สอบข้อเท็จจริงชุมนุมทางการเมืองเสร็จแล้ว 3 เหลือ 4 คณะ เตรียมจัดทำรายงานส่งประธานรัฐสภา อนุฯ สอบเหตุที่พัทยาสรุปชัด แกนนำเสื้อแดงต้องการก่อจลาจลเพื่อบีบให้ "มาร์ค" ลาออก-ยุบสภา จี้รัฐบาลจัดการแกนนำ-บุคคลบุกเข้าโรงแรมล้มประชุมอาเซียน ระบุการปลุกระดมให้จับกุมนายกฯ-ผู้นำประเทศต่างๆ ต้องโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนอนุฯ สอบเหตุที่มหาดไทยสรุปกล้องวงจรปิดมีปัญหา!
เมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมทางการเมือง ที่มีนายสมศักดิ์ บุญทอง อดีตรองอัยการสูงสุด เป็นประธาน ได้ประชุมที่รัฐสภาเพื่อรับฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 7 คณะ เพื่อจัดทำรายงานเสนอต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นมี 3 คณะที่สรุปข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้ว ประกอบด้วย
1.คณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค 2.คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงบริเวณมหาดไทยและศาลรัฐธรรมนูญ และ 3.คณะอนุกรรมการศึกษาข้อกฎหมายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนอีก 4 คณะยังไม่แล้วเสร็จ
นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค ได้ส่งรายงานประมาณ 200 หน้า ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อมวลชนและหนังสือราชการ รวมทั้งข้อมูลจากการได้ลงพื้นที่ อ.พัทยา จ.ชลบุรี จ.อุดรธานี จ.ขอนแก่น จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตว่า เมืองพัทยาเป็นสถานที่ที่เหมาะสมกับการประชุมสุดยอดอาเซียน และไม่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดการรุนแรงหรือเหตุการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ แต่เหตุที่เกิดความผิดพลาดขึ้นนั้น เกิดจากงานด้านการข่าวของรัฐบาล อาทิ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) และ ครม.มีความบกพร่องอย่างมาก จึงทำให้ประเมินสถานการณ์ทั้งข้อมูลของฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐผิดพลาด
นายอโณทัยกล่าวว่า นอกจากนี้ อนุกรรมการฯ ยังเห็นอีกว่าการเตรียมการด้านการรักษาความปลอดภัยมีความบกพร่องหลายประการ อาทิ การประเมินของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไม่ครบถ้วน และไม่วางแผนการปฏิบัติอย่างจริงจัง ขาดการเชื่อมโยงระหว่างแผนแม่บทและแผนในพื้นที่ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน รวมทั้งขาดการสื่อสารกับผู้ปฏิบัติทุกระดับ ทั้งนี้ยังเห็นอีกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศจะเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ไปชุมนุมต่อต้านที่พัทยา ซึ่งทำให้ภาพพจน์ประเทศชาติเสียหาย
"การที่กลุ่มผู้ชุมนุมบุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีช จนนำไปสู่การล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ไม่ได้มีมูลเหตุที่แท้จริงมาจากการปะทะระหว่างคนเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินดังที่กลุ่มคนเสื้อแดงกล่าวอ้าง แต่มูลเหตุแท้จริงน่าจะมาจากผู้นำและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงมีความต้องการตั้งแต่ต้นที่จะอาศัยจังหวะการประชุมสำคัญเช่นนี้ เพื่อก่อให้เกิดการจลาจลจนนำไปสู่การลาออกของนายกฯ การประกาศยุบสภา หรือนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร" นายอโณทัยกล่าว
เขาระบุว่า ส่วนเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทุบรถนายกฯ เมื่อวันที่ 7 เมษายน ระหว่างติดไฟแดง อนุกรรมการฯ เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีคนโยงใยและตั้งใจให้เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพราะความบังเอิญหรือผิดพลาดโดยไม่เจตนา ดังนั้นเห็นว่ารัฐบาลควรทำเรื่องนี้ให้กระจ่างและดำเนินคดีทางอาญาและทางวินัยกับผู้ที่กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นรัฐบาลจะถูกมองว่าไม่มีความกล้าในการดำเนินการ และอาจเป็นเหตุให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
"อนุกรรมการฯ มีความเห็นสำหรับการบุกรุกเข้าไปโรงแรม ที่จัดการประชุมอนุกรรมการฯ เห็นว่ายังมีผู้กระทำผิดและร่วมกระทำความผิดอีกมาก โดยเฉพาะแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี เพราะมีการปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมใช้กำลังบุกรุกสถานที่ เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของประชุมแห่งรัฐต่างประเทศ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักรมาตรา 127 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และถ้าเกิดเหตุร้ายผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีความผิดตามกฎหมายเดียวกันมาตรา 113 ประกอบมาตรา 130 เป็นต้น" นายอโณทัยกล่าว
นอกจากนี้ ทางอนุกรรมการฯ เห็นว่ากลุ่มที่มาปะทะกับกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายนหลังจากที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. นำมวลชนไปยื่นหนังสือต่อเลขาธิการอาเซียนแล้ว เชื่อว่าเป็นการระดมคนในเมืองพัทยาประกอบด้วยนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ กลุ่มมวลชนท้องถิ่นและอาสาสมัครที่ไม่พอใจกับการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนในวันที่ 11 เมษายน เป็นการกะเกณฑ์คนมาเพิ่มเติม เพราะทางรัฐบาลทราบว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาจไม่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ จึงได้นำคนที่เกณฑ์มาใส่เสื้อน้ำเงินที่กระทรวงมหาดไทยจัดเตรียมไว้เพื่อป้องกันความสับสน
ทั้งนี้ ส่วนข้อสงสัยที่ระบุว่ารัฐบาลสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสวมใส่เสื้อสีน้ำเงิน ทางอนุกรรมการฯ ไม่สามารถระบุผลได้ว่ามีเหตุจงใจใด ที่รัฐบาลจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใส่เสื้อสีน้ำเงิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายอโณทัยสรุปรายงานต่อที่ประชุมแล้วเสร็จ กรรมการจากพรรคเพื่อไทยได้แสดงความไม่เห็นด้วย ในประเด็นการเอาผิดคนเสื้อแดงทั้งการบุกโรงแรมและการทุบรถนายกฯ โดยเฉพาะนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม . และ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ระบุว่า คนเสื้อแดงก็เป็นคนไทยเช่นเดียวกัน จึงไม่อยากให้สรุปรายงานที่เป็นการให้ร้ายเกินไป ทั้งนี้มองว่าเหตุการณ์ทุบรถเชื่อว่าเกิดการประสานงานที่ไม่ดีของหน่วยความรักษาความปลอดภัยมากกว่า
จากนั้น นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กระทรวงมหาดไทยและศาลรัฐธรรมนูญ ได้รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งจากสื่อและหนังสือราชการ และได้เชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงก่อนหน้านี้
โดยคณะอนุกรรมการฯ มีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นที่ว่านายกฯ อยู่ในรถหรือไม่ โดยสรุปว่า มีพยานและหลักฐานยืนยันว่านายกฯ ขึ้นรถจริง แต่ไม่มีพยานบุคคลหรือหลักฐานยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้ออกจากรถระหว่างขบวนอยู่ในกระทรวงมหาดไทยหรือไม่
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ระหว่างการให้ปากคำของเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยและภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะประเด็นที่มีข้อมูลว่าภายในรถมีคนอยู่ถึง 4 คน และไม่มีการเปิดประตูรถอีกหลังจากที่นายกฯ ขึ้นรถ เพราะจากการส่งภาพจากกล้องวงจรปิดให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ ก็พบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนั่งอยู่ด้านหน้ากับคนขับ
รวมทั้งพบว่ามีการเปิดประตูรถอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง ดังนั้นทางอนุกรรมการฯ จึงเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีคนออกจากรถอีก โดยเรื่องนี้สรุปได้ว่าระบบวงจรปิดในกระทรวงมหาดไทยมีความบกพร่อง เพราะไม่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนคณะอนุกรรมการฯ อีก 4 คณะที่ยังไม่เสนอรายงานนั้น นายสมศักดิ์ได้เน้นย้ำให้ทุกคณะอนุฯ ไม่เกินวันที่ 30 กรกฎาคม โดยหลังจากนั้นจะจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงมาใช้ระหว่างการประชุมอาเซียนว่า ทุกคนรู้ดีว่าความเสียหายจากการที่ล้มการประชุมอาเซียนที่จังหวัดพัทยามีมากขนาดไหน ซึ่งก็มีบทเรียนมาแล้ว วันนี้ก็มีเครื่องมือแล้ว การที่ประชุม กอ.รมน. ผู้รับผิดชอบทุกคนก็ยืนยันหนักแน่นว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ซึ่งการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งนี้ เราไม่มีโอกาสเลยที่จะล้มเหลว เพราะว่าเป็นการประชุมที่มีความสำคัญ และเราก็มีปัญหามาแล้วครั้งหนึ่ง
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 17-23 กรกฎาคม กระทรวงกลาโหมจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลมาตรการด้านความปลอดภัย ขณะที่กระทรวงมหาดไทยจะดูแลเรื่องป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ ทั้งนี้คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีการกำหนดพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตร ให้เป็นสถานที่ความปลอดภัยไม่ให้มีการใช้ชุมนุมและไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงแล้ว
ทางด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อไปอวยพรวันคล้ายวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมกับจะนำกล่องซิการ์ที่ทำด้วยไม้สักทอง ซึ่งสลักชื่อ "Thaksin Shinawatra July'26 2009" และนำลำไยอบแห้งจำนวน 8 กิโลกรัมไปฝาก และหวังว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะนำไปให้กับนักลงทุนประเทศอื่นๆ เพื่อให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้าไทย เพื่อจะได้มีผลต่อการส่งออกของประเทศ
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์เข้ามือถือนายขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร ในการจัดรายการวิทยุคลื่นคนรักอุดร ที่เอฟเอ็ม 97.5 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อเช้าวันจันทร์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวทักทายชาวเสื้อแดง จ.อุดรธานี พร้อมกับโจมตีรัฐบาลว่า ปิดกั้นข่าวสาร ปิดหูปิดตาประชาชน การสร้างความสมานฉันท์ หากมุ่งทำลายและคิดว่าคู่แข่งขันเป็นศัตรูจะไม่มีความสมานฉันท์ได้ หากพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าพรรคคู่แข่งขันคือศัตรู จะไม่สมานฉันท์เช่นเดียวกัน
แหล่งข่าวเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารนี้ กระทรวงยุติธรรมจะเสนอเรื่องขอขยายระยะเวลาบรรจุแต่งตั้งข้าราชการในตำแหน่งที่ว่างลงของหน่วยงานบังคับคดีอาญาและบังคับใช้กฎหมายอาญาที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 เนื่องจากหน่วยงานบังคับคดีอาญาและบังคับใช้กฎหมายอาญา อยู่ระหว่างการจัดตั้งและบรรจุบุคลากร จำนวน 200-400 ตำแหน่ง
ทั้งนี้ หน่วยงานดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามบุคคลที่อยู่ระหว่างหมายจับ คำสั่งศาล หรือกฎหมายกำหนดที่อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีทางอาญา หรือการดำเนินการดูแลคุ้มครองรักษาความปลอดภัยพยาน ผู้ต้องหาคนสำคัญ และหน่วยงานนี้จะดำเนินการตรวจสอบ ยึด และอายัดทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงการระงับโทษ ค่าปรับ หรือการส่งตัวนักโทษในคดีสำคัญด้วย.








