ข่าวหน้า 1

Sunday, 15 January, 2012 - 00:00

ขี้หมูไหลเข้ามธ. นิติเรดนำล่าชื่อ เปิดประตูล้มเจ้า

  เริ่มแล้วล่ารายชื่อจุดไฟ! นิติเรด-ก๊วนให้ท้ายเสื้อแดงมากันทั่วหน้า “นิธิ-หัวโต-คำ ผกา ร่วมวงเขย่าเจ้า อ้างแค่เปิดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะ เชื่อแก้ ม.112 ไม่นำสู่ความขัดแย้ง “ตุลย์-สยามประชาภิวัฒน์” เคลื่อนไหวประกบ ติงอย่าใช้กิเลสเหนือเหตุผล “ซีไอเอสงค์” จวกพวกเนรคุณแผ่นดิน ขณะที่ประธานรัฐสภาเผยแก้ รธน.หลังสงกรานต์
    รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) เผยเมื่อวันเสาร์ถึงการจัดงานล่ารายชื่อ 1 หมื่นชื่อ เพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 15 มกราคมนี้ ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดการ โดยผู้ที่เข้าร่วมจะประกอบไปด้วย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด,  น.ส.ลักขณา ปันวิชัย (คำ ผกา) และนายสมศักดิ์ เจียมธีรสุกุล เป็นต้น
    นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มกวีราษฎร์ กลุ่มแดงสยาม กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มนิติม่อน กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาชน กลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย กลุ่มมหิดลเสรีเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มสันติประชาธรรม กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ กลุ่มอาร์ติเคิล 112 คณะนักเขียนแสงสำนึก คณะนิติราษฎร์ แนวร่วมนักเรียนนิสิตนักศึกษาเสรีชนล้านนา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เข้าร่วมกิจกรรมด้วย
    รศ.ดร.กฤตยากล่าวว่า ส่วนการล่ารายชื่อจะครบเมื่อไรนั้นตนไม่ได้มีหน้าที่ไปล่ารายชื่อ เนื่องจากจะมีคนทำอยู่แล้วคือ ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ กลุ่มสันติประชาธรรม และอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าการล่ารายชื่อในวันดังกล่าวจะเสร็จเลยหรือไม่ อันนี้ตอบไม่ได้ แต่อาจจะมีการเปิดให้ลงชื่อเพิ่มเติมก็ได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ต้องพูดคุยแน่ๆ คือเรื่องร่างของคณะนิติราษฎร์ แล้วหลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้นักวิชา
การกลุ่มหนึ่งมาให้ความเห็น โดยมีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะ
    ผู้สื่อข่าวถามถึงกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ที่ออกมาคัดค้าน รศ.ดร.กฤตยากล่าวว่า ก็ดี การที่มีคนออกมาให้ความเห็นอะไรกันเยอะๆ เป็นเรื่องดีสำหรับสังคมไทย เป็นการแสดงให้เห็นว่าสังคมมีคนที่มีความคิดแตกต่างหลากหลายถือเป็นเรื่องดี เราต้องการอย่างนี้กันเยอะๆ จะต้องดูทางบวก อย่าคิดว่าที่คิดไม่เหมือนกันเป็นเรื่องแย่ นักข่าวต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนวิธีตั้งคำถามกันใหม่
    “เป็นเรื่องดี ถือเป็นความคิดที่จะต้องแสดงกันออกมาเปิดเผยว่าใครคิดเห็นอย่างไร ทุกอย่างดีหมด ต้องเห็นว่าความเห็นที่ไม่เหมือนกัน มันเป็นความงดงามของประชาธิปไตย”
ยันแก้ 112 ไม่ขัดแย้ง
    เมื่อถามว่า การแก้ ม.112 จะเป็นการจุดไฟขัดแย้งรอบใหม่ในสังคมหรือไม่ เพราะว่ามีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย ครก.112 ผู้นี้กล่าวว่า ไม่ๆ นักข่าวชอบคิดอย่างนี้ คุณคิดอย่างนี้ไม่ได้ นี่คือวิธีการถามคำถามของนักข่าว ตนไม่เห็นด้วยในวิธีการที่นักข่าวจะมองแล้วเห็นว่าทุกอย่างเป็นปัญหาหมด มันจะเป็นอะไรไปถ้าคุณกินก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่ง แล้วคนหนึ่งอร่อย ส่วนอีกคนหนึ่งไม่อร่อย คุณต้องมองอย่างนี้สิ คุณจะมองเรื่องไม่เหมือนกันเป็นเรื่องมีปัญหาได้อย่างไร นี่คือปัญหาของนักข่าวเรา นักข่าวเราเป็นแบบนี้ มองความเห็นไม่เหมือนกันเป็นปัญหาหมด ซึ่งตนไม่เห็นด้วย เห็นต่างกันเป็นเรื่องดีสำหรับสังคมประชาธิปไตยแบบนี้
    นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายมาตรา 112 คณะนิติราษฎร์เป็นหัวหอกในการดำเนินงาน ส่วน นปช.จะทำแค่เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ
    ด้าน นพ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองป้องกันอาสาแผ่นดิน (เสื้อหลากสี) กล่าวว่า ขณะนี้ตนล่ารายชื่อเพื่อคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ได้ 1,000 คนแล้ว โดยจะล่าให้ครบ 1 หมื่นคนภายในสิ้นเดือนนี้ จากนั้นก็จะยื่นหนังสือต่อไปที่รัฐสภา เพื่อให้สภาได้พิจารณาประกอบกับร่างของคณะนิติราษฎ์ว่าควรไม่ควรอย่างไร รวมถึงจะมีการชุมนุมคัดค้านไปด้วย ซึ่งจะชุมนุมกันในทุกๆ วันศุกร์ ที่สวนลุมพินี ส่วนจะออกมาชุมนุมใหญ่เมื่อไรนั้น ตนขอรอดูสถานการณ์ไปก่อน
    ทั้งนี้ หากกลุ่มของคณะนิติราษฎ์ล่ารายชื่อได้ครบก่อนกลุ่มตนก็ไม่เป็นไร ก็ให้เขาส่งไปที่สภาก่อน เพราะยังมีเวลาเหลือเยอะ ไม่ใช่ว่าใครเสนออะไรเข้าไปแล้วรัฐสภารับหลักการเลยทันที เขาก็ต้องมาพิจารณาดูก่อนว่าจะรับหรือไม่รับยังไง
    ส่วนที่นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ใครที่ขัดขวางการล่ารายชื่อนั้นมีความผิดตามพระราชบัญญัติเรื่องการเข้ารายชื่อเสนอกฎหมาย มีโทษทั้งจำทั้งปรับนั้น นพ.ตุลย์กล่าวว่า การคัดค้านไม่มีข้อห้ามเอาไว้ ตัวนายวรเจตน์เองนั่นแหละที่ทำผิดกฎหมายเอง
สยามประชาภิวัฒน์ประกบ
    นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะสมาชิกร่วมก่อตั้งกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าผู้ที่ออกมาตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ และผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 นั้น เป็นผู้มีความเข้าใจในสาระของกฎหมายมากน้อยเพียงใด ซึ่งโดยหลักการของกฎหมายเป็นการคุ้มครองประมุขของรัฐโดยทุกประเทศมีกฎหมายนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะการดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายถือว่าเป็นความผิด ถ้าเกิดขึ้นกับบุคคลธรรมดาอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่สามารถยอมความกันได้ แต่กับพระมหากษัตริย์ ลักษณะคล้ายกันแต่ไม่เหมือน เพราะพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ ที่มีผลด้านความมั่นคงของประเทศ
    “ผมยังมองว่าการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้เป็นเรื่องทางการเมือง 100% และ ถ้าพูดเรื่องความมั่นคงของรัฐ การปรับปรุงมาตรานี้ไม่ใช่ปัญหา ในแวดวงวิชาการก็มีการพูดถึงเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่ปัญหาคือมีการใช้คำพูดหยาบคาย ด่าทอ อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นการต่อสู้เรื่องนี้เป็นการต่อสู้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการปกครอง เพื่อลดสถานะของพระมหากษัตริย์ลง พูดง่ายๆ คนที่แก้เพราะต้องการให้เกิดการวิพากษ์ที่นอกเหนือจากวงวิชาการ”
    นายคมสันกล่าวต่อว่า โดยพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ คืออำนาจในการแนะนำ ติชม และยับยั้งการกระทำ แต่หากคุณต้องการเปลี่ยนหมายความว่าพระราชอำนาจที่เคยมีจะทำได้ยากขึ้น การแก้ไขจะทำให้ท่านไม่สามารถใช้พระราชอำนาจเหล่านั้นในฐานะตัวแทนประชาชน
    เมื่อถามถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ นายคมสันบอกว่า จุดยืนของกลุ่มเราชัดเจน โดยเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ทรงคุณค่า แต่เนื่องจากกลุ่มของตนเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางด้านวิชาการ สิ่งที่ทำได้คือการเขียนบทความเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก “สยามประชาภิวัฒน์” เพื่อเป็นการให้ความรู้กับประชาชน อย่างน้อยก็เพื่อเป็นข้อมูลทางเลือกให้กับผู้ที่จะเข้าร่วมหรือผู้เห็นต่างได้ ซึ่งหลังเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 3,000 คน
     นายคมสันกล่าวด้วยว่า หากมีการผลักดันจนสามารถแก้มาตราดังกล่าวได้จริงๆ ตนเห็นว่าคงไม่มีความสมดุลในเนื้อหาสาระของกฎหมาย เพราะเดิมตัวมาตรา 112 ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แต่เป็นปัญหาเรื่องมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทยที่อ่อนแอ และตนเห็นว่าคนที่ทำเรื่องนี้คงรู้ดีว่าตัวเองมีกิเลสอะไร ซึ่งไม่ใช่เหตุผลทางด้านวิชาการแน่นอน
    นายสมเจตน์ บุญถนอม ประธานกลุ่มสยามสามัคคี กล่าวว่า จุดยืนของเราคือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 ทุกกรณี เพราะเรามองว่ามาตรา 112 ไม่มีผลกระทบกับใครทั้งสิ้น นอกจากบุคคลนั้นมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ การแก้มาตรา 112 มีเพียงแต่ว่ามีคนอยากจะแก้ไข แต่กระบวนการแก้ไขยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องคัดค้านเต็มที่ ส่วนวิธีการในการคัดค้านของกลุ่มฯ นั้น ในวันพุธที่ 18  ม.ค.นี้ จะมีการประชุมหารือภายในกันอีกครั้งว่าจะเคลื่อนไหวรูปแบบใดบ้าง รวมถึงหารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291 และการจ่ายเงินเยียวยา 7.75 ล้านบาทให้กับผู้ชุมนุมด้วย
“สงค์” จวกเนรคุณแผ่นดิน
    น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะที่จะฟ้องร้องประชาชนของพระองค์ท่านมิได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายคุ้มครอง ฉะนั้นการคิดแก้ไขหรือยกเลิกก็ตาม อยากถามว่ากฎหมายที่วางไว้ หากไม่ได้กระทำผิดลักษณะอย่างนี้ คุณจะเดือดร้อนทำไม กฎหมายก็จะกลายเป็นเพียงกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์
    “การกระทำดังกล่าวไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ หากมีการล่ารายชื่อ ผมจะบอกว่าเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง นักวิชาการในกลุ่มนี้ไม่สำนึกในบุญคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงสร้างประเทศขึ้นมาเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นมาจนถึงทุกวันนี้ และอยากบอกว่าบุคคลเหล่านี้เนรคุณต่อแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นมา”
    น.ต.ประสงค์กล่าวต่อว่า พ่อแม่บางคนมาจากประเทศอื่น แต่ให้กำเนิดลูกที่นี่ พ่อแม่ยังสำนึกบุญคุณของประเทศมากกว่าลูกหลานบางคนเสียอีก เพราะฉะนั้นบุคคลที่ดำเนินการเรื่องดังกล่าวควรได้รับการประฌาม หากเป็นคนไทย รักผืนแผ่นดินนี้ ก็ไม่ควรทำ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลในการแก้ ม.112 เป็นการแก้ไขให้ดีขึ้น กันสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงมาใช้ทางการเมือง น.ต.ประสงค์กล่าวว่า เรื่องจะใช้เป็นเครื่องมือหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ ต้องไปดูตรงนั้น หากเจ้าหน้าที่ไม่ดีเขาก็จะดำเนินการอย่างเก่าได้ และตนอยากถามเหมือนกันว่า เหตุใดจึงไม่แก้กฎหมายอาญาหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ทำไมเฉพาะเจาะจงแต่ ม.112
    นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า คาดว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)นั้น จะมีขึ้นในสมัยประชุมสภานี้ และน่าจะเป็นก่อนวันที่ 18 เม.ย. ทั้งนี้ เท่าที่ทราบนั้น อาจมีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่าน 3 ช่องทางคือ รัฐบาล พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ที่น่ากังวลคือ ถ้าประชาชนเสนอร่างแก้ไขเข้าสภา จะต้องเสียเวลาในการตรวจสอบรายชื่ออีก 2 เดือน ซึ่งเกรงว่าอาจจะไม่ทัน และถ้าให้พิจารณาโดยที่ไม่มีร่างของคนเสื้อแดงเข้ามาประกบก็อาจจะตกขบวนได้
    "ดังนั้นคงต้องถามว่าจะรับได้หรือไม่ แต่ถ้าต้องรอทั้งหมด กว่าจะได้พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ก็คงจะเริ่มได้ในช่วงใกล้ปิดสมัยประชุมแล้ว"
    นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าเสนอวันไหนก็ขัดแย้งกันเมื่อนั้น เพราะทุกฝ่ายต่างมีทิฐิและผลประโยชน์ ตราบใดที่ยังประสานความขัดแย้งไม่ได้ ไม่คุยกันว่าจะแก้เนื้อหาในรัฐธรรมนูญกันอย่างไร จะมีจุดร่วมที่เจอกันได้ตรงไหน และหากบอกว่าจะไม่ให้มีวุฒิสภา ก็จะเป็นเรื่องตั้งแต่ยังไม่ได้แก้
    “ดังนั้น ตัวแทนกลุ่มต่างๆ จึงต้องหารือกัน รัฐบาล เสื้อแดง เสื้อเหลือง และวุฒิสภา โดยอาจให้ผู้อาวุโสของบ้านเมืองมาประสานประโยชน์ให้ลงตัวกันทุกฝ่าย ส่วนระยะเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ คาดว่าคงต้องใช้เวลาเป็นปี เพราะกว่าจะร่างเสร็จ ยังต้องมีการทำประชามติ ที่ตามปกติใช้เวลา 3 เดือน แต่ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ก็สามารถกำหนดเวลาการทำประชามติให้เร็วขึ้นได้ โดยอาจใช้เวลาเพียง 1 เดือนเหมือนในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550”
    นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตนเห็นว่าการยื่นร่างแก้ไขมาตรา 291 นั้น ควรรอให้คณะกรรมาธิการปรองดองของสภาผู้แทนราษฎรมีข้อสรุปออกมาก่อนว่าจะเป็นอย่างไร เพราะอาจจะช่วยลดความขัดแย้งลงได้ ทั้งนี้ สำหรับการแก้ปัญหาความปรองดองนั้น ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรม ขอให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเป็นประชาธิปไตยก็พอ เช่น ให้มีการถ่วงดุลกันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ อยู่ในกรอบของนิติรัฐแล้วเรื่องอื่นก็จะตามมาเอง.