สภาประชาชน

Friday, 22 May, 2009 - 00:00

คาถาปราบยักษ์(๓)

 สวัสดี ท่านสมาชิกสภาประชาชนผู้ทรงเกียรติ

     สมาชิก  "ผ่อง  พันธุโรทัย"  อายุขึ้นต้นเลข  ๙  แล้ว  แต่ยังมีแรงอภิปรายคาถาปราบยักษ์เป็นวันที่สาม    

เรียน ท่านประธานท้วมที่รักและนับถือ

     เมื่ออาฬวกยักษ์คิดดังนั้นแล้ว  จึงแก้ทุสสาวุธออกชูขึ้นถือไว้  เหาะเวียนวนอยู่ใกล้ๆ  พระผู้มีพระภาคเจ้า  ปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ  ทุสสาวุธนั้นมีเสียงดังอันน่าสะพรึงกลัวในอากาศ  ประดุจสายฟ้าพ่นควันลุกโพลง  ลงมาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า  ก็กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทตกลงที่บาทมูล  (ใกล้พระบาท)  ของผู้มีพระภาคเจ้า 

     อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็หมดฤทธิ์เดชหมดมานะ  เหมือนงูที่ถูกถอดเขี้ยว  เมื่อทุสสาวุธไม่อาจทำอันตรายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้  จึงตรวจดูว่าเหตุใดหนอสมณะจึงไม่กลัว  ก็ได้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ด้วยเมตตาธรรม  จึงคิดว่าเราจะทำให้สมณะนี้โกรธ  พรากเสียจากเมตตา 

     คิดดังนั้นแล้วจึงไล่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ให้ออกไปจากบัลลังก์ของตนด้วยคำว่า  "จงออกไปสมณะ"  อันมีความหมายว่า  ข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิมานยังไม่ได้อนุญาตให้ท่านเข้าไป  ท่านใช้ของที่เจ้าของเขายังไม่อนุญาต  ไม่ควรแก่สมณะมิใช่หรือ  

     แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า  ยักษ์นี้เป็นผู้กระด้างใครๆ  ไม่อาจสั่งสอนได้  หาควรแสดงอาการกระด้างตอบ  ด้วยเหตุนี้เมื่อยักษ์บอกให้ออกไป  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จออกไปโดยดี 

     อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็มีจิตอ่อนโยน  ด้วยคิดว่าสมณะว่าง่ายจริง  เราบอกคำเดียวก็ออกไปแล้ว  เราสามารถเอาชนะสมณะนี้ด้วยคำพูดเพียงเท่านั้น 

     แต่ว่าสมณะนี้ออกไปเพราะว่าง่าย  หรือเพราะโกรธกันแน่  จำเราจะต้องลองดูอีก

     คิดแล้วก็กล่าวว่าจงเข้ามาเถิดสมณะ  ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ที่จะให้อาฬวกยักษ์มีจิตอ่อนโยนยิ่งขึ้น  จึงเสด็จเข้ามาตามคำสั่งของยักษ์  อาฬวกยักษ์ทดลองบอกให้เข้ามาแล้วออกไปอยู่อย่างนี้ถึง  ๓  ครั้ง  พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงทำตาม

     ครั้งนั้นอาฬวกยักษ์เกิดความคิดชั่วขึ้นว่า  สมณะนี้เราบอกให้ออกก็ออกไป  บอกให้เข้าก็เข้ามา  จำเราจะพึงทำให้สมณะนี้ลำบากตลอดคืน  ด้วยการเข้าๆ  ออกๆ  อย่างนี้  แล้วจับเท้าทั้งสองขว้างไปที่คงคาฝั่งโน้น  คิดดังนี้แล้วจึงพูดขึ้นเป็นครั้งที่  ๔  ว่าจงออกไปสมณะ  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระจิตของยักษ์นั้น  จึงตรัสว่าเราไม่ออกไปละ  ท่านจะกระทำกิจที่ท่านควรทำเถิด

     เนื่องจากอาฬวกยักษ์เคยถามปัญหากะดาบสและปริพาชก   ผู้มาสู่วิมานของตนทางอากาศ  เห็นวิมานของอาฬวกยักษ์ก็เหาะลงมาดูวิมานนี้  เป็นวิมานเงินหรือวิมานทองหรือวิมานแก้วมณีเราจะเข้าไปดู  ด้วยเหตุนั้นจึงถูกอาฬวกยักษ์ถามปัญหา  ซึ่งก็ไม่มีท่านใดตอบได้  ยักษ์จึงควักหัวใจของท่านเหล่านั้นขยี้เสียบ้าง  จับเท้าทั้งสองขว้างไปยังคงคาฝั่งโน้นบ้าง  ด้วยคิดว่าท่านผู้มีฤทธิ์เหล่านี้  อย่าได้มาสู่ที่อยู่ของเราอีกเลย 

     อาฬวกยักษ์นึกถึงปัญหาเหล่านี้ได้  จึงคิดจะถามปัญหานั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า  เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จออกไปตามคำสั่งที่  ๔  ของตน

     มีคำถามว่าอาฬวกยักษ์ได้ปัญหานี้มาแต่ไหน

     ตอบว่าได้ยินมาว่ามารดาบิดาของอาฬวกยักษ์นั้น  เคยเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป  ได้จดจำปัญหา  ๘  ข้อพร้อมทั้งคำตอบ  มาจากสำนักของพระกัสสปพุทธเจ้า  เมื่ออาฬวกยักษ์เป็นหนุ่ม  มารดาบิดาก็สอนปัญหาพร้อมทั้งคำตอบให้

     แต่เมื่อกล่าวไปนานเข้า  อาฬวกยักษ์ก็ลืมคำตอบนั้นเสีย  แต่เขาก็ไม่ต้องการให้ปัญหาเหล่านั้นสูญไป  เขาจึงเขียนปัญหา  ๘  ข้อนั้น  ไว้ที่แผ่นทองกันลืมแล้วเก็บไว้

     ก็ปัญหาเหล่านั้นเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น  ผู้อื่นไม่อาจตอบได้  ถ้าตอบได้โดยที่ท่านผู้นั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า  ก็แสดงว่าผู้นั้นเคยฟังมาแล้วจากพระพุทธเจ้า  หรือสาวกของพระองค์

     ด้วยเหตุนั้นยักษ์จึงกล่าวว่าดูก่อนสมณะ  ข้าพเจ้าจักถามปัญหาท่าน  ถ้าท่านไม่ตอบข้าพเจ้าจักควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้ง  จักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าทั้งสองของท่าน  แล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคา

     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า  เรายังมองไม่เห็นบุคคลที่จะควักดวงจิตของเราโยนทิ้ง  จะพึงฉีกหัวใจของเราหรือพึงจับเราที่เท้าทั้งสอง  แล้วขว้างไปที่ฝั่งคงคาได้  ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์  เทวดาและมนุษย์

               ........................

     ลุงผ่องออกตัวว่าคาถาบทนี้ย่อไม่ได้จริงๆ  พรุ่งนี้ติดตามตอนจบว่ายักษ์จะแพ้อย่างไร.