คอลัมน์

Saturday, 18 February, 2012 - 00:00

คลี่ตะวันห่มเมือง น้ำเน่ากลางเมือง

   ในระยะหลายปีที่ผ่านมา การต่อสู้ทางการเมืองมีความรุนแรง ทั้งในส่วนของผู้นำการเมืองในกลุ่มต่างๆ รวมถึงในหมู่ประชาชนผู้นิยมชมชอบ ขยายตัวลุกลามเข้าไปในทุกส่วนของสังคม จนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีคนไทยคนใดที่ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการเมือง ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง หรือชาวบ้านผู้หาเช้ากินค่ำ ต่างก็ไม่พ้นไปจากกระแสความเคลื่อนไหว หรือความรู้สึกร่วมในวิถีทางแห่งการเมือง
    สิ่งนี้นับเป็นลักษณะที่ดีของสังคมประชาธิปไตย การตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดของความมั่นคงในระบอบการปกครอง ก่อให้เกิดการตรวจสอบสาธารณะต่อบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่หรือบทบาททางการเมือง ทั้งนี้ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม
    แต่จุดยืนที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนในการทำหน้าที่ตรวจสอบสาธารณะก็คือ การพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างพินิจพิเคราะห์ตามลักษณะที่ปรากฏอย่างชัดเจน หรือหากมีข้อสงสัย พึงให้โอกาสบุคคลทางการเมืองได้ทำการชี้แจง หรือกดดันให้มีการชี้แจง แต่ไม่ควรตัดสินเรื่องราวไปตามเสียงเล่าลือเล่าอ้าง ข้อมูลที่เลื่อนลอย หรือการชี้นำที่แฝงไปด้วยผลประโยชน์เชิงการเมืองของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
    เราพึงถามตัวเองอยู่เนืองๆ ว่า มีนักการเมืองหรือผู้มีบทบาททางการเมืองคนใดเป็นเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องใกล้ชิดของเราบ้าง เรามีความรู้จักคุ้นเคยกันเป็นการส่วนตัวกับพวกเขาหรือไม่ หากไม่มี เราจึงไม่มีหน้าที่ และไม่อยู่ในฐานะอันควรที่จะแก้ข้อกล่าวหาให้นักการเมืองหรือผู้นำการเมืองคนหนึ่งคนใด อีกทั้ง เราไม่มีหน้าที่ และไม่อยู่ในฐานะอันควรที่จะสนับสนุนนักการเมืองหรือผู้นำการเมืองคนหนึ่งคนใดจนเกินกว่าความสมเหตุสมผลเช่นกัน
    เราควรระลึกไว้ว่า มีแต่ “ประเทศไทย” เท่านั้นที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันปกป้องรักษาไว้ด้วยชีวิต ไม่ใช่ผู้นำกลุ่มการเมือง หรือนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น
    เมื่อนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้เวลานานพอสมควรขณะประชุมรัฐสภาไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในที่รโหฐาน จนมีข้อสงสัยเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน ในฐานะผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องทำการชี้แจงให้ปราศจากข้อสงสัย อีกทั้งเมื่อมีเหตุทำร้ายร่างกายผู้มีบทบาททางการเมืองฝ่ายตรงข้าม ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกันกับขณะเมื่อนายกรัฐมนตรีกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ยิ่งนับเป็นหน้าที่และมารยาทที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเร่งชี้แจงโดยเร็ว
    การประชุมรัฐสภานั้น ถือเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของนักการเมืองผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุม เพราะคือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้บริหารประเทศ และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประชาชนตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย การละเลยต่อการเข้าร่วมประชุมรัฐสภาโดยไม่มีเหตุอันควร จึงถือเป็นการไม่เคารพประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้ซึ่งได้มอบความไว้วางใจให้กับนักการเมืองในการทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน
    อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมมีบทบาทที่แตกต่างจากหัวหน้าแก๊งมาเฟีย และย่อมมีพฤติกรรมที่สมควรและเหมาะสมต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัว สำหรับบุคคลที่ควรค่าแก่การได้รับความเคารพและให้เกียรติจากประชาชนเช่นกัน 
    การเพิกเฉยและทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อเรื่องดังกล่าวนั้น ถือเป็นการละเลยต่อสำนึกในสถานะของผู้นำประเทศอย่างปราศจากความหมดจดงดงาม ทั้งนี้ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นบุรุษหรือสตรี โสด หรือสมรสแล้วก็ตาม
    ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์ที่นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ถูกทำร้ายร่างกายในโรงแรมชั้นหนึ่งอันหรูหรา ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย และทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีกำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัวอยู่ในบริเวณและช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเพียบพร้อมไปด้วยการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจต่อนายเอกยุทธ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาททางการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจในสวัสดิภาพของประชาชนผู้มีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับรัฐบาลด้วยเช่นกัน
    โดยเฉพาะเมื่อนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไม่ใช่หัวหน้าแก๊งมาเฟียผู้นิยมชมชอบการใช้อิทธิพลเข้าทำร้ายผู้สร้างความไม่พอใจให้กับตัวเอง
    อย่างไรก็ตาม การชี้นำในเชิงเสียหายอย่างเลื่อนลอย และปราศจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนโดยนายเอกยุทธต่อนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเป็นสุภาพสตรีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง การต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางของตนนั้นควรเป็นไปเพื่อชาติบ้านเมือง โดยใช้ลักษณะวิธีอันสมควร ให้เกียรติตัวเอง ให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม ให้เกียรติประชาชน และให้เกียรติผู้นำประเทศของเราเช่นกัน
    โดยเฉพาะเมื่อนายเอกยุทธ อัญชันบุตร คือ สุภาพบุรุษคนหนึ่งอันเกิดจากเพศแม่ผู้ให้กำเนิด ผู้ซึ่งควรให้เกียรติสุภาพสตรีตามครรลองของสังคมผู้เจริญเสมอ ไม่ว่าสุภาพสตรีคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม
    ประชาชนผู้ปราศจากยศถาบรรดาศักดิ์ ขณะใช้ชีวิตประจำวันในสังคมตามสถานะของตน กำลังอ้าปากค้างกับเรื่องราวอันมีสีสันของผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวพิศวาสซับซ้อนซ่อนเงื่อน การตราหน้ากันอย่างสกปรกด้วยความสะใจ หรือการใช้กำลังทำร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างถ่อยเถื่อนเหมือนกลุ่มอันธพาล
    ป้ายหาเสียงเลือกตั้งไม่เคยบอกไว้ถึงลักษณะอื่นๆ ของผู้สมัคร นอกจากคำโฆษณาอันสวยหรู ไม่ว่าจะเป็น “ขออาสารับใช้”, “เพื่อประชาชน”, “เพื่อชาติ” ฯลฯ อีกทั้งยังประกอบไปด้วยภาพถ่ายอันสวยสดงดงามของผู้สมัคร บ้างก็ยกมือไหว้ บ้างก็ใส่สูท บ้างก็ใส่ชุดขาวประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติ ฯลฯ อีกทั้งเนื้อหาคำประกาศในแผ่นพับใบปลิวยังแสดงถึงคุณวุฒิและคุณสมบัติอันสูงส่งต่างๆ อีกมากมาย
    แต่พฤติกรรมหลังการเลือกตั้งของนักการเมืองและผู้นำการเมืองบางคน อันปรากฏต่อการรับรู้ของประชาชนนั้นกลับเป็นไปในลักษณะตรงกันข้าม ไม่ว่าจะเป็นจริยธรรม มารยาท การพูดจา การวางตัว ฯลฯ มีแม้กระทั่งการคอรัปชั่น การข่มขู่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อประชาชน การจาบจ้วงแสดงพฤติกรรมถ่อยเถื่อน การนิยมชมชอบเรื่องราวชู้สาวเลวทราม ฯลฯ อย่างไม่น่าเชื่อว่าผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเหล่านั้นคือผู้แทนของประชาชน และคือผู้มีบทบาททางการเมืองซึ่งมักอ้างถึงประโยชน์ของชาติในการขับเคลื่อนบทบาทของตัวเองอยู่เป็นประจำ
    แม้คูหาเลือกตั้งจะมีเพียงเนื้อที่แคบๆ และรอยกากบาทในบัตรเลือกตั้งนั้นจะเป็นเพียงแค่เครื่องหมายเล็กๆ แต่สิ่งเหล่านั้นคือเสียงของประชาชน ซึ่งนักการเมืองและผู้มีบทบาททางการเมืองทั้งหลายควรให้ความเคารพ การทำหน้าที่ต่าง ๆ จึงควรทำด้วยความเหมาะสม ไม่ใช่ทำไปตามพื้นฐานสันดานเดิม หรือความคึกคะนองสะใจ จนปรากฏเรื่องราวคล้ายเนื้อหาตามโรงลิเกในตลาดสด ภาพยนตร์รุนแรง หรือละครโทรทัศน์หลังข่าว
    หากวันใด ประชาชนเปลี่ยนจากการทำเครื่องหมายกากบาทในกระดาษ กลายเป็นการกาหัวนักการเมืองแทน หรือทหารถือปืนนำรถถังออกมาวิ่งเล่น...ใครบ้างจะคร่ำครวญ?

                                ณ.นพวงศ์