง ล้านนาไทย" ผมได้รับเชิญให้ไปพูด จึงเสนอการพลิกแผ่นดินทองเป็นสวนเกษตร หลังจากนั้นโครงการสวนลำไย สวนลิ้นจี่ ทั้งลำพูน-เชียงใหม่และเชียงราย ตื่นตัวกันคึกคักจัดมาเท่าใดก็ขายกันได้
 นโยบายขายสวนเกษตรก็หวังให้นักลงทุนซื้อที่ดินสำเร็จรูปที่มีสาธารณูปโภค และมีสวนผลไม้ เพียงคนละ 2 ไร่ หรือ 4 ไร่ ผู้ซื้อชำระเงินดาวน์ 30% อีก 70% กู้ธนาคารแล้วผ่อนส่งเวลา 10 ปี ช่วงนั้นธนาคารอาคารสงเคราะห์ก็ให้การสนับสนุนลูกค้ารายย่อยด้วย จึงซื้อง่ายขายคล่อง
 เมืองเหนือแม้นิยมซื้อที่ดินสวนเกษตรกัน ต่อมาประมาณปี 2532 ผมเริ่มผุดโครงการสวนเกษตรมะขามหวานที่กาญจนบุรีขึ้นมาทีเดียว 2 โครงการ  ก็ขายดิบขายดี จนมีนักจัดสรรทุนหนาหลายคนไปจัดสรรสวนเกษตรที่กาญจนบุรีและราชบุรีอย่างกว้างขวาง ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ดินให้มีศักยภาพ ทางด้านสาธารณูปโภค ลดภาระของรัฐบาลได้ไม่น้อย
 ผมล่องใต้ไปจัดสรรสวนมังคุด ราชินีผลไม้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็ไม่ผิดหวัง เพราะช่วงปี 2534-2535 การซื้อขายที่ดินคึกคัก ถ้าคนจัดสรรสวนเกษตรโดยปลูกสักทอง ก็ดูแลเบื้องต้นเพียง 3 ปี ต่อจากนั้นสักทองก็จะโตวันโตคืน  เจ้าของโครงการปล่อยมือได้ผู้ซื้อก็ปล่อยมือ รอตัดไม้สักทองขายอย่างเดียว
 จังหวัดกาญจนบุรีดาษดื่นไปด้วยสวนเกษตรสักทอง ใครไปเที่ยวเมืองกาญจน์ก็จะเห็นต้นสักหรือป่าสัก ปลูกอยู่บนโฉนดที่เป็นหลักประกันไม่เสี่ยง  เมืองไทรโยคจึงดูคล้ายเมืองแพร่หรือลำปาง ทุกวันนี้มีคนลงทุนทำสวนเกษตรยางพารา โดยไม่สนใจจะขายน้ำยาง แค่ลงทุนทำและลงทุนซื้อกันไว้ ก็หวังว่าเมื่อครบ 10 ปี ต้นยางพาราสามารถตัดขาย ไม้ยางพาราราคาไม่แพ้สักทอง
 ผมจึงอยู่ในระหว่างทำการศึกษา การทำสวนเกษตรไม่พยุงดูสัก 300-400 ไร่ แบ่งแปลงละ 2-4 ไร่ ด้วยราคาไม้พยุงที่แพงเหมือนทองคำ หากมีโครงการทำสวนเกษตรเป็นสวนป่าไม้พยุง นักลงทุนรายย่อยอาจจะสนใจซื้อเก็บไว้ จะนานกี่ปีก็ไม่น่าคิดอะไร ถือว่าเป็นทรัพย์สินของครอบครัว คนหนุ่มโสดอย่างท่านประธานก็มีสิทธิ์ซื้อไว้เช่นเดียวกัน
 เอาเป็นว่าถ้าผมจะจัดสวนเกษตรสวนไม้พยุงก็จะส่งข่าวให้ทราบ ที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ นี่แหละ เพียงแต่ขอศึกษาราคาที่ดินลงทุน กับหลักวิชาในการปลูกไม้พยุงให้แน่ใจเสียก่อนเท่านั้น
 ขอจบด้วยบทร้อยกรองดังนี้ครับ
 * ไม้พยุงเป็นไม้เศรษฐกิจ/ ใครปลูกไว้มีสิทธิ์เป็นเศรษฐี/ไม้พยุงเป็นไม้ที่เนื้อสด/ปลูกให้ทั่วปฐพีแผ่นดินทอง
 * ขอเชิญชวนนักพัฒนามาลงทุน/สร้างพระคุณหมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าของ/แปลง 4 ไร่ 8 ไร่ เปิดให้จอง/ให้คนซื้อได้ครอบครองปองสัมพันธ์
 * ซื้อที่ดินสวนพยุงมุ่งกำไร/จะหมุนเวียนเปลี่ยนมือไปก็ได้ผล/ดินอุดมสมใจไม่กังวล/เชิญทุกคนปลูกพยุงรุ่งเรืองเอย
   ...............................................
 ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีเพราะน้ำท่วม ประธานท้วมขอจองแค่ 100  ตารางวาจะได้ไหม?.