สิ่งแวดล้อม

Sunday, 1 April, 2012 - 00:00

แผน 'พีดีพี" ฉบับใหม่ ใส่ความคิดอนุรักษ์พลังงานแล้วหรือยัง

  ในขณะที่กระทรวงพลังงานเตรียมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ฉบับใหม่ (ปี 2555-2574) เนื่องจากแผนพีดีพี 2010 ซึ่งเป็นแผนการลงทุนขยายระบบไฟฟ้าในระยะเวลา 20 ปี ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ทำให้การเดินหน้าโครงการตามแผน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหินหยุดชะงัก ปรับปรุงใหม่ เวลานี้ภาคประชาชนและนักวิชาการด้านพลังงานก็จับตาการจัดทำแผนพีดีพี โดยแสดงความกังวลว่าจะซ้ำรอยเดิม
    จากการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีปัญหาในการจัดทำ "แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP)" โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้
    สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผู้ร้องเรียนเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาที่ กสม. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังปรับปรุงแผนพีดีพี จากการติดตามเรื่องนี้มา 10 ปี พบว่า มีข้อผิดพลาดโดยตลอดและไม่ได้รับการแก้ไข ช่วงที่รัฐบาลกำลังปรับแผน จึงเป็นโอกาสที่ดีหน่วยงานวางแผนควรรับฟังก่อนสรุปแผน ตนอยากสะท้อนปัญหาการทำแผน ซึ่งเป็นประเด็นในข้อร้องเรียน คือ การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าพีดีพี ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่กำหนดการลงทุนขยายระบบไฟฟ้าในไทย วางแผนล่วงหน้า 10-15 ปี  มีความผิดพลาด เห็นได้ชัดจาก 1-2 ปี จะถูกปรับปรุงใหม่ ไม่สามารถใช้ระยะยาวได้ โดยเฉพาะการวางแผนพยากรณ์การใช้ไฟฟ้า
    จากการศึกษาของชื่นชม สง่าราศี กรีเซน นักวิชาการอิสระ พบว่า แผนพีดีพี 2010 มีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,491 เมกะวัตต์ต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยจริงที่ผ่านมาของไทย เติบโตสูงสุด 25 ปี เพียง 830 เมกะวัตต์ ซึ่งการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าที่สูง ส่งผลให้แผนพีดีพี 2010 ไฟฟ้าสำรองช่วง 20 ปี สูงถึง 20-40% ทั้งที่ไม่ควรสำรองเกิน 15% มีการประเมินผลการวางแผนทำผิดพลาดมาต่อเนื่อง 14 ปี ทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่มีประสิทธิภาพ กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงผลการศึกษาการใช้พลังงานต่อจีดีพีของไทย อัตราการใช้ของเราสิ้นเปลืองมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศอื่นๆ ในภาคสังคมก็เกิดความขัดแย้งจากการสร้างโรงไฟฟ้า มีการร้องเรียนทั่วประเทศก็เป็นผลจากการพยากรณ์การใช้ไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกยังเปิดประเด็นการวางแผนพยากรณ์ใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น กฟผ.ได้ทำแผนเสนอ สนพ. กระทรวงพลังงาน ปิดซ่อมโรงไฟฟ้าในหน้าร้อน ช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของประเทศ ทำแผนแบบนี้ตั้งแต่ปี 52, 53, 54 และ 55 มาโดยตลอด ทำให้ไฟฟ้าสำรองต่ำกว่าความเป็นจริง ใช้เป็นเหตุผลสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ จึงร้องให้ กสม.ช่วยตรวจสอบประเด็นนี้  
    ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ เสนอว่า ควรมีการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการบริหารการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ Peak คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานควรมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ดีกว่าจะให้กระทรวงพลังงานมีนโยบายสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพราะในหนึ่งปีมีการใช้ไฟฟ้าฟ้าสูงสุด 72 ชั่วโมง หากมีการบริหารที่ดีลดการสร้างโรงใหม่ได้มาก ขณะนี้รัฐบาลมีแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2553 แต่กระทรวงพลังงานและ กฟผ.หลีกเลี่ยงนำมาใช้เป็นแผนหลักในการจัดทำวางแผนพีดีพี ทั้งๆ ที่แผนอนุรักษ์ 20 ปี เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศลงได้ โดยไม่ต้องสร้างโรงใหม่
    "สาระสำคัญของแผนอนุรักษ์พลังงานก็คือ ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศโดยรวมได้ 12,077 เมกะวัตต์ ประมาณ 22% ใน 20 ปี เทียบเท่ากำลังการผลิตโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 โรง ค่าใช้จ่ายน้อย ลงทุนปีละ 5,900 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนอนุรักษ์ให้เป็นจริง ถ้ารัฐบาลต้องการให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้กับแผนนี้เป็นแผนหลักทำพีดีพี" สุรีรัตน์กล่าว
    และเห็นว่าเป้าหมายหลักของแผนอนุรักษ์พลังงาน รัฐควรมุ่งไปที่อุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งใช้ไฟฟ้ารวม 72% ของประเทศ จะได้ผลมากกว่า เพราะภาคครัวเรือน 22% เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไม่ใช่เรื่องใหม่ มีภาคอุตสาหกรรมตัวอย่าง ผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งซีเมนต์ 3 ทุ่งสง ปี 2550 กำลังผลิต 12 เมกะวัตต์ ซีเมนต์ 6 ทุ่งสง ปี 2552 กำลังผลิต 25 เมกะวัตต์ รวมถึงผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งซีเมนต์ 4 แก่งคอย ปี 2552 กำลังผลิต 25 เมกะวัตต์, ซีเมนต์ 5 ท่าหลวง ปีเดียวกัน 18 เมกะวัตต์
    "หากมีการวางแผนที่โปร่งใสจะสามารถตอบคำถามประชาชนได้ แต่การเลี่ยงตอบคำถามส่อเจตนาไม่สุจริต ทำให้ชาวบ้านหวาดระแวงและต้องติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น รวมถึงอยากเห็นการตรวจสอบแผน PDP อย่างเข้มข้น เพื่อให้แผนพลังงานไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น" ตัวแทนอนุรักษ์จากกลุ่มทับสะแกสรุป
    ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด ผู้ชำนาญการด้านพลังงาน และเคยเป็นอนุกรรมการแผนพีดีพี 2010 กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพีดีพี 2010 มีการสรุปบทเรียนและปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในแผนพีดีพี 2007 ตนเสนอปัญหากระบวนการจัดทำแผนว่ารวบรัดเกินไป เพราะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นเพียงครั้งเดียว แล้วยังเป็นการรับฟังที่รวมทุกเรื่องไว้ในครั้งเดียวกัน
    ฉะนั้น การประชุมครั้งแรกของอนุกรรมการแผนพีดีพี 2010 มีการสรุปชัดเจน การดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต้องทำเป็นขั้นตอน ใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ การพยากรณ์ความต้องการ ต้องแยกการรับฟังความคิดเห็นให้ตกผลึกตัวเลขที่เหมาะสม ถัดมาการจัดทำสมมติฐานในแผนพีดีพี ทั้งเรื่องต้นทุน ศักยภาพพลังงานหมุนเวียน การประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน หากตัวเลขต่างกัน ผลของแผนต่างกัน ครั้งนั้นมีการตั้งคณะทำงานจัดทำสมมติฐานด้วย เป็นพัฒนาการขั้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ก้าวข้ามสู่การมีส่วนร่วมว่าสมมติฐานถูกต้องหรือไม่ สุดท้ายเรื่องทางเลือกในแผน PDP สามารถเปรียบเทียบได้มากกว่า 1 ทางเลือก จึงมีคำถามแต่ละทางเลือกให้ต้นทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่างกันไหม  
    "อยากย้ำการจัดทำแผนพีดีพี 2010 เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่เริ่มต้นจากสรุปบทเรียนพีดีพี 2007 ปัญหาที่เกิดทำไมภาคการเมืองเข้ามารวบรัด ผมไม่ได้โทษใคร แต่เราจะมีโจทย์อย่างไรไม่ให้เกิดแบบนี้อีก อนุกรรมการฯ ได้ข้อสรุปถ้าทำแผนพีดีพีให้ผ่านไป ครม.อนุมัติออกไป สุดท้ายสร้างไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา ทำพีดีพี 2007 ก็ขัดแย้ง ทำพีดีพี 2010 ความขัดแย้งตามมาแบบเดิม เหตุใดกระบวนการที่เคยตั้งใจไว้อย่างดีมีความเบี่ยงเบนไป ฝากคณะกรรมการสิทธิฯ เคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ให้เกิดการเบี่ยงเบนหรือซ้ำรอยเดิม ต้องสรุปถ้าไม่เป็นตามนี้ ไม่เป็นตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ จะเป็นหลักประกันให้ทุกฝ่ายจัดทำแผนพีดีพีเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หาทางออกร่วมกันแทนถูกเร่งรัด" นักวิชาการสรุปบทเรียนให้ฟัง 
    อาจารย์เดชรัตน์เสนออีกว่า การจัดทำแผนพีดีพีของกระทรวงพลังงานที่ไม่ระบุสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ชัดเจน เว้นช่องว่างเอาไว้ จะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน อย่างน้อยควรระบุพื้นที่เหมาะสมการก่อสร้าง เช่น จังหวัดใด และหากทำเลเหมาะไม่ใช่แค่จังหวัดเดียว ก็ต้องระบุกี่แห่ง มิฉะนั้น จะเกิดความไม่สบายใจต่อประชาชน และเกิดความรู้สึกเหมือนต้องเฝ้าบ้านให้ดี ไม่รู้จะมาลงที่บ้านตัวเองเมื่อไหร่ เกิดความสับสน  
    วิฑูรย์ เพิ่งพงศาเจริญ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ชี้ว่า สถานการณ์ปัจจุบันความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ ปี 50, 51, 52 ไม่โต ปี 53 เพิ่มขึ้น แต่ปี 54 ไม่เพิ่ม แต่เราไม่มีมาตรการจริงจังจะจัดการความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดอย่างไร ทำให้ Peak ไม่สูงได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม กลับพูดตัวเลขที่จะโตและสูงเท่านั้นเท่านี้ เพื่อนำไปสู่ตรรกะที่ว่าไฟจะขาด ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงพลังงานออกมาระบุ วันที่ 8-17 เมษายนนี้ ก๊าซจากพม่าจะปิดซ่อม ทำให้ก๊าซ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ป้อนโรงไฟฟ้าประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ขาดหายจากระบบ จะมีกำลังสำรองต่ำกว่า 7% นำมาสู่มาตรการเตรียมน้ำมันเตามาทดแทน และมีผลให้ค่าเอฟทีเพิ่ม 5 สตางค์ต่อหน่วย
    ฟังดูเผินๆ คล้ายพม่าเล่นงาน เพราะเราพึ่งพาก๊าซจากพม่า แต่ข้อเท็จจริงแหล่งก๊าซทั้ง 3 แหล่ง ผู้เป็นเจ้าของนำก๊าซขึ้นมา คือ ปตท.สผ. ท่อก๊าซที่จะปิดซ่อมเป็นของ ปตท. 100% และ ปตท.ผูกขาดการจัดส่งก๊าซให้ กฟผ. 100% ไม่เกี่ยวกับพม่าเลย ทำให้ ปตท.จึงหยุดซ่อมช่วงเดือนเมษายน ทั้งๆ ที่สามารถเลี่ยงได้ บวกกับ กฟผ.ก็มีแผนหยุดซ่อม ปี 54 หยุดซ่อม 11% ประเดประดังมาช่วง Peak ข้อเท็จจริงปลัดกระทรวงพลังงานยังสวมหมวกประธานกรรมการ ปตท. หมวกที่สามประธานกรรมการ ปตท.สผ. น่าตกใจประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม ถามว่าผิดอะไร เหตุใดคนก่อความเสียหายไม่ต้องรับผิดชอบ     ฝาก กสม. ข้อเท็จจริงคืออะไร ต้องกระจ่าง
    ระบบที่เราเคยเชื่อให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คุมรัฐวิสาหกิจเพื่อให้เกิดความมั่นใจเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันมีกฎหมายใหม่ มีองค์กรกำกับที่เป็นอิสระ ถึงเวลาแล้วเลิกนำข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั่งในบอร์ดต่างๆ เป็นผลประโยชน์ขัดกัน ฝาก กสม. ประสาน ป.ป.ช. ศาลปกครอง ตรวจสอบว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ มี พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน และองค์กรกำกับแล้ว มีกฎระเบียบเข้ายุคใหม่ แต่องคาพยพ ผลประโยชน์ และโครงสร้างยังไม่ปรับ หากไม่ใช้โอกาสนี้ แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี ซึ่งมีคนบอกเป็นแค่ลิเก
    "อยากเห็นการจัดทำแผนพีดีพี 2012 บนโจทย์ปรับการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าและนำแผนอนุรักษ์พลังงานใส่ลงไป เป็นแผนที่ ครม.อนุมัติไว้ เรื่องนี้ต้องพิจารณาและจัดการอย่างตรงไปตรงมา หากปล่อยให้กำลังผลิตเป็นไปตามแผนพีดีพี 2010 จะต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายโรง แต่หากใช้แผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปีเข้ามาสวม โครงการปรับประสิทธิภาพพลังงานจะทดแทนนิวเคลียร์ ถ่านหิน มันตอบคำถามได้หมด ลดการพึ่งพิงก๊าซน้อยลง ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้เกิดโลกร้อน ความเข้มข้นในการใช้พลังงานก็ดีขึ้น" นักวิชาการด้านพลังงานกล่าว และฝากให้รัฐทบทวนแผนปลดโรงไฟฟ้า หากโรงใดใช้การได้ ไม่ควรปลด เนื่องจากตั้งแต่ปี 2540 มีอัตราเร่งสูงเกินจำเป็น โดยไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน   
    ด้าน นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวช่วงท้ายการประชุมชี้แจงครั้งนี้ว่า คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาพลังงานไฟฟ้ามากที่สุด ทั้งพลังงานไฟฟ้าถ่านหิน พลังงานไฟฟ้าชีวมวล พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์  โดยจากการลงพื้นที่กรณีโรงไฟฟ้า จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก และเครือข่ายอนุรักษ์ทัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ เสนอให้ กสม.เข้าไปตรวจสอบเชิงนโยบายในการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าว่า ละเมิดสิทธิชุมชนอย่างไรบ้าง จึงเชิญหน่วยงานชี้แจง โดย รมว.พลังงาน และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานส่งผู้แทนมาชี้แจง เช่นเดียวกับผู้ว่าฯ กฟผ. ส่งตัวแทน ขณะที่ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานปฏิเสธเข้าชี้แจง โดยให้เหตุผลแผนพีดีพียังไม่เสร็จ
    นิรันดร์ย้ำว่า ต้องทำความจริงให้กระจ่าง ขณะนี้ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบก้าวข้าม ไม่ใช่แค่คัดค้าน แต่ต้องการมีส่วมร่วมตัดสินใจเชิงนโยบาย การทำแผนต้องคำนึงถึงสิทธิชุมชน วิถีชุมชน การทำลายฐานทรัพยากรที่ผ่านมาส่วนหนึ่งเกิดจากแผนพัฒนาที่ไม่สมดุล ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหารเป็นประเด็นสำคัญและจะนำพาประเทศไปสู่ความอยู่รอดในอนาคต
    "วันนี้ชาวบ้านติดใจการจัดทำแผนพีดีพีในอดีต และแผนพีดีพี 2012 ที่กำลังเตรียมการปรับแผนกัน ซึ่งกระบวนการจัดทำต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แผนพีดีพีจะเป็นที่ยอมรับต้องเน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ส่วนปัญหาการสวมหมวกหลายใบของข้าราชการระดับสูงในรัฐวิสาหกิจ จนเกิดปัญหาการตัดสินใจเชิงนโยบายและผลประโยชน์ กสม.จะประสานกรรมาธิการวุฒิสภา และ ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่ภาคประชาชนสามารถกำกับตรวจสอบการกระทำไม่ชอบ ตรวจสอบถอดถอนการปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายได้ตามสิทธิรัฐธรรมนูญ" นิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย    
    หลังจากนั้นก็รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายชุมชนรักบ้านเกิด อ.กันตัง จ.ตรัง ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.ตรัง และหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าให้กับ บริษัท กัลฟ์ เจพี เอ็นเอส จำกัด โดยเครือข่ายอนุรักษ์วิถี-เกษตรกรรม หนองแซง -ภาชี จ.สระบุรี ซึ่งเข้าร่วมประชุมเช่นเดียวกับผู้ร้องกรณีโรงไฟฟ้ามาที่  กสม.อีกหลายพื้นที่.