สิ่งแวดล้อม

Sunday, 16 August, 2009 - 00:00

ปัญหา "ช้างเร่ร่อน" วิบากกรรมขนาดใหญ่

    กว่า  20  ปีที่ชาวเมืองได้เห็น  "ช้างเร่ร่อน"  เข้ามาหากินในเมืองใหญ่  อย่างกรุงเทพมหานคร  แรกๆ  อาจมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ  ที่มีโอกาสใกล้ชิด  "สัตว์ป่า"  แต่มาปรากฏกายในเมือง  แต่นานๆ  เข้าวิบากกรรมต่างๆ  นานาที่ช้างได้รับดังเป็นข่าวเนืองๆ  ไม่ว่าการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานของช้างที่ต้องเดินหากินในเมืองเป็นระยะไกลๆ  การประสบอุบัติเหตุหลายรูปแบบ  ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับการนำช้างมาหากิน  รวมทั้งถามหาความรับผิดชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแล  ว่าจะมีหนทางใดบ้างที่ปลดปล่อยช้างเหล่านี้ให้พ้นจากสภาพ  "ทาสแรงงาน"  ของมนุษย์ได้

      "ช้างเร่ร่อน"  เริ่มทะลักเข้ามาในเมืองหนักสุด  ในปี  2532  หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายปิดป่า  ทำให้ช้างกว่า  70%  ที่เคยทำงานในปางไม้อยู่ในสภาพ  "ตกงาน"  ไม่มีงานทำ  อาชีพใหม่คือการบุกเข้าเมืองใหญ่เพื่อเดินหากิน  ในยุคแรกๆ  มีข่าวว่าช้างบางเชือกได้เงินวันละ  3  พันบาท  ตกเดือนละเป็นแสน

     คำนี้ร่ำลือกันทำให้ควาญช้างอื่นๆ  พากันพาช้างเข้าเมือง  หวังได้เงินเดือนละแสนบ้าง  แต่คำร่ำลือก็เป็นได้แค่คำร่ำลือ  เพราะจริงๆ  แล้วยากที่ช้างจะเร่ร่อนทำเงินได้มากขนาดนั้น  แต่ควาญช้างบางคนก็เชื่อว่าเป็นความจริง  และคิดว่าช้างทำรายได้เดือนละแสน  ก็พาช้างเดินไกลขึ้นๆ  บางทีเดินถึงเช้าเพื่อทำยอดได้ตามเป้า  ช้างเร่ร่อนจึงทุกข์ทรมานแสนสาหัส  เพราะเป็นเหยื่อของความอยากร่ำอยากรวยของคน

     ที่ผ่านมาแม้จะมีการ  "เงื้อ"  แก้ปัญหาช้างเร่ร่อนที่เริ่มแรกจากจำนวน  20-30  เชือก  แต่การแก้ปัญหาก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ  ไม่สามารถผลักดันให้ช้างออกไปจากเมืองได้  ปริมาณช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ  จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จนในที่สุดมากถึง  200  เชือก  โดยที่ยังไม่ได้นับช้างที่กระจายอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ  พร้อมกับข่าวคราวว่า  ช้างประสบเคราะห์กรรมต่างๆ  นานา  เดินตกท่อ  โดนไฟดูด  หรือตกหล่มโคลน  ฯลฯ     ว่าไปแล้วคำว่าคนเลี้ยงช้าง  อาจจะใช้ไม่ได้กับสภาพช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ  เพราะปัจจุบัน  "ช้างได้เลี้ยงคน"  ไปแล้ว  ประสพ  ทิพย์ประเสริฐ  ผู้ชำนาญการด้านช้าง  สถาบันคชบาลแห่งชาติ  กล่าวว่า  ปัจจุบันช้างตัวหนึ่งต้องรับภาระหนักมาก  เลี้ยงคน  3  ครอบครัว  และยังต้องทำงานหาเงินผ่อนค่ารถบรรทุกให้กับควาญช้างอีกด้วย  เพราะพอทางการไม่ให้ช้างเข้าเมือง  พวกควาญที่พาช้างมาเร่ร่อนก็ต้องไปหารถบรรทุกมาไว้บรรทุกช้างไปหลบซ่อนเก็บไว้นอกเมือง  ตามจังหวัดใกล้ๆ  กรุงเทพฯ  เช่น  ปทุมธานี  นครปฐม  พอตกบ่ายๆ  ก็เอาช้างขึ้นรถบรรทุกพาช้างเข้าเมืองไปจอดตามปั๊มชานๆ  เมือง  แล้วพาช้างเดินเข้าไปให้ถึงจุดที่มีนักท่องเที่ยวให้ได้

     "บางทีช้างต้องเดินไกลมากเป็นสิบๆ  กิโล  ถ้าวันไหนได้เงินน้อยก็จะต้องเดินไกลขึ้น  ไกลขึ้น  บางทีเดินเกือบสว่าง  ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นต่อไป  ช้างจะอายุสั้นลงเพราะทำงานหามรุ่งหามค่ำ  ต้องหาทางรีบแก้ไขไม่ให้ช้างเข้าเมือง  ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการทำมาหากินแบบนี้"  ผู้ชำนาญการเรื่องช้างจากสถาบันคชบาลกล่าว

     แน่นอนว่าภาระการผลักดันช้างออกจากเมืองต้องตกหนักที่กรุงเทพมหานคร  ดร.ธีระชน  มโนมัยพิบูลย์  รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  กล่าวว่า  ระยะเวลา  10  ปีที่ผ่านมา  ผู้ว่าฯ  กทม.หลายสมัยพยายามแก้ปัญหาช้างเหล่านั้น  แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ  ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า  จากที่เคยมีช้างอยู่ประมาณ  40,000  ตัว  วันนี้เหลืออยู่ในป่าประมาณ  2,000  ตัว  และเป็นช้างบ้านหรือช้างเลี้ยงประมาณ  3,000  ตัว  ขณะที่จำนวนช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ  ปัจจุบันมีมากถึง  200  ตัว  เพิ่มขึ้นหลายเท่า  จากสมัยผู้ว่าฯ  พิจิตต  มีอยู่  40  ตัว

      "ปัญหาช้างเร่ร่อนจากอดีตที่เจ้าของช้างพาช้างมาเดินขายอาหารช้างในเมือง  เพราะความจำเป็นเรื่องปากท้องของควาญช้างกับช้าง  เปลี่ยนเป็นเรื่องผลประโยชน์  ใช้ช้างสร้างเงิน  เป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง"  รองผู้ว่าฯ  กทม.ยืนยัน

     นอกจากนี้  ดร.ธีระชนยังอ้างถึงรายงานการศึกษาปัญหาช้างของวุฒิสภา  พบว่า  มีกลุ่มทุนภาคอีสานที่  จ.สุรินทร์  จ.บุรีรัมย์  พากันกว้านซื้อช้างจากภาคเหนือเพื่อนำช้างมาให้ควาญช้างเช่าเดินขายของ  เดือนละ  8,000  บาท  คนกลุ่มนี้จะมีช้างในครอบครองประมาณ  100  เชือก  มีรายได้สูงถึงเดือนละ  1  ล้านบาท  ควาญช้างจะหาเงินมาเช่าช้าง  เพราะช้างแต่ละตัวทำรายได้เฉลี่ยเดือนละ  30,000-40,000  บาท  เมื่อเข้าสู่เมือง  หักค่าอาหารช้าง  ค่าเบี้ยเลี้ยงเด็กที่เดินตามขายอาหารแล้ว  ยังมีเงินเหลือกว่าหมื่นบาทซึ่งเป็นรายได้ที่มาก  ขณะที่เจ้าของช้างมือใหม่ไม่เคยได้รับการสืบทอดความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง  ไม่เข้าใจนิสัยช้างดี  เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินก็ไม่สามารถควบคุมหรือช่วยเหลือช้างให้ปลอดภัยได้  จึงมีข่าวช้างถูกรถชน  ช้างตกมันอาละวาดทำร้ายคน  ช้างเดินตกท่อ  เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

     ใน  พ.ศ.2552  ดูเหมือนว่าการแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนในเมืองดูจะเป็นจริงเป็นจังมากกว่าครั้งใดๆ  มีการเคลื่อนไหวชัดเจน  โดยมีการจัดเสวนาระดมสมองเพื่อหาทางแก้ปัญหา  ข้อสรุปก็คือ  มีการผนึกกำลังกันระหว่างหน่วยงานที่ดูแลหรือเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องช้างทั้งจากภาครัฐและเอกชน  นับรวมได้ประมาณ  23  แห่ง  ซึ่งแต่ก่อนเคยทำงานแบบต่างคนต่างทำ  ก็รวมตัวกันเป็นภาคีเครือข่ายและเกิดโครงการ  "ช้างยิ้ม"  ขึ้นมา  โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าภาพหลัก  พร้อมกับเปิดโครงการในวันช้างไทย  ซึ่งตรงกับวันที่  13  มีนาคมของทุกปี

      ดร.ธีระชนกล่าวว่า  กทม.มีนโยบายแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนให้หมดไปจากพื้นที่  กทม.  ภายใน  1  ปี  ด้วยวิธีการแก้ปัญหาที่ครบวงจร  ซึ่งการผลักดันช้างให้ออกจากกรุงเทพฯ  เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น  โดยหลังจาก  กทม.ทำหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงปัญหาช้างเร่ร่อนไปที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  (ทส.)  เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  เห็นว่าเรื่องนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการทำงานแก้ปัญหาร่วมกัน  น่าดีใจที่  ทส.ยกเป็นเรื่องระดับชาติ  เรียกประชุมวันที่  26  เมษายน  และมีมติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้นทางควบคุมไม่ให้เจ้าของพาช้างเข้าเมือง  และกำชับว่าให้เอาจริงเอาจังซึ่งได้ผลเหลือเชื่อ  ตอนนี้อัตราช้างเร่ร่อนในกรุงเทพฯ  มีจำนวนลดลงเหลือ  100  กว่าตัว

     วันนี้ช้างเร่ร่อนประมาณ  100  ตัว  กำลังจะถูกกดดันออกจากพื้นที่  รองผู้ว่าฯ  กทม.ย้ำว่า  ถ้ายังนำช้างเร่ร่อนใน  กทม.  ก็มีข้อบัญญัติเรื่องช้างใน  พ.ร.บ.สาธารณสุข  ซึ่งนำมาบังคับใช้ในการอายัดช้างครั้งละ  30  วันได้  โดยไม่ต้องรอ  พ.ร.บ.ช้าง  ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์  โดย  กทม.จะทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์  จับกุมควาญช้างและอายัดช้าง  ซึ่งทำให้วงจรธุรกิจช้างเช่าหยุดชะงัก  นายทุนขาดรายได้  ถ้าปล่อยตัวแล้วพวกนี้พาช้างมาหากินอีกก็อายัดอีก

     อย่างไรก็ตาม  กทม.เตรียมทำงานแก้ปัญหาช้างเร่ร่อน  ผ่านวิธีการผสมผสานช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของช้างและควาญช้างให้มีความเป็นอยู่ที่ดี  มีความมั่นคงทั้งด้านที่อยู่อาศัยและรายได้  เช่น  กทม.รับซื้อช้างไปปล่อยตามโครงการ  "ช้างยิ้ม"  โดยเปิดบัญชี  "ช่วยชีวีช้างไปดูแล"  รับบริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธาผ่านทางธนาคารกรุงไทย  สาขาย่อยศาลาว่าการ  กทม.  เลขที่บัญชี  088-0-03418-1  ตั้งแต่วันที่  3  สิงหาคมที่ผ่านมา  และได้เงินซื้อช้างพังบัวคำจากเจ้าของช้าง  ช้างตัวนี้เร่ร่อนขอทาน  ตาข้างขวาบอด  และส่งไปฟื้นฟูที่ศูนย์คชบาลลำปางเป็นการปลดระวางในช่วงบั้นปลายชีวิต  ไม่ต้องเสี่ยงชีวิตขอทานตามถนน  ควาญช้างทางองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  (อ.อ.ป.)  จะหางานให้ทำ  ตอนนี้กำลังศึกษาแนวทางเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนช่วยเหลือช้างเร่ร่อนในส่วนของ  กทม.ต่อไป  และจะยังไม่ปิดบัญชี

     ขณะนี้มีควาญเจ้าของช้างที่ประสงค์ขายช้าง  3  ตัว  เพราะแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลไม่ไหว  และยังมีกลุ่มควาญช้าง  จ.สุรินทร์เจ้าของช้าง  13  ตัว  แจ้งกับทาง  กทม.ว่า  อยากกลับบ้านที่สุรินทร์  กทม.ก็รับเป็นเจ้าภาพจะเจรจากับทางจังหวัดในเดือนกันยายนนี้  เพื่อเตรียมความพร้อมหาพื้นที่ให้ช้างอยู่อาศัยและมีรายได้  สำหรับควาญช้างคนอื่นๆ  เป็นควาญช้างจริงๆ  ที่นำช้างเลี้ยงที่เป็นมรดกของครอบครัวมาเดินขายของเพื่อช่วยหารายได้  ไม่อยากเข้าสู่วงจรเร่ร่อนและถูกกดดันออกจากพื้นที่  ยังมีโครงการต่างๆ

     "เช่น  โครงการของ  อ.อ.ป.  ที่พร้อมรับควาญและช้างเข้าทำงาน  ซึ่งเป้าหมายที่จะรับช้างเข้าโครงการสูงถึง  1,000  ตัว  ทำงานในพื้นที่ป่า  200  แห่ง  แห่งละ  5  ตัว  หรือโครงการปางช้างรับช้างมาแสดง  จะเป็นการแสดงช้างแสนรู้หรือแสดงการชักลากไม้  โครงการรองรับช้างได้ประมาณ  1,000  ตัว  ถ้าแก้ปัญหาด้วยวิธีการนี้จะไม่ทำให้ช้างเร่ร่อนขายของในกรุงเทพฯ  ไปโผล่แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ  เช่น  ชลบุรี,  ระยอง,  ภูเก็ต  ฯลฯ  ถ้าจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาตรการที่ทาง  กทม.ทำงานอยู่ไปประยุกต์ใช้  โอกาสที่จะบรรเทาหรือแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนจะเพิ่มขึ้น  ที่สำคัญตอนนี้เรื่องช้างมีการทำงานร่วมกัน  ประสานงานต่างจากเดิมที่ต่างฝ่ายต่างทำ  เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายตั้งใจช่วยกันคนละไม้คนละมือ  สถานการณ์ช้างจะดีขึ้น"

     ถึงจะมีทางออก  แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ยังไม่มีหลักประกันว่าจะยั่งยืน  เพราะตราบใดที่รายได้จากการเร่ร่อนในเมืองใหญ่  ยังทำรายได้ดีกว่าการทำงานรูปแบบอื่นๆ  มิหนำซ้ำยังมีนายทุนเจ้าของช้างที่มีช้างนับร้อยๆ  เชือก  ต้องสูญเสียผลประโยชน์ปีละนับสิบล้าน  ความเป็นไปได้ที่ช้างจะกลับเร่ร่อนในเมืองก็มีสูง

     วรวิทย์  โรจนไพฑูรย์  ผู้อำนวยการสถาบันคชบาลแห่งชาติ  หน่วยงานในสังกัด  อ.อ.ป.  กล่าวว่า  สาเหตุที่แก้ปัญหาช้างเร่ร่อนไม่สำเร็จสักที  เพราะยังไม่มีกฎหมายเรื่องช้างโดยตรง  ปัจจุบันปัญหาช้างมีกฎหมายของหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง  แต่กระจัดกระจายไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  อาทิ  กรมปศุสัตว์,  กทม.,  สาธารณสุข  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช  มิหนำซ้ำบทลงโทษปรับยังน้อยนิด  เช่น  กม.ของ  กทม.ปรับเพียง  100-200  บาทเท่านั้น  ก็ปล่อยช้างกลับไปเดินใหม่  หรือใน  พ.ร.บ.สาธารณสุขที่  กทม.จะนำมาใช้ก็จะมีบทลงโทษแค่จับช้างไปได้แค่  30  วัน  หลังจากนั้นก็ต้องปล่อยตัวออกมา  ช้างก็จะกลับมาหากินในเมืองดังเดิม

     ในประเด็นนี้  ประสพ  ทิพย์ประเสริฐ  กล่าวว่า  ปัจจุบันใน  พ.ร.บ.ของกรมปศุสัตว์  ระบุว่า  ช้างนั้นเป็นสัตว์พาหนะไม่ต่างจากวัว  ควาย  การตีความเช่นนี้  ทำให้สถานภาพของช้างแย่กว่า  วัว  ควาย  ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจเสียอีก  เพราะทำให้คนสามารถปล่อยปละ  ทอดทิ้งไม่เลี้ยงดู  ป่วยไข้ไม่มีการรักษา  หรือปล่อยให้ช้างอดอยากตายได้ทั้งๆ  ที่ช้างมีความแตกต่างจากวัว  ควาย  แต่ได้รับการดูแลน้อยกว่า  ดังนั้นจึงต้องมี  พ.ร.บ.ช้างขึ้นมาดูแล  และยกฐานะของช้างขึ้นเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของชาติ  โดยการจดทะเบียนช้างอย่างเป็นระบบ  และกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ควบคุมช้างอย่างเดียว  แต่ยังมีข้อกำหนดไปถึงเจ้าของและควาญช้างด้วย

     อย่างไรก็ตาม  ในขณะที่  พ.ร.บ.ช้าง  อยู่ระหว่างการร่างฯ  ประสพกล่าวว่า  เร็วๆ  นี้อาจจะมีกฎหมายที่ดูแลช้างออกมาอีกฉบับ  ที่ว่าด้วย  "มาตรฐานควาญช้าง"  ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะออกโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  โดยมี  อ.อ.ป.เป็นที่ปรึกษา  เนื้อหาสาระว่าด้วยการควบคุมคุณภาพชีวิตของช้างที่เข้าไปอยู่ในปาง  อุทยานแห่งชาติฯ  หรือแสดงโชว์ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  ว่าจะต้องได้รับอาหาร  การดูแลรักษายามเจ็บป่วย  หรือทำงานลักษณะไหนที่ไม่เป็นการทรมานสัตว์

     "ถ้าเราผลักดันช้างให้ออกจากเมืองใหญ่  ช้างก็จะต้องไปอยู่ตามปาง  สถานที่ท่องเที่ยว  แสดงโชว์  ซึ่งการดูแลช้างควาญช้างจะต้องมีมาตรฐาน  เพราะหากไม่มีกฎหมายออกมา  ก็จะทำให้ช้างมีสภาพหนีเสือปะจระเข้  จากต้องเดินไกลๆ  ในเมือง  มาทำงานหนักในปางฯ  แทน"  ประสพกล่าวและว่า  ถึงจะมี  พ.ร.บ.ฉบับมาตรฐานควาญช้าง  แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่คิดว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของช้างดีขึ้นก็ต้องอาศัย  พ.ร.บ.ช้าง  ที่รอการผลักดันจากหลายฝ่าย  รวมทั้งสังคมที่คงไม่อยากเห็นมนุษย์เอาเปรียบช้างที่เป็นสัตว์ตัวใหญ่  แต่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้.